18 บทสรุป แซดจนต้องยกมือไหว้ หงส์ถูกนางนวลดักขย้ำ 3-0

1. ลิเวอร์พูลของกุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ บุกบ้าน ไบร์ทตัน ไปโดนกุนซือ เด แซร์บี้ สอนบอลยุคใหม่ แพ้ 3-0 ยับเยินที่สุดในรอบ 7 ปี พังพินาศจน เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องออกมายอมรับว่า “เป็นผลงานที่แย่ที่สุดตลอดการคุมทีมของเขา” เกิดอะไรขึ้นกันนะ

2. เริ่มแรกเลย การไม่มี ดาร์วิน นูนเญซ ที่มีมีอาการบาดเจ็บบริเวณแฮมสตริง ทำให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีทางเลือก ต้องเข็น โคดี้ กัคโป ไปเล่นกองหน้าตัวเป้า เป็นเรื่องที่โหดร้ายมากกับดาวซัลโวเนเธอร์แลนด์ เพราะ คล็อปป์ ดันส่ง อเล็กซ์ อ๊อกเลด-แชมเบอร์เลน ลงเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย แถมยังส่งกองกลางที่ร่างกายหมดสภาพ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงตัวจริงอีก ร่วมด้วย ฟาบินโญ่, ติอาโก อัลกันตาร่า แผงหลังใช้ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์, อิบราฮิมา โกนาเต้, โจเอล มาทิป และ อาลีซง เบ็คเกอร์ ยืนเฝ้าเสา

3. ไบร์ทตัน มีปัญหาภายใน กองกลางตัวเก่ง เลอันโดร ทรอดซาร์ งอแงไม่ยอมซ้อม เด แซร์บี้ก็โชว์ความเด็ดขาด ตัดออกจากทีมไปเลย อาจจะทำให้ลิเวอร์พูลย่ามใจหรือเปล่า ที่คู่แข่งขาดตัวเก่งที่ซัดลิเวอร์พูลมาคนเดียว 5 เม็ดก่อนหน้านี้ ทว่า เด แซร์บี้ก็หาได้สนใจ จัดแผนเก่ง 4-2-3-1 โรเบิร์ต ซานเชซ เฝ้าเสา แผงหลังมี ลูอิส ดังก์, เลวี่ โคลวิลล์, ปาสกาล กรอส, เอสตูปิยาน กองกลางใช้ ไกเซโด้ ยืนคู่แผดเมสซี่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ แนวรุกมี ซอลลี่ มาร์ช, อดัม ลัลลาน่า, คาโอรุ มิโตมะ และหน้าเป้า อีวาน เฟอร์กูสัน วัย 18 ปี เด็กที่สุดในทีมชุดใหญ่

4. เริ่มเกมมา นางนวลอย่างดุ หรือ หงส์แดงอย่างด้วน ไบร์ทตันเจ้าบ้านบุกใส่ทันที เจสซี่ มาร์ช เลี้ยงจี้ใส่ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน แล้วเอี้ยวตัวซัดไปทางเสาไกล สุดมือ อาลีซง จะเอื้อมแล้ว แต่ยังได้ เทรนต์ พุ่งไปสกัดออกหลัง ไบร์ทตันได้เตะมุม ผู้บรรยายบอกว่า นี่คือทีมที่เปลี่ยนลูกคอร์เนอร์เป็นประตูได้แย่ที่สุดในพรีเมียร์ลีก แนวรับลิเวอร์พูลก็เลยลองทดสอบดู ปล่อยให้ แมค อัล-เตอร์ได้โขกง่าย ๆ พ่อหมียังยืนตำแหน่งดี เซฟไว้ได้ เออดี ไม่เสียประตูต้นเกม

5. หลังจากนั้นไบร์ทตันก็มาเป็นพายุ ความเร็วของ คาโอรุ มิโตมะสลาตันชวนให้คิดถึง ดาร์วิน นูนเญซ คือปีกซ้ายญี่ปุ่นสุดฮอต นอกจากจะเชิงสูงแล้ว ยังวิ่งเร็วจน เทรนต์ ตามได้แต่เงา เร็วจนแม้แต่เพื่อนร่วมทีมก็เติมไม่ทัน ทำให้ลิเวอร์พูลยังไม่โดนลงโทษในจังหวะสุดท้าย

6. ครึ่งแรก แฟนบอลจะได้ยินแต่ชื่อ มิโตมะ, มาร์ช, เฟอร์กูสัน, เอสตูปิยาน, แม็ค อัลลิสเตอร์, ไกเซโด้ หมายความว่ากองกลางของไบร์ทตันควบคุมสนาม 100% โดยที่ เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, และ ติอาโก้ หายไปจากเกม หัวจะปวด

7. เริ่มครึ่งหลัง แฟนลิเวอร์พูลหวังว่าจะเห็นการแก้เกม แต่คงต้องไปแก้กรรมก่อน ผ่านไป 2 นาที โจเอล มาทิป จ่ายบอลเข้ากลางแต่ เฮนเดอร์สันอยู่อีกทาง แม็ค อัลลิสเตอร์ ดักได้ จ่ายให้ มิโตมะ หลุดไปทางซ้าย ถวายพานให้ เจสซี่ มาร์ช ซัดผ่านมือ อาลีซง เบ็คเกอร์ เซฟไม่ไหว โดนแล้วครับ 1-0

8. เอาให้ยับ 6 นาทีต่อมา เจสซี่ มาร์ชได้บอลทะลุช่องจาก อีวาน เฟอร์กูสัน แล้วหักข้อซัดด้วยซ้าย บอลพุ่งหนีมือพ่อหมีไปเสาสอง ก็ 2-0 ไปสิครับ

9. บรรยายมันให้จบไปทีเดียว นาทีที่ 83 ไบร์ทตันทุ่มบอลไปให้ เจสซี่ มาร์ช โขกตั้งให้ แดนนี่ เวลเบ็ค กระดกโชว์ โจ โกเมซ ก่อนจิ้มบอลสวนตัวพ่อหมี 3-0 พูนสลัด เล่าฉากทำสกอร์พอละ เราไปดูกันดีกว่า ว่าทำไมลิเวอร์พูลถึงเละเทะขนาดนี้

10. เห็นไลน์อัพก็พอรู้แล้วว่า คล็อปป์ ติดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรก แล้วก็เป็นเช่นนั้น ลิเวอร์พูลวันนี้เหมือนลงเล่นในระบบ 4-0–0 ความดื้อในการใช้ อ็อก ทางซ้าย ทำให้ทีมบอดไปเลยหนึ่งฝั่ง ประกอบกับ กัคโป ที่ไม่ได้มีความสแว็กแก๊ก ไม่ได้ดุดันบ้าพลังแบบ หลุยซ์ ดิอาซ และ ดาร์วิน นูนเญซ และยังไม่มีเวลาปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้เกมรุกของลิเวอร์พูลไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยในชั่วโมงแรก

11. รู้หรือไม่ว่าทีมของกุนซือ เด แซร์บี้ ถือสถิติตั้งบอลจากแดนหลังเก่งระดับท็อปของพรีเมียร์ลีก แต่ คล็อปป์แอนด์เป๊ป ก็ยังลองใช้แผนเพรสซิ่งสูงบวกกองหลังดันไลน์ ช่างกล้ามากทั้งที่ไม่มีฟาน ไดก์คุมหลัง และ ตัวเพรสซิ่งในแดนบน คนที่ได้ชมเกมจะเห็นเลยว่า ผู้เล่นไบร์ทตันกล้าที่จะชิ่งบอลจากหน้าประตูหนีเพรสซิ่งของลิเวอร์พูล เรื่องตลกร้ายก็คือ พวกเขาสามารถผ่านบอลทะลุแผงผู้เล่นผู้ลิเวอร์พูลได้อีซี่ ๆ นั่นทำให้ แม็ค อัลลิสเตอร์ มีพื้นที่รับบอลและสร้างสรรค์เกมได้ดั่งใจ นี่อาจจะเป็นหนึ่งในเกมที่ง่ายที่สุดในชีวิตของกองกลางแชมป์โลกเลยก็เป็นได้ ผู้บรรยายถึงกับตั้งคำถามว่า มุมกล้องมันหลอกตาใช่มั้ย ทำไมไบร์ทตันจ่ายบอลทะลุช่องแคบได้ง่ายขนาดนั้น!

12. เมื่อไบร์ทตันสามารถมูฟบอลจากแดนหลังไปแดนกลางได้โคตรง่ายแล้ว การชิ่งบอลการในแดนกลางยิ่งโคตรง่ายเข้าไปใหญ่ เฮนเดอร์สัน และ ฟาบินโญ่ ได้แต่ยืนมองบอลกลิ้งไปกับเขา บอลหลุดไปถึงมิโตมะง่ายมาก และแน่นอนว่าแนวรับลิเวอร์พูลได้แต่วิ่งตาม ความจริงแล้วมันออกจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ด้วยซ้ำที่ลิเวอร์พูลไม่เสียประตูในครึ่งแรก

13. โดยปกติแล้ว ทีมที่ทำประตูลิเวอร์พูลในครึ่งแรกไม่ได้มักจะพังในครึ่งหลัง ด้วยฝีมือการแก้เกมของคล็อปป์ ทว่า คล็อปป์ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า สลับกัคโปไปยืนซ้ายแล้วให้อ็อกซ์ถอยมาเล่นกลางรุก ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร เพราะโดนแดนกลางเจ้าบ้านเก็บบอลไว้ได้หมดจด

14. ช้ำกว่านั้น เด แซร์บี้ แก้เกมได้เฉียบขาดกว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ เขาสั่งลดระดับความทะลุทะลวงของมิโตมะลงนิดหนึ่ง แล้วให้ เจสซี่ มาร์ช คอยวิ่งสอดไปรับบอลสุดท้าย นำไปสู่ 2 ประตูขึ้นนำทำให้ลิเวอร์พูลหมดโอกาสกลับสู่เกม

15. เกือบ ๆ นาทีที่ 70 เยอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนผู้เล่นทีเดียว 4 คน โจ โกเมซ ลงสนามแทน มาทิป, นาบี้ เกอิต้า ลงสนามแทน ฟาบินโญ่, ฮาร์วี่ เอลเลียต แทน เฮนเดอร์สัน, และวัดใจ ส่งเด็ก เบน โด๊ก ลงไปแทน อ็อกเลด ถือเป็นการเปลี่ยนตัวที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ความจริงแล้วชุดนี้ควรจะออกสตาร์ทตัวจริงด้วยซ้ำ

16. ลิเวอร์พูลมีเกมที่ดีขึ้น เริ่มคุกคามแนวรับของไบร์ทตันได้ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย แต่ที่สุดแล้ว การไม่มีกองกลางตัวพลังงานมันก็สะท้อนทุกอย่าง พวกเขาเสียประตูที่ 3 อย่างง่ายดายเกินไป

17. ท้ายเกม เยอร์เก้น คล็อปป์ ถึงกับต้องเดินไปยกมือไหว้ขอโทษที่สแตนด์ฝั่งทีมเยือน มันเป็นเกมที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่คุมทีมลิเวอร์พูลมา ความจริงแล้วอาจจะแย่ที่สุดตลอดชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมของเขาเลย

18. จอร์แดน เฮนเดอร์สันเปิดเผยบรรยากาศในห้องแต่งตัว ทุกคนอยู่ในสภาวะตัวเบาหวิว หดหู่ ไร้พลังงาน ซ้ำร้ายยังมีการเปิดเผยว่า คล็อปป์ ไม่พอใจ FSG เขาคาดหวังว่าจะได้เจ้าของใหม่ และได้งบซ่อมทีมบ้าง แต่กลับปล่อยเคว้งให้สู้กันเองในสนามรบ

“ผมรับผิดชอบเอง” คือคำที่คล็อปป์ย้ำไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งในการให้สัมภาษณ์หลังเกม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่ามันจะหมายถึงการลาออก ตามที่เขาเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

JB สรุปเกม เชียร์กันต่อครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น