23 บทสรุป เซ็ตซีโร่ ตั้งต้นกันใหม่ ลิเวอร์พูลเสมอเชลซี 0-0

1. ลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์รับการมาเยือนของเชลซี ก่อนเกมทั้งสองทีมมี 28 คะแนนเท่ากัน ซึ่งห่างจากอันดับ 4 ถึง 11 คะแนน เจ้าบ้านจะลงเล่นเกมที่ 19 ส่วนทีมเยือนลงเล่นเกมที่ 20 นั่นคือครึ่งทางของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022/23 เป็นผลงานที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ เยอร์เก้น คล็อปป์ คุมทัพหงส์แดงแบบเต็มฤดูกาล

2. ฤดูกาลนี้อดีตคู่ชิงชนะเลิศเอฟเอคัพต่างเจอวิกฤติผู้เล่นบาดเจ็บ และเคล็ดวิชา (แท็กติก) เสื่อมมนต์ขลัง ทั้งเยอร์เก้น คล็อปป์ และ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ไม่สามารถคลายวิกฤติทีมที่เกิดจากอาการบาดเจ็บได้ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวที่ผลลัพธ์ดันคล้ายกันคือ เจ้าของทีม กุนซือทีมหนึ่งไม่มีงบให้เสริมทัพเพื่อซ่อมแซมเครื่องจักร ในขณะที่กุนซืออีกทีมเจอเจ้าของบ้าพลัง ชอบปาดหน้าเพื่อนบ้าน กว้านซื้อผู้เล่นโดยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตรงกับความต้องการทีมหรือไม่

3. ส่องไลน์อัพ 11 ตัวจริง เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องอุดรูรั่วในแนวรับด้วยการหมุนกองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปี สเตฟาน บาจเซติชและผอ.โรงพยาบาลตัวเจ็บ 18 เดือน นาบี เกอิต้า ลงมาแบ่งเบาภาระของเดอะแบก ติอาโก อัลกันตาร่า แล้วยังเจอปัญหาใหม่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ ไม่ผิด จำต้องส่ง เจมส์ มิลเนอร์ เกิดอีกทีต้องมีเธอ ลงมาสวมปลอกแขนกัปตันทีม คู่เซ็นเตอร์แบ็คใช้ “คู่หูคลีนชีต” อิบราฮิม่า โกนาเต้ และ โจ โกเมซ ส่วนเกมรุก ฮาร์วี่ เอลเลียต ยืนซ้าย ซาลาห์ ยืนขวา และ โคดี้ กัคโป ยืนหน้าเป้า อันนี้งงมาก วางตำแหน่งฝืนธรรมชาติไปหมด

4. ด้านเกรแฮม พอตเตอร์ มาในแผน 4-2-3-1 เกป้าเฝ้าเสา แผงหลังใช้ ติอาโก ซิลวา คู่ตัวใหม่ เบอร์โน บาเดียชีล แบ็คสองฝั่ง คูคูเรญ่า และ ชาโลบาห์ กลาง 2 ตัวใช้ จอร์จินโญ่ คู่ ลูอิส ฮอลล์ กลาง 18 ปี และ ซิเย็ค, เม้าท์, คอเนอร์ กัลป์ลาเกอร์ สนับสนุน ไค ฮาแวรตซ์ ยืนหน้าเป้า

5. ตัวแปรสำคัญของเกมนี้ น่าจะเป็น ดาร์วิน นูนเญซ เพราะตอนที่พ่อหนุ่มนักวิ่งนั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง รูปเกมอย่างจืด

6. เริ่มเกมได้เพียง 2 นาที ลิเวอร์พูลก็หวิดม้วยคาบ้าน จากลูกเตะมุมที่พวกเขาเคยภูมิใจ ปล่อยให้ บาเดียชิล ได้สะกิดบอลไปให้ ซิลวา ซัดเหน่ง ๆ ชนเสา บอลเด้งกลับไปเข้าเท้า ไค ฮาแวร์ตซ์ ซ้ำเข้าประตู ก่อนที่ VAR จะใช้เวลาไม่นานริบประตูคืน เนื่องจาก ฮาแวร์ตซ์ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า

7. แต่นั้นก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก เมื่อพิจารณาว่า แนวรับลิเวอร์พูลปล่อยให้ ผู้เล่นของเชลซีได้เทคแอคชั่นถึง 3 คน 3 จังหวะ สมาธิตอนต้นเกมกระเจิงอีกแล้ว

8. นาทีที่ 6 เชลซีเกือบม้วย ลิเวอร์พูลเล่นเกมสวนกลับ ซาลาห์ลากจี้แล้วไหลบอลถวายพานให้ โคดี้ กัคโป หวดด้วยซ้ายย้ายบอลไปไว้ดาวอังคาร

9. ท่าดีที่เหลว นาทีที่ 20 คล็อปป์แทบร้อง เฮ้ย กะกะกัคโพลล เจ้าตัวไปแย่งบอลจากเท้าของ ฮอลล์ แต่ดันก้มหน้าซัดไม่มองเพื่อน ส่งออกไปดาวอังคารอีกลูก เลิกล้อดาร์วินได้ยัง!

10. หลังจากนั้นทั้งเกมก็เต็มไปด้วย ซัดติด โหม่งออก โดนสกัด กันทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น ฮอลล์หลุดซัดข้ามคาน ติอาโก้ซัดเบาเข้ามือเกป้า โมปั่นข้ามคาน กัคโปโขกออก เม้าท์หักข้อซัดข้ามคาน บาเดียชิลโขกติดเซฟ

11. จนกระทั่งนาทีที่ 55 มิคายโล มูดริค ปีก 100 ล้าน ถูกส่งลงสนาม เกมก็คึกคักขึ้นมาทันที การเคลื่อนที่และความเร็วของมูดริคช่วยให้คิดถึง เอเด็ง อาซาร์ ยุคเชลซี อดีตปีกของชัคตาโดเนตส์ ปั่นป่วนฝั่งซ้ายจนทำให้ เจมส์ มิลเนอร์ ต้องตัดฟาวล์ ยอมเสียใบเหลือง

12. เยอร์เก้น คล็อปป์ ทนไม่ไหวจนต้องส่ง ดาร์วิน นูนเญซ ลงสนาม และก็ทำให้เกมของลิเวอร์พูลดีขึ้นผิดหูผิดตา การประสานงานครั้งแรกกับกัคโปเกือบทำให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ สองคู่หูไปรุมแย่งบอลมาจาก ชาโลห์บา แล้ว ดาร์วิน ก็แทงบอลให้ กัคโป หมุนตัวซัดเข้าเสาแรก จังหวะและทิศทางคือดีมากแล้ว แต่น้ำหนักยังเบาเกินไป เกป้า พุ่งไปรับได้ทัน

13. เชลซีเกือบทำได้ ฮาคิม ซิเย็ค วางบอลอย่างสวย โค้งไปให้ มูดรีค หาพื้นที่รับบอลได้สวยมาก แต่ไม่กล้าซัดจังหวะแรก ไปเอาบอลลงทำให้บอลลั่นออกหลัง ลิเวอร์พูลยังรอด

14. พอ นูนเญซ ลงสนามมาลิเวอร์พูลก็สร้างโอกาสได้มากขึ้น แต่ซาลาห์ดันหายจากเกมไปเลย นาทีที่ 76 คิดอะไรไม่ออกก็แทงบอลไปทางซ้ายให้ ดาร์วิน วิ่งไปรับบอล ลากจี้ใส่ ติอาโก้ แต่โดนปิดมุม ก้มหน้าซัดเข้ากรอบแต่ไม่ผ่านมือผู้รักษาประตู

15. นาทีที่ 83 ดาร์วิน คนเดิม หลุดไปสุดเส้นหลังซ้ายแล้วครอสบอลกลับไปให้ เทรนต์ ดีดบอลแบบไม่จับ ข้ามคานไปเลย

16. แอคชั่นสุดท้ายกลายเป็นของเชลซี นาทีที่ 92 มูดรีคกระชากบอลแล้วไหลให้ โอบาเมย็อง แต่ โรเบิร์ตสัน สกัดทิ้งไว้ทัน เซฟทีมไว้ฉิวเฉียด จบเกมแบ่งแต้มกันไป

17. ลิเวอร์พูลมี 29 คะแนนจาก 19 เกม เป็นคะแนนที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 ในตอนนั้น เยอร์เก้น คล็อปป์เข้ามาแก้ปัญหาระหว่างทางแล้วสามารถพาทีมเก็บได้ 30 คะแนน

18. เชลซีเป็นทีมที่ชอบคลีนชีตออกไปจากแอนฟิลด์ การเจอกัน 3 ครั้งล่าสุดคือทำประตูกันในเวลาไม่ได้เลย ทั้งในรายการลีกคัพ เอฟเอคัพ จนมาถึงพรีเมียร์ลีก

19. ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ลิเวอร์พูลก็ไม่สามารถทำประตูเชลซีได้ ความจริงแล้ววันนี้ออกจะน่าเสียดายไปหน่อย อยากจะรู้ว่าหาก ดาร์วิน นูนเญซ ได้ออกสตาร์ทตัวจริง ลิเวอร์พูลอาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้

20. ดูเหมือนว่า คล็อปป์ จะพบทางออกในแดนกลางแล้ว ติอาโก้-เกอิต้า-บาจเซติช สมควรเป็นตัวจริงนับจากนี้ไปยาว ๆ คือควรยึด ติอาโก้ และ บาจเซติช เป็นตัวหลักไว้ ฝั่งขวาก็สลับ ๆ กัน ระหว่าง เกอิต้า เฮนเดอร์สัน มิลเนอร์ หรือจะลองใช้ ฟาบินโญ่ ก็ได้ แต่ไม่ควรเอาฟาบินโญ่ยืนตรงกลางอีก

21. เคอร์ติส โจนส์ จะเป็นดาวรุ่งตลอดกาล ในระหว่างที่ทีมต้องการประตูขึ้นนำท้ายเกม เจ้าตัวยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้ทีมเสียจังหวะเสียเวลาไปเปล่า ๆ

22. การประสานงานระหว่าง กัคโป และ ดาร์วิน เป็นอะไรที่ดูน่าสนใจ เราจะเห็นได้ชัดว่า เอลเลียต และ กัคโป นั้นมันไม่เวิร์ค เนื่องจากขาดความเร็วทั้งคู่ เอลเลียตไม่กล้าเลี้ยงบอลจี้คู่แข่ง เอาแต่ดีดบอลเร็วจังหวะเดียว แต่เมื่อ ดาร์วิน ลงสนาม เกมของลิเวอร์พูลก็ดูมีมิติขึ้นทันที ทีนี้ก็อยู่การปรับจังหวะสุดท้าย รวมถึง เรียกสติ ซาลาห์ คืนมาด้วย

23. เกมหน้าพบ ไบร์ทตัน ในศึกเอฟเอคัพรอบ 4 คือถ้าใช้กลางชุดวันนี้ แล้วผ่านไบร์ทตันไปได้ สถานการณ์ของทีมน่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

แม้จะไม่ชนะ แต่ภาพรวมก็ดูดีขึ้นนะครับ

JB