รหัสลับดาร์วิน : เหตุผล 3 ข้อยืนยันดาร์วิน นูนเญซปรับตัวกับลิเวอร์พูลได้แล้ว

หากจะกล่าวถึงกองหน้าที่ฟอร์มฮอตหยั่งกะไฟเยอร์ที่สุดในโค้งสุดท้ายก่อนบอลโลก ดาร์วิน นูนเญซ  คือหนึ่งในนั้น นับตั้งแต่ขึ้นเดือนพฤศจิกายนมา เขามีส่วนร่วมกับชัยชนะของลิเวอร์พูลในทุกเกม จบสกอร์ แอสซิสต์ ดวลจุดโทษ นำไปสู่แมนออฟเดอะแมตช์ 2 จาก 4 เกม นี่คือการ “พลิกชีวิต” ที่น่าประหลาดใจ นักฟุตบอลที่ถูกตีตราว่าเป็น “ดีลล้มเหลวของเยอร์เก้น คล็อปป์” กลับกลายเป็น “กองหน้าที่ลิเวอร์พูลขาดไม่ได้ในเวลานี้ (และในอนาคต)”

เบื้องหลังการพลิกชีวิตคือการปรับตัว แล้วดาร์วิน นูนเญซทำมันได้ยังไงล่ะ เราจะไปถอด “รหัสลับดาร์วิน” พร้อมกัน ลุย

1. แอนฟิลด์คือบ้าน

ดาร์วิน นูนเญซย้ายมาลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 64 ล้านปอนด์ หากทำผลงานปังก็จะมีราคาสูงสุดที่ 85 ล้านปอนด์ หรือ 100 ล้านยูโรตามที่สื่อชอบเอามาเล่น ในขณะที่เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ คู่เปรียบมวยย้ายไปร่วมทัพแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในราคาค่าฉีกสัญญาเพียง 51.2 ล้านปอนด์

คำว่า 100 ล้านคือความกดดันที่กดลงบนศีรษะของพ่อหนุ่มดาร์วิน ต้องบอกก่อนว่า เมื่อรวมค่าเหนื่อย ค่าเอเย่นต์ ค่าภาพลักษณ์ และอื่น ๆ เข้าไปแล้ว ลิเวอร์พูลจ่ายเงินน้อยกว่าแมนซิตี้ถึงสามเท่า แต่ก็นั่นแหละครับ สื่อทั่วไปชอบนำเสนอข่าวในมุมที่เรียกแขกได้ เมื่อดาร์วินล้มก่อน ก็ย่อมถูกกระหน่ำซ้ำเติมจนแทบไม่มีที่ยืนบนโลกออนไลน์

“ความกดดัน” คือหนึ่งในสาเหตุแรก ๆ ที่ทำให้นักฟุตบอลฝีเท้าเทพหลายคนโชว์ฟอร์มไม่ออกในสังเวียนที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก ดาร์วินทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จับบอลลั่น ซัดข้ามคาน เลี้ยงออก และมักทำสิ่งที่แฟนบอลเรียกว่า คอนเท้นต์ นั่นคือการฟาล์วแบบไม่ฉลาด เสี่ยเหลี่ยมให้กับการยั่วยุแล้วไปโขกใส่ผู้เล่นคริสตัล พาเลซ นำไปสู่การโดนแบน 3 นัด ส่งผลเสียมหาศาลต่อตัวเองและสโมสร ความกังวลเริ่มถาโถม แฟนบอลรู้สึกว่า ดาร์วิน อาจจะไปไม่รอดด้วยสภาวะทางอารมณ์ ทุกเกมต้องคอยลุ้นไม่ให้เขาไปฟัดกับคู่แข่ง แต่อยู่ ๆ ความกดดันและความกังวลก็หายไปจากสีหน้าของดาร์วินอย่างน่าอัศจรรย์

ย้อนไปวัยเด็ก ดาร์วินเคยผ่านห้วงอารมณ์ดิ่งเหวเช่นนี้มาแล้ว เด็กน้อยผู้แร้นแค้นได้ย้ายจากสโมรฟุตบอลท้องถิ่นไปยัง เพนารอล สโมสรระดับอาชีพของลีกอุรุกวัย เมื่ออายุ 14 ปี อาการโฮมซิกทำให้เขาขอย้ายกลับบ้านหลังจากลงซ้อมได้ไม่นาน โชคดีที่สโมสรเพนารอลมองเห็นบางอย่างในตัวเขา ดาร์วินได้กลับบ้านไปปรับอารมณ์กลับครอบครัวถึง 1 ปีก่อนจะบินเข้าเมืองไปสู้ใหม่กับสโมสรเดิม และถึงแม้ว่าจะต้องหยุดพักปีกว่าไปผ่าตัดเส้นเอ็น เพนารอลยังสนับสนุนดาร์วิน ถึงแม้ว่าครอบครัวของเขาจะมีรายได้ไม่เพียงพอ พี่ชายต้องเลิกเล่นฟุตบอลเพื่อไปทำงานหาเงินประทังครอบครัว เพื่อให้ดาร์วินก้าวไปตามฝันที่ยิ่งใหญ่

เยอร์เก้น คล็อปป์เข้าใจเหตุและผลของสิ่งที่เกิดกับดาร์วิน ชายผู้เป็นนักปั้นดาวซัลโวยาวนานกว่าทศวรรษรู้มอบความเชื่อมั่นและศรัทธาให้ผู้เล่นของเขาเสมอ เมื่อดาร์วินสู้สุดใจทั้งเรื่องภาษาและการซ้อม คล็อปป์เคยกล่าวว่า

“ถ้าได้เห็นสิ่งที่ดาร์วินทำในสนามซ้อม คุณจะร้อง เช็ดเขร้”

จนถึงวันหนึ่งที่ดาร์วินรู้สึกได้ว่าแอนฟิลด์คือ “บ้าน” ของเขา วันแห่งการปลดล็อคร่างทองจึงมาถึง

2. ค้นพบที่ยืนของตัวเอง

ตั้งแต่ย้ายมาเกาะอังกฤษจนถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นข้อดีเบทกันในกลุ่มแฟนบอลว่าแท้จริงแล้ว ดาร์วิน ควรยืนเป็นหน้าเป้า หรือ หน้าซ้าย

ความคาดหวังในตอนแรกสุด ดาร์วินคือคู่แข่งของฮาแลนด์ คือผู้เล่นที่คล็อปป์จะปั้นให้เป็นเลวานดอฟสกี้ เขาก็ควรจะยืนปักหลักอยู่ในตำแหน่งตัวจบสกอร์สิ ใช่ครับ ดูเหมือนว่าทีมโค้ชลิเวอร์พูลก็คิดเช่นเดียวกันกับแฟนบอล

ในช่วงแรก เริ่มตั้งแต่เกมแดงเดือดที่ศุภชลาศัย เราจึงได้เห็นลิเวอร์พูลที่แปลกตา หลุยส์ ดิอาซ และ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ยืนติดริมเส้นภายใต้ระบบ 4-3-3 ทั้งหมดเล่นเพื่อสนับสนุนให้ดาร์วินจบสกอร์ให้ได้ง่ายที่สุด

แต่มันไม่เวิร์กเลย

ดาร์วินผู้แบกความกดดัน ยืนค้ำอยู่หน้าสุด พยายามที่จะวิ่งออกตัวไปพื้นที่ทำประตู แต่ไม่มีผู้เล่นลิเวอร์พูลสักคนที่สามารถเสกสร้างจังหวะจ่ายบอลไปให้ดาร์วินได้ บอลมักถูกจ่ายออกริมเส้นซ้ายบ้างขวาบ้าง ดิอาซและซาลาห์พยายามจะเลี้ยงบอลเข้าข้างใน จังหวะการทำเกมรุกของศูนย์หน้าคนใหม่กับตัวรุกประจำทีมไม่สอดประสาน ไปกันคนละทิศละทาง

ประกอบกับช่วงดาวเสาร์แทรก คือซัดบอลข้ามคานขึ้นไปดาวเสาร์ จังหวะเข้าทำที่นาน ๆ มาที ดันซัดออก ๆ ซะอย่างนั้น ไม่ใช่แค่ในสนามจริง ในสนามซ้อมก็วืดจนปรากฏคลิปไวรัลเอาไปล้อเลียนกันทั่ว

แม้ความคมจะเป็นจุดอ่อน แต่จุดแข็งที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ไม่มีใครเถียงได้คือ ความเร็วและความสามารถในการหาพื้นที่ และมันเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนแฟนบอลกลุ่มหนึ่งออกมาปกป้อง “ถ้ามีตัวจ่ายแบบเควิน เดอ บรอยด์ น้องปังแน่” เยอร์เก้น คล็อปป์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ขอแค่ดาร์วินใจเย็นกว่านี้” เช่นเดียวกับเทียรี่ อองรี บอกว่า “เอ็งน่ะเก่ง แต่ต้องผ้าเย็นในจังหวะสุดท้าย”

ว่ากันว่า ในวิกฤติมีโอกาส ในตลาดมีรางวัลที่หนึ่ง วันที่ลิเวอร์พูลซวยสุดขีดมาถึง ดิอาซและโชต้ามีอาการบาดเจ็บยาว เมื่อเหลือเพียงซาลาห์ ฟิร์มิโน่ และดาร์วิน กับแผนที่โดนจับทางได้ คล็อปป์จึงต้องปฏิวัติตัวเอง ยกเลิกแผนหน้า 3 หันไปใช้แผนหน้าคู่ภายใต้สูตร 4-4-2 ไดมอนด์ ให้ฟิร์มิโน่ยืนต่ำบัญชาการเกมรุก

คนเราถ้าอยากจะแข็งแรงก็ต้องออกกำลังกายใช่มั้ยครับ ช่วงแรกกล้ามเนื้อฉีกนอนปวดแขนปวดขาไปเป็นสัปดาห์ เจ้าหงส์แดงก็เช่นกัน แผนใหม่เกมแรกก็แตกเลยครับท่านผู้ชม แพ้ลีดส์คาบ้านเสียสถิติไร้พ่าย แต่คล็อปป์ก็ยืนยันว่า “ต้องไปต่อ” เกมกับท็อตแนมป์ คล็อปป์ใช้แผนเดิมรับมือ 3-5-2 ของอันโตนิโอ คอนเต้ และเป็นแมตช์ที่ดาร์วินเริ่มโชว์ความเด็ดสะระตี่ในตำแหน่งการยืนแบบแหวกแนว

Heat map แสดงให้เห็นว่า ดาร์วินวิ่งอยู่ในพื้นที่ด้านซ้ายในทุกส่วนของสนาม และลงไปเชื่อมเกมเยอะมากในตำแหน่งฮาล์ฟสเปซ นี่คือพื้นที่และวิธีในการเล่นที่ทำให้นูนเญซ “แจ้งเกิด” กับเบนฟิก้า

ดิอาซจะกลับมาลงสนามหลังจบบอลโลก ท่ามกลางคำถามว่า จะจัดแผนยังไง ใครควรจะยืนตรงไหนในตำแหน่งเกมรุก คำตอบนั้น ปรมาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า กลศึกที่ดีคือไม่มีกลศึก คล็อปป์และผู้ช่วยต้องการให้ลิเวอร์พูล “จับทางไม่ได้” และในตอนนี้ ดาร์วินคือผู้เล่นที่เดาทางยากว่ามันจะทำอะไรต่อ

ดาร์วินมีสายตาและสปีดพุ่งตรงไปจุดไหนก็ได้ที่จะได้อัดเต็มข้อหรือจ่ายบอลให้เพื่อน นั่นคือพื้นที่ของดาร์วิน ที่กำลังทำให้บรรดากองหลังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

3. เข้ากลุ่มไลน์ 3 ประสาน

มีความคาดการณ์ว่าดาร์วิน นูนเญซอาจจะต้องการเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนในการปรับตัวให้เข้ากับลิเวอร์พูลและพรีเมียร์ลีก ทำให้แฟนบอลหลายคนรับไม่ได้ อะไรวะ ร้อยล้านมันต้องเล่นได้เลยมั้ย

ในความเป็นจริง ฟอร์มไม่เอาถ่านของดาร์วินซ่อนไว้ด้วยสถิติทำประตูที่ไม่ธรรมดา ทำประตูได้ตั้งแต่เกมคอมมูนิตี้ชิลด์จนถึงเกมเปิดสนามที่เสมอฟูแล่ม และทีมอาจไม่จบที่ผลเสมอหากว่าไม่ไปใจร้อนเฮดบัตจนโดนใบแดง หลังจากนั้นดาร์วินกลับมาทำประตูได้ในเกมกับอาร์เซนอล ซึ่งเป็นการออกสตาร์ทตัวจริงเกมที่ 3 หลังโดนแบน นับตั้งแต่เกมนั้นเขาทำไป 7 ประตูจากการเป็นตัวจริง 7 เกม

ภายใต้สถิติที่ยอดเยี่ยมตลอดเดือนที่ผ่านมา ดาร์วินมาเริ่มแสดงให้เห็นถึงการสอดประสานอย่างลงตัวกับทีมในเดือนพฤศจิกายน เราจะไปย้อนดูจังหวะการเคลื่อนที่แบบสุดติ่งใน 2 เกมล่าสุดกัน

จังหวะแรกที่อยากให้ดู เกิดขึ้นก่อนที่ลิเวอร์พูลจะได้ประตูขึ้นสเปอร์สจากจังหวะสวนกลับ ฮาร์วี่ เอลเลียตรับบอลกลางสนามแล้วเซ็ตบอลให้ฟิร์มิโน่ครองบอล ซาลาห์วิ่งขึ้นตำแหน่งทำการ ดาร์วินอยู่ข้างหน้าสุดดึงแผงหลังสเปอร์สไว้ 4 คน ทำให้ร้อบโบ้มีพื้นที่ว่าง

ซาลาห์วิ่งเติมขึ้นไปหน้าสุดดึงแนวรับไปสองคน เอลเลียตเติมไปฝั่งขวา ฟิร์มิโนก็เติม จังหวะนั้นร้อบโบ้มี 4 เป้าหมายให้ครอสบอลไปหา เป็นดาร์วินที่มองเห็นวิถีบอล เขาหยุดวิ่งและถอยหลังไปเอาบอลลง ก่อนจะแอสซิสต์ให้ซาลาห์ซัดหายโกลยืนงง

ในช่วงหลังดาร์วินแสดงให้เห็นถึงการใช้เทคนิคที่เคยใช้สมัยอยู่เบนฟิก้า ไม่ใช่แค่การใช้ความเร็ว ยังมีทั้งการดึงบอลหลบกองหลังเพื่อจ่ายบอลให้ซาลาห์ ลูกตอกส้นให้บ๊อบบี้ ทั้งหมดคือเทคนิคเพื่อ “เปิดพื้นที่เข้าทำ” ให้เพื่อน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลคาดหวังว่ากองหน้าตัวเป้าจะมี แต่ดาร์วินมี

มีนักสถิตินำตัวเลขของตัวรุกทั่วยุโรปมาจัดกลุ่ม ดาร์วินอยู่ในกลุ่มตัวท็อปของกองหน้าจบสกอร์ (ฮาแลนด์กับเลวานอยู่ในกลุ่มปีศาจ) และหากเขาได้ลงเล่นมากกว่านี้ ก็มีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Double Threat ซึ่งนักสถิติอธิบายว่าคือผู้เล่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสเข้าทำของทีม

ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของดาร์วิน นูนเญซเท่านั้น กองหน้าที่ลงสนาม 18 ซัด 9 แอสซิสต์ 2 สถิติอยู่ในระดับเดียวกับบรรดากองหน้าตัวท็อปของเยอร์เก้น คล็อปป์ทุกคน

END

เลิฟหงส์แดง JB