การไม่มี ฟิร์มิโน่ ในสนาม ส่งผลกับลิเวอร์พูลขนาดไหน

นับตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลระดับสโมสรกลับมาดำเนินการต่อ หลังจากเบรกให้ฟุตบอลโลกไป 6 สัปดาห์ ลิเวอร์พูลของกุนซือ เยอร์เก้น คล็อปป์ กลับควานหาฟอร์มเก่งไม่เจอ ดูเหมือนว่าเกมอุ่นเครื่องที่นครดูไบจะไม่ได้ช่วยให้พวกเขาระลึกถึงวิธีการเล่นก่อนหยุดยาว และหนึ่งในสาเหตุสำคัญก็คือการไม่มี โรแบร์โต ฟิร์มิโน่ ให้ใช้งาน

หลังจากพ่ายแพ้ต่อ แมนเชสเตอร์ซิตี้ ตกรอบรายการลีกคัพ ลิเวอร์พูลก็กลับมาชนะ 2 นัดติดในลีก คว้าชัยเหนือแอสตัน วิลล่า และ เลสเตอร์ ซิตี้ ทว่า เกมวันสิ้นปีนั้นได้ส่งสัญญาณไม่ค่อยดี เพราะ 2 ประตูที่ได้มานั้นไม่ได้มีชื่อของผู้เล่นลิเวอร์พูลบนสกอร์บอร์ดแม้แต่คนเดียว เป็นชัยชนะจากการทำเข้าประตูตัวเองของกองหลังเลสเตอร์ ซิตี้ล้วน ๆ และเป็นเกมที่ 6 ในลีกติดต่อกันที่พวกเขาเก็บคลีนชีตไม่ได้ ที่สุดแล้วนัดต่อมา ลิเวอร์พูลก็บุกไปแพ้ เบรนท์ฟอร์ด รับปี 2023

เยอร์เก้น คล็อปป์ กล่าวหลังเกมไว้ว่า “กองกลางไม่ใช่ปัญหา พวกเราควรจะขึ้นนำ 2-0 แล้วปิดเกมด้วยซ้ำ” ครั้งนี้ไม่มีใครเห็นด้วยกับยอดโค้ชที่รัก ในเกมถัดมา เอฟเอคัพรอบ 4 ลิเวอร์พูลก็ทำได้แค่เสมอแบบเกือบแพ้ต่อ วูล์ฟแฮมตัน 2-2 ดาร์วิน กับ ซาลาห์ ทำคนละประตู แต่นั่นมันก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมชนะ ตกลงแล้วปัญหาเกิดจากแนวรุกไม่ปัง หรือ แนวรับพังพินาศ

ในตอนนี้ แฟนบอลทั่วโลก ต่างชี้ไปที่อีโก้ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ กับความเชื่อมั่นในผู้เล่นที่มีแบบมากจนเกินพอดี แฟนบอลมองว่า ลิเวอร์พูลควรจะทุ่มเงินเสริมกองกลางต่อให้ต้องจ่าย 70 ล้านปอนด์ แน่นอนว่า คล็อปป์ ต้องการฟันเฟืองชิ้นสำคัญมาขับเคลื่อนเครื่องจักรสีแดง เพียงแต่ว่า ฟันเฟืองที่คล็อปป์รอคอยนั้นอาจไม่ใช่ผู้เล่นจากทีมอื่น แต่เป็น โรแบร์โต ฟิร์มิโน่

ลิเวอร์พูลเคยเจอเวลาที่ยากลำบากมาก่อนหน้านี้ หลังจากนั้น คล็อปป์ เอ่ยปากว่า “พวกเราจะไม่ยึดติดกับแผน 4-3-3 อีกต่อไป” เขาก็ทำการเปลี่ยนแปลงทีมในทันที ไม่ว่าจะเรียกว่าแผน 4-2-3-1 หรือ 4-4-2 บ๊อบบี้ก็กลับมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญ การมีเขายืนอยู่หลังกองหน้า และวิ่งแทรกตัวอยู่ระหว่างแผงกองกลาง ทำให้การไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้ไม่ใช่ปัญหา เพราะ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และ ดาร์วิน นูนเญซ คนใดคนหนึ่งสามารถเบิกสกอร์ได้ในทุกเกม และลิเวอร์พูลก็สามารถเก็บผลสกอร์ไว้ได้จนสิ้นเสียงนกหวีด ไม่ว่ากองกลางในสนามจะเป็นผู้เล่นคนไหน จะเป็น ฮาร์วี่ เอลเลียตที่กำลังโดนโจมตีเรื่องเกมรับ หรือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ฟาบินโญ่ ที่วิ่งช้าเป็นเต่า ลิเวอร์พูลก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง

แต่เมื่อไร้ชื่อ ฟิร์มิโน่ คล็อปป์ก็ตัดสินใจกลับไปใช้ 4-3-3 อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่มีปีกซ้ายธรรมชาติ เขาก็ยังเลือกแผนนี้ โดยส่ง อเล็ก อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน ลงไปเล่นฝืน ๆ ทางฝั่งซ้าย ในโลกอุดมคติ ลิเวอร์พูลสามารถเล่นแผนหน้าคู่ต่อไปได้ เพราะในทีมมีฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ กองกลางตัวรุกดาวรุ่ง แต่ในโลกความจริง คาร์วัลโญ่ไม่ได้รับการเชื่อใจ และที่สุดแล้ว คล็อปป์ก็เลือกที่จะเสริมทัพจนได้ แต่เป็น โคดี้ กัคโป ในตำแหน่งปีกซ้ายของแผนกองหน้าสามประสาน ที่ดูเหมือนว่าจะไม่เหมาะกับลิเวอร์พูลอีกต่อไป

ในเกมที่เสมอกับวูล์ฟ แฮมป์ตัน ดาร์วิน นูนเญซ เคลื่อนที่ได้อย่างยอดเยียมเช่นในทุกเกม แต่คราวนี้ต้องเพิ่มเติมว่าเป็น “ฟอร์มเก่ง” เพราะเขาสามารถเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูได้แล้ว การวิ่งลงต่ำไปช่วยเกมกลางสนาม แล้ววิ่งขึ้นหน้าไปตั้งเท้าแปบอลเข้าตาข่ายมันช่างโคตรสวยงาม แต่ก็เกิดคำถามในใจว่า จำเป็นมั้ยที่กองหน้าตัวจบสกอร์ต้องเหนื่อยขนาดนี้ ถ้า บ๊อบบี้ อยู่ในสนาม เราเชื่อว่าน่าจะเป็นเขามากกว่า ที่เป็นคนเชื่อมเกมไปให้ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ ได้มีพื้นที่เปิดบอลไปให้กองหน้า

หนึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัด ตั้งแต่ไม่มี บ๊อบบี้ ในสนาม ซาลาห์ ต้องออกแรงอย่างมากในการเล่น ประสิทธิภาพในการเข้าทำประตูของเขาลดลงชัดเจน เมื่อ ซาลาห์ จะจ่ายบอล คู่แข่งรู้ว่าเป้าหมายเหลือแค่ ดาร์วิน เท่านั้น การปิดเกมรุกของลิเวอร์พูลไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ตั้งแต่ไม่มี บ๊อบบี้ ในสนาม ดาร์วิน ต้องเสียแรงในการเคลื่อนที่เยอะมาก ในบางเกมก็ไม่มีการจ่ายบอลทะลุช่อง แต่เป็นการโยนขึ้นหน้าไปด้านซ้ายหรือขวา ให้เขาไปใช้การสับเท้าวิ่งแข่งกับกองหลังเอาเอง เป็นงานหนักสำหรับกองหน้าที่เพิ่งย้ายมาพรีเมียร์ลีก สังเกตได้เลยว่า ประตูโอเพ่นเพลย์ของ ดาร์วิน จะไม่เกิดขึ้นหลังนาทีที่ 60 อาจเป็นเพราะเขาหมดแรงไปแล้วนั่นเอง

Image

ภาพในเกมกับ เบรนท์ฟอร์ด จังหวะก่อนโดนสวนกลับจนเสียประตู แสดงให้เห็นช่องโหว่ของลิเวอร์พูลจากการไม่มี บ๊อบบี้ อย่างชัดเจน เบรนท์ฟอร์ดยินยอมให้ลิเวอร์พูลครองเกม พวกเขา “ยินดี” ที่จะโดนลิเวอร์พูลขึง ผู้เล่นเบรนท์ฟอร์ดได้รับการบรีฟมาจากกุนซือ โธมัส แฟรงค์ ว่าให้ช้วยกันป้องกันในกรอบเขตโทษให้ดี เมื่อไม่เปิดพื้นที่ให้ ดาร์วิน ได้วิ่ง การเข้าทำของลิเวอร์พูลจะเกิดจากการเปิดจากริมเส้นเท่านั้น เนื่องจากลิเวอร์พูลขาดผู้เล่นที่วิ่งเชื่อมบอลระหว่างแนวรับอย่าง โชต้า และ ฟิร์มิโน่ การขาด 2 คนนี้ ไม่ได้เพียงทำให้ทีมขาดมิติในเกมรุก แต่ยังขาดตัวเพรสซิ่ง และตัวเก็บบอลในแดนบนด้วย สิ่งที่ แฟรงค์ พูดคือเรื่องจริง เมื่อกองหลังสกัดบอลออกมาได้ และกองกลางเก็บบอลได้ พวกเขาสามารถวางบอลให้แนวรุกวิ่งทะลุไปหน้าปากประตูลิเวอร์พูลได้ทันที

แน่นอน การแก้ไขปัญหาที่ง่ายที่สุดคือการใช้เงิน ใช้เงินทุ่มซื้อกองกลางตัวรับ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ดีขึ้นในทันที แต่มันก็ทำให้แฟนบอลรู้สึกดีว่าทีมได้พยายามทำอะไรบ้าง แต่มุมมองของ คล็อปป์ นั้นต่างจากแฟนบอลเสมอ และเขาก็ไม่ได้ตัดสินใจถูกเสมอไป

เอาล่ะ หากว่า คล็อปป์ ยืนยันกับความเชื่อมั่นในสิ่งที่มี แฟนบอลจะทำอะไรได้มากกว่าภาวนา ภาวนาให้ นาบี เกอิต้า ไม่เจ็บ เพราะเขาคือกองกลางจะช่วยแบ่งเบา ติอาโก อัลกันตาร่า ได้มากกว่าคนอื่น และภาวนาให้ บ๊อบบี้ โรแบโต้ ฟิร์มิโน่ หายเจ็บกลับมาให้เร็วที่สุด

ด้วยสภาพของทีมลิเวอร์พูลในตอนนี้ มีแต่ดอกไม้ใกล้โรย กับ ดอกไม้ที่รอวันบาน แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือผู้เล่นที่อยู่เบื้องหลังความงามของดอกไม้ในแอนฟิลด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บ๊อบบี้ ต่อให้นายจะเป็นผู้เล่นที่ใกล้หมดแรงยังไง ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่า ไม่มีใครอีกแล้ว ที่จะช่วยดูแลเหล่าดอกไม้ในสนามแทน เยอร์เก้น คล็อปป์ ได้ดีเท่านาย

JB คิดถึงบ๊อบบี้สุดหัวใจ