13 บทสรุปหงส์แดงถล่มบอร์นมัธ 9-0

1. ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะแรกของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022/23 ได้เสียที หลังจากที่ทำแฟนบอลเสียวสันหลังวาบเอาตัวเองไปยืนอยู่หน้าเหวโซนตกชั้น จากการเสมอ 2 แพ้ 1 (แพ้ใครไม่แพ้นะพ่อคุณ) เปิดฤดูกาลห่วยแตกสุดในรอบทศวรรษ บอร์นมัธ คงอยากถาม ทำไมต้องเป็นฉัน

2. อย่าเห็นฉันเป็นสนามอารมณ์ ภาพในสนามตัดไปที่แฟนบอร์นมัธชูผ้าพันคอโบกไม้โบกมือให้ช่างกล้อง นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่แฟนบอลจะทำได้ภายใต้ แอนฟิลด์ ที่กำลังเขมือบ “เดอะ เชอรรี่ส์” อย่างตะกละตะกลาม งานนี้ต้องไปโทษฟูแล่ม พาเลซ และ แมนยูไนเต็ดที่ไปขึงขังขัดขืนทำให้เจ้านกแดงเปลี่ยนร่างเป็นฝูงเทอราโนดอนตัวยักษ์ที่หิวจนต้องกินทุกอย่างที่ขวางหน้า

3.ประตูแรกจากการขึ้นโขกของหลุยส์ ดิอาซอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในฤดูกาลนี้ ก่อนหน้านี้ยังทำประตูในครึ่งแรกไม่ได้เลยไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน ลองคิดดูว่าอารมณ์ของพวกเขาจะดำดิ่งขนาดไหนหากดิอาซโขกติดเสาต่อด้วยเอลเลียตซัดออก

4. ก่อนหน้านี้ทุกคนร้องเรียกหาซาดิโอ มาเน่ แต่มันไร้ประโยชน์ที่จะร่ำร้องขอจานแซลมอนซูชิบนสายพานที่เลื่อนผ่านหน้าไปแล้ว เราควรหันมามีความสุขกับจานอาหารตรงหน้า (หิวใช่มั้ยเนี่ย) ว่าแล้ว ดิอาซก็เอาตะเกียบคีบปลาโอโทโระจิ้มวาซาบิยัดใส่ปากแฟนบอล สนใจตรูนี่สู ลืมเขาได้บ่?

5. ความต๊าซของหลุยซ์ ดิอาซ จ่ายบอลสำเร็จ 96% ทำ 1 คีย์พาส เข้าแทคเกิ้ลชนะ 100% เอาบอลคืนมาได้ 7 ครั้ง 1 อินเตอร์เซ็ปชั่น ดวลชนะบนพื้น 8 ครั้ง ดวลชนะกลางอากาศ 3 ครั้ง ครอสบอลเข้าเป้า 100% สร้างโอกาสให้เพื่อน 1 ครั้ง เลี้ยงบอลผ่าน 2 ครั้ง และเป็นผู้เล่นลิเวอร์พูลคนแรกที่ทำประตูเปิดและปิดเกมในเกมที่ชนะ 9-0 นับตั้งแต่ที่สตีฟ นิโคลเคยทำไว้เมื่อ 33 ปีที่แล้วตั้งแต่ยังไม่มีพรีเมียร์ลีก

6. บอร์นมัธเปิดซิงเด็กลิเวอร์พูลถึงสองคน ฮาร์วี่ เอลเลียตตั้งป้อมซัดด้วยซ้ายในนาทีที่ 6 และ ฟาร์บิโอ ฟิลิปเป คาร์วัลโญ่ วอลเล่ย์ด้วยขวาในนาทีที่ 80 อนาคตแห่งแอนฟิลด์เบิกประตูแรกให้ลิเวอร์พูลได้แล้ว

7. แม้นไม่ใช่ด้วยกำเนิด แต่กรีดแขนข้าจะมีแต่สีแดงลิเวอร์พูล เอาจริง ๆ คือฮาร์วี่ เอลเลียตเล่นดีมาตลอดตั้งแต่ย้ายมา เขาแค่โชคร้ายเท่านั้น เมื่อบอลพุ่งเข้าตาข่ายไป น้ำตาลูกผู้ชายจึงทะลักออกมา นึกภาพตาม เด็กน้อยคนนึงที่เป็นแฟนบอลมาตั้งแต่ 8 ขวบ ชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่ได้ย้ายมาเล่นให้ทีมในฝัน กับผู้จัดการทีมในฝัน อยู่ ๆ อนาคตก็ไม่แน่นอนเพราะขาหัก กลับมาเป็นตัวจริงภายใต้วิกฤติของทีม แล้วการซัดเข้าโกลของเจ้าหัวหยอย เป็นลักษณะการทำประตูที่แฟนบอลรอคอยมาตลอดเสียด้วย

“ คุณย่าของผมเพิ่งกลับสวรรค์ฮะ ประตูนี้ผมมอบให้เธอ ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ซัดเลย มันรู้สึกยิ่งใหญ่อยู่แล้วที่ทำประตูได้ในแอนฟิลด์ แถมยังเป็นการทำซัดประตูแบบนั้นด้วย คุ้มค่ากับการทำงานหนักเพื่อตอบแทนเสียงกู่ร้องของแฟนบอล มันสุดยอดจริง ๆ ฮะและผมหวังว่าจะทำได้อีกเรื่อย” นี่แหละที่เขาเรียก “น้ำตาสเกาเซอร์”

8. เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ ที่ลิเวอร์พูลกลับมาเป็น “ตัวของตัวเอง” คือตั้งแต่เปิดฤดูกาลมาพวกเขาก็พยายามเล่นเกมรุก พยายามสร้างโอกาส พยายามคุมเกมนั่นแหละ แต่มันดูเร่งเกินไปจนควบคุมอะไรไม่ได้เลย วันนี้ตั้งสติได้ ต่อบอลสั้นแม่นยำ เซ็ตบอลขึ้นแดนหน้าด้วยจังหวะฟุตเวิร์กที่กำลังดีไม่เร่งเกินไปไม่ช้าเกินไป และเมื่อถึงเวลาเข้าทำประตูก็รวดเร็วและหลากหลาย คีย์ของเกมก็คือ “เมื่อเทรนต์เล่นดี ทีมจะเล่นดี” เป็นคำพูดที่ไม่เกินเลยนัก โอเวอร์ออลของสเกาเซอร์ 66 ในเกมนี้สมบูรณ์แบบ ทั้งในบทบาทของแบ็คขวา เพลย์เมกเกอร์ และการทำประตูแบบผู้เล่นเบอร์ 8 มันทำให้เราเห็นว่า ฝีเท้าของเขามันเวิร์ลคลาสอยู่แล้ว ขอแค่ก้าวผ่านแรงกดดันที่ชอบสะกดฟอร์มการเล่นไปให้ได้ เทรนต์มีความสามารถในการทำหมากกระดานนั้นให้เป็น “สเกาเซอร์เกม”

9. Bobby’s day เราจะไม่พูดถึงเขาได้ยังไง เรื่องของบ๊อบบี้ ฟิร์มิโน่ต้องขอเล่าที่ข้อ 9 เท่านั้น นี่คือบ๊อบบี้ที่เราคิดถึงเหลือเกิน เกมวันนี้มันไม่ได้สนุกด้วยผลสกอร์ท่วมท้น แต่มันกลับมามีชีวิตชีวา “เพราะบ๊อบบี้” คือโดยรวมแล้วเราก็มองข้ามความจริงไปไม่ได้แหละว่า บ๊อบบี้เลยจุดพีคไปแล้ว ด้วยสภาพร่างกายทำให้ไม่มีความคมในการเล่นกับฟุตบอลเหมือนเคย แต่สิ่งที่เห็นคือ “ความสุขในการได้เล่นฟุตบอลให้ลิเวอร์พูล” มันเปล่งประกาย บ๊อบบี้ไม่ได้สนใจเรื่องทำแฮตทริกอะไรเลย สามแอสซิสต์ให้ดิอาซ เอลเลียต และเทรนต์ รวมถึงการสร้างโอกาสให้ทีมถึง 7 ครั้งต่างหาก ที่มันทำให้วันนี้เป็นวันของพ่อฟันขาว ส่วน 2 ประตูที่ทำให้ได้สถิติ 100 ประตูต่อจากโมซาลาห์และมาเน่นั้น เหมือนค้นพบพลังที่ท่านโอริกี้ทิ้งไว้ แล้วถ้าวันหน้าลิเวอร์พูลจะเปลี่ยนไปเล่น 4-2-3-1 ขอจองที่นึงไว้ให้บ๊อบบี้บัญชาเกมรุกได้มั้ยครับบอส

10. หลังจากผ่านช่วงเวลาบ้าบอมาเกือบเดือน ทรงของทีมก็ดูดีขึ้นเหมือนฟ้าหลังฝนกระหน่ำ เริ่มตั้งแต่การให้สัมภาษณ์ของเยอร์เก้น คล็อปป์ก่อนเกม “ฉันผิดเอง” คล็อปป์ยอมรับแบบแมน ๆ ว่าเป็นผมเองที่ประเมินสถานการณ์ผิดเอง และจะทำให้ดีที่สุดในการเสริมกองกลางก่อนตลาดปิด คือถึงจุดนี้ หากแม้ทำไม่สำเร็จ ก็รู้สึกรับได้แล้วนะกับการเปิดอกยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็มั่นใจมากว่าไม่ซัมเมอร์นี้ก็วินเทอร์หน้า การที่มิสเตอร์จอห์น ดับเบิ้ลยู เฮนรี่เดินทางมาชมเกมด้วยตัวเองก็บอกอย่างชัดเจนว่าจะมีการประชุมใหญ่แน่นอน ข่าวดีสุด ๆ หลังชนะถล่มทลายก็คือ “ไม่ล้มแผนเสริมทัพ” ดีมากพ่อ

 

11. คนที่น่าสงสารที่สุดในเกมคงหนีไม่พ้น โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่เสียสถิติทำประตูใส่บอร์นมัธ 100% ในวันที่น้อง ๆ สลับกันซัดแล้วซัดอีก แม้แต่เพื่อนซี้ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ยังทำได้ โมซาลาห์กลับทำทิ้งขว้างโอกาสหน้าปากประตูไปซะอย่างนั้น เมื่อมันไม่ใช่วันของเรา ทำยังไงก็มันไม่ได้จริง ๆ แต่มองอีกแง่ ความกังวลเล็ก ๆ ว่าเกมหน้าลิเวอร์พูลจะกระสุนหมด มันก็ยังพอผ่อนคลายลงได้บ้าง เพราะว่าราชาโมน่ะ กระสุนยิงเต็มแม็กอยู่เลยนะนิวคาสเซิล

12. ซัดตรงกรอบ 12 ครั้ง ได้ 12 ประตู เป็นฟอร์มเกมรุกที่สุดสะเด่า แต่เราจะไม่มองข้ามผู้เล่นที่ปิดทองหลังองค์พระ น้องโจ โกเมซที่เป็นส่วนสำคัญทำให้บอร์นมัธได้มีโอกาสเทสพ่อหมีเพียง 2 ครั้ง พ่อหมีอลิซงกับความกระตือรือร้นในการอ่านเกมแม้จะแอบอู้งานไปบ้าง ฟาบินโญ่ยังคงสกรีนพื้นที่หน้าแผงแบ็คโฟร์ได้เด็ดขาดเหมือนเคย แอนดี้วันนี้กลับมาดีดแบบมีสติ ทำได้ดีทั้งการแตะบอลหนีเพรสซิ่งและการประสานงานฝั่งซ้ายแถมยังมีแอสซิสต์ด้วย ความเป็นผู้นำของเฮนโด้และมิลลี่ช่วยทีมไว้ได้มากแม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าเลยจุดพีคไปแล้วจริง ๆ เด็กบาเซติคและบ๊อบบี้ คลาร์กสู้สุดใจมากพ่อหนุ่ม โมซาลาห์เองแม้ไม่มีชื่อบนสกอร์บอร์ดแต่ยังคงเป็นคนที่หลุดประกบไม่ได้เพิ่มเติมคือรอยยิ้มที่มอบให้น้อง ๆ ทั้งเกม พวกเขาสู้เพื่อผู้เล่นคนที่ 12 นั่นก็คือพวกเราที่เป็นแฟนบอล ทุกประตูมอบให้น้องโอลิเวียร์ แฟนบอลวัย 9 ปีที่ลาโลกอันโหดร้ายไปเมื่อวันก่อน

13. บุคคลที่คมที่สุดในเกมนี้หนีไม้พ้น เยอร์เก้น คล็อปป์ กับการให้สัมภาษณ์ก่อนเกมที่เป็นแรงกระตุ้นแบบเหนือความคาดหมาย ทั้งการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่โทษใคร การยอมรับว่าทีมต้องการมากกว่านี้เพื่อไปต่อเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้เล่นในทีมทุ่มเทมากกว่านี้ และที่พีคสุดคือวาจาศักดิ์สิทธิ์

“ผมต้องการความรู้สึกให้เราเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจออีกครั้ง นั่นคือแผนสำหรับวันพรุ่งนี้” และที่สุดคือคำสัมภาษณ์หลังเกมถึงสก็อตต์ ปาร์คเกอร์ “ผมให้ชื่นชมต่อทุกสิ่งที่เขาพยายามทำ แต่วันนี้มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ควรมาเจอกับพวกผม ผมมั่นใจว่าเมื่อสก็อตได้ดูเราเล่นกับยูไนเต็ดและได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ หลังเกมวันนั้น เขาจะรู้เลยว่า การมาเยือนลิเวอร์พูลมันไม่น่าอภิรมย์แน่นอน แล้วเด็ก ๆ ของผมก็พิสูจน์ว่ามันคือเรื่องจริง ผมอยากบอกเขาว่า ใจเย็น ๆ น้องชาย มันจะมีเกมอื่นที่นายจะสร้างปัญหาให้คู่ต่อสู้ได้มากกว่าวันนี้”

ว่ากันว่าอย่าทำให้เยอร์เก้น คล็อปป์โมโห สก็อตคงจะอยากบอกว่าโอ้โห อย่าเอาความหิวมาลงที่ฉัน

จบ

JB (เลิฟหงส์แดง feat. ไดอารี่คนบ้าบอล)