13 บทสรุป ลิเวอร์พูล 3-3 ไบร์ทตัน

ลิเวอร์พูลจะทำอย่างไร เมื่อเจ้าความมหัศจรรย์กำลังโดนเจ้าความโกลาหลปั่นป่วน

1. เยอร์เก้น คล็อปป์พาลูกทีมเปิดแอนฟิลด์รับมือ “บอลเปลี่ยนโค้ช” กุนซือโรเบอร์โต เด แซร์บี หลายคนอาจไม่รู้จักมาก่อน วันนี้คงได้รู้กันแล้วว่า เฉียบไม่แพ้แกรแฮม พอตเตอร์ที่เคยทำลิเวอร์พูลเวียนเฮ้ดมาตลอด

2. ที่ผ่านมา ต่อให้อยู่ในช่วงฟอร์มดี หงส์แดงก็ไม่เคยกินนิ่มเจ้านางนวลยุคใหม่ได้เลย ก่อนเกมวันนี้ก็เลยพอเดาได้อยู่แล้วว่า “ยากแน่นอน” เพียงแต่ว่าแฟนลิเวอร์พูลตั้งความหวังไว้พอสมควร เนื่องจากช่วงเบรกสามสัปดาห์ทำให้คล็อปป์ได้ตัวหลักกลับมาใช้งานเกือบครบ ติอาโกผนึกกำลังกับฟาบินโญ่ในแดนกลาง แบ็คซ้ายขาดร้อบโบ้แต่มีซิมิคาส กองหน้าแม้อาจล้าจากทีมชาติ แต่ก็มีโชต้า นูนเญซ ดิอาซสแตนบายไว้คอยพลิกเกม แม้ว่าจะเสมอ 1 แพ้ 1 คาแอนฟิลด์มาสองรอบ แต่วันนี้มีคู่เซ็นเตอร์ ฟานไดก์ มาติป นะเฮ้ย

3. ผลสกอร์คือปลายทาง สิ่งที่เด็กหงส์อยากเห็นคือ ความเหนือชั้น ทีมยักษ์อย่างพญาหงส์แดงควรจะคุมเกมคุมจังหวะ ค่อย ๆ เพิ่มจังหวะบดขยี้จนคู่ต่อสู้ปาดเหงื่อเดินคอตกยกธงขาว แต่บทสรุปของเกมกลับตาลปัตร เจ้าบ้านเหมือนคนวัยทอง อารมณ์ว้าวุ่น แรงก็ไม่พอ โดนเด็กนางนวลปั่นจนแทบจะทุ่มโพเดี้ยม ตัวจริง 11 คน ฟอร์มหลุด 8 คน ได้มาสามประตูก็มหัศจรรย์แล้ว

4. เรามาถึงจุดที่ต้องยอมรับความจริง บรรดาผู้เล่นที่เป็นกระดูกสันหลังของทีมเริ่มไปต่อไม่ไหวแล้ว โดยเฉพาะเฟอร์จิล ฟานไดก์ ความคลาสของเฮียไม่จางหาย แต่ความเฉียบคมในการขยับเขยื้อนตัวมันดังกร๊อบแกร็บไปหมด ล่าสุดเริ่มมีเสียงจากแฟนบอลแล้วว่า หากโกนาเต้กลับมา ก็น่าลองดร็อปพี่เวิร์จดูบ้าง เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน แต่นั่นคือสัจธรรมของเกมกีฬา ดุจเดียวกับที่ เกราร์ด ปิเก้ เผชิญอยู่ เพียงแต่ว่าเวิร์จโดนเร่งสังขารจากการบาดเจ็บหนักจนแทบจะ “หมด” ทั้งที่อายุเพียง 31 เท่านั้นเอง และวันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เวิร์จ ในฐานะกองหลังตัวสุดท้าย สกัดวืดทำให้ทร็อดซาร์ได้ล่อเป้าประตูที่ 3

5. เวลานี้ หลายคนอาจคิดถึงซาดิโอ มาเน่ เน่อยากบอกว่าเน่เองก็ลำบากครับ แต่ผมกลับคิดถึงอีกคนมากกว่า ซึ่งลิเวอร์พูลก็มีผู้เล่นที่สไตล์คล้ายคลึงอยู่ในทีมแล้ว จอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุม กองกลางเบอร์ 5 ที่ไม่โดดเด่นแต่ช่วยทำให้ทีม “ครอบครองเกม” ได้ตลอด ไม่อยากจะเชื่อว่าตลอดเวลาในครึ่งแรก ทั้ง ฟาบินโญ่ ติอาโก และเฮนเดอร์สัน ไม่มีใครทำหน้าที่นั้นได้สักคน ในครึ่งหลังลิเวอร์พูลกลับมาเป็นตัวเอง ครองเกมขึงเกมได้จนขึ้นนำ ฮาร์วี่ เอลเลียต สู้สุดใจวิ่งไล่บอลตลอดเวลา แต่ก็ไม่เก๋าพอที่จะช่วยคุมผลสกอร์ไว้ได้ ไม่แน่ใจแล้วว่า ความพยายามซ้อมของอาตู้ เมโล่ จะซื้อใจคล็อปป์ได้เมื่อไร และจะต้องทนดู เฮนโด้ กับ มิลลี่ ที่หมดสภาพไปอีกนานแค่ไหน

6. ความจริงแล้ว ถ้าลิเวอร์พูลเก็บผล 3-2 ไว้ได้ มันจะเป็นสุดยอดขวัญกำลังใจให้ไปต่อยาว ๆ เลยว่ามั้ยครับ ทีนี้ตอนนี้ทุกเสียงพุ่งเป้าไปที่บ่อเทรนต์ แต่อยากให้ดูว่าใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบประตูที่สาม

แนวรับไบร์ทตันต่อบอลกันในแดนหลัง ลากหลบซาลาห์มาได้ เข้าใจว่าฮาร์วี่ถูกบรีฟมาให้รักษาพื้นที่ แต่การที่เขาไม่เข้าไปบีบ ก็ทำให้ผู้เล่นไบร์ทตันมีทั้งเวลาและพื้นที่ในการแทงบอลไปให้แดนนี่ เวลเบ็ค


ฟาบินโญ่ช้ามาก ไม่ได้วิ่งเข้าไปจัดการปล่อยให้เวลเบ็คสามารถฝากบอลง่าย ๆ ไปให้วิงแบ็คฝั่งซ้าย เทรนต์ปล่อยระยะห่างไม่วิ่งเข้าใส่ บอลถูกแทงไปที่ว่างด้านหลัง

7. ไบร์ทตันครอสบอลง่าย ๆ บอลเลี้ยวย้อนหลังฟาน ไดก์ที่ถลาไปแล้วหันหลังกลับมาเตะทิ้งไม่ถนัด เวลเบ็คจะวิ่งเข้าไปชาร์จแต่วืด กลายเป็นกระโดดหลอก นี่มันพลังมหาเทพเวลบิซิอุสชัด ๆ อย่างโกง

ลูกบอลไปตกลงใต้ร่างท่านมหาเทพ เด้งพื้นผ่านหน้ามิลเนอร์ที่ขยับตัวไม่ทัน พ่อหมีก็ตกใจเพราะกะไปเซฟลูกชาร์จที่เสาแรกแล้ว บอลไปตกหน้าทร็อดซาร์ง้างเท้าซัดเข้ามุมเสาสองง่ายดาย

8. เมื่อวานนี้อีกทีมคู่แข่งก็ผลงานคือกัน จะหมดเวลาแล้วเชลซียังเสมออยู่เลย จนกระทั่งกัลลาเกอร์ฮีโร่ซัดขึ้นนำ เชลซีสะสม 13 คะแนน ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 5 ในขณะที่ลิเวอร์พูลหล่นจากอันดับที่ 5 ตอนนาทีที่ 63 มาอยู่ดับที่ 9 นาทีที่ 83 ใต้เท้าน้องใหม่อย่างฟูแล่ม!

9. ข้อ 9. เป็นของบ๊อบบี้อีกแล้ว ในวันที่มาเน่ไป โมหมด บ๊อบบี้กลับขุดความคมขึ้นมาได้ซะอย่างนั้น นี่เป็นฤดูกาลที่บ๊อบบี้ทำประตูในแอนฟิลด์ได้ต่อเนื่องอย่างไม่น่าเชื่อ น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมทีมเอาเครื่องดื่มชั้นยอดที่บ๊อบเสิร์ฟไปเททิ้งเสียหมด เอาเป็นว่าโจทย์ของคล็อปป์ตอนนี้คือต้องคิดว่าแล้ว ดิอาซซ้าย โอเค บ๊อบบี้กลาง ยอดเยี่ยม แต่จะทำยังไงกับฝั่งขวาดีล่ะ มีทั้งโชต้าและนูนเญซแต่ก็ดันไม่เอาอ่าวในพื้นที่ของโมซาลาห์ ถึงเวลาลองใช้แผนอื่นนอกเหนือจาก 4-3-3 แล้วหรือยัง

10. บ๊อบบี้ตอนนี้เล่นกองกลางได้ดีกว่ากองกลาง หากมีการเปลี่ยนแท็กติก เขาก็สมควรจะได้บัญชาการในตำแหน่งเบอร์ 10 จะมีวันนั้นหรือเปล่านะ

11. โมฮัมเหม็ด ซาลาห์กำลังถูกพุ่งเป้าว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหา ค่าเหนื่อยที่สูงลิบกำลังทำให้สปิริตทีมปั่นป่วนหรือเปล่า ข้อนี้เราไม่ค่อยเห็นด้วยนะ เขาก็ยังเป็นคนสำคัญเป็นความหวังที่เพื่อนส่งบอลไปให้อยู่ดี เพียงแต่ว่า ตอนนี้โมน่ะ เลี้ยงบอลไม่ผ่านใครเลยน่ะสิ แล้วเมื่อตัวซัพพอร์ตอย่างเฮนโด้ เทรนต์ และ เอลเลียต ฟอร์มตกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ความหวังของทีมจะฉายแสงได้อย่างไร ตอนนี้โมยังดึงประกบ แอสซิสต์ได้อยู่ แต่วันไหนที่คู่แข่งไม่กลัวโมเรื่องทำประตูอีกต่อไปแล้ว เขาจะยังดึงสเปซให้เพื่อนได้อยู่หรือไม่ ดั่งเช่นวันนี้ที่ผู้เล่นไบร์ทตันจัดตัวประกบโมคนเดียวก็เอาอยู่แล้ว

12. หลังจบเกม เยอร์เก้น คล็อปป์ร่ายยาวถึงบทสรุปของเกม

“ความมั่นใจก็เหมือนดอกไม้ เมื่อถูกเหยียบย่ำ ก็ทำให้เป็นเรื่องยากมากที่จะกลับมา”

“มีหลายเรื่องราวเกิดขึ้นในเกมนี้ เรื่องที่เราถูกนำก่อน 2 ประตู เรื่องที่เรากลับสู่เกมได้ และจบที่เราโยนมันทิ้งไปเฉย ตอนที่เราขึ้นนำ 3-2 ผมก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเราจะไม่เสียประตูอีก”

“วันนี้เราจ่ายบอลกันสะเปสะปะ ไม่มีความมั่นใจเลย ผมพูดถึงการคุมรูปเกมมาหลายปีแล้ว นี่เป็นโมเม้นต์ที่เราควรทำ แต่ก็ทำไม่ได้”

13. บทสัมภาษณ์ของคล็อปป์ สรุปได้ว่าคล็อปป์รู้ถึงปัญหาทุกอย่าง แต่เรื่องการแก้ไขเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะถ้าในตอนนี้คล็อปป์ยังไม่กล้าที่จะดึงทีมออกจากเงาของจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมส์ มิลเนอร์ ผลลัพธ์ในแมตช์ต่อ ๆ ไปมันจะต่างอะไรจากเคย

ลุ้นกันต่อไป เชียร์กันต่อไป ตอนนี้กลับมาทำประตูได้แล้ว ต่อไปก็แก้ที่เกมรับ เกมต่อไปจะเจอกับเรนเจอร์ส อาร์เซนอลและแมนซิตี้!

รักคนอ่าน

JB รายงาน