4 วิธีแก้ปัญหากองกลางบาดเจ็บของหงส์แดงโดยไม่ต้องใช้เงิน

เงินไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่สำหรับสถานการณ์กองกลางของลิเวอร์พูลในเวลานี้ เงินสามารถแก้ไขมันได้

แต่…ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ใช้มันน่ะสิ!

ว่ากันว่าวิกฤตกองกลางของลิเวอร์พูลเริ่มต้นขึ้นเมื่อจินี่ ไวนาดุมย้ายออกจากทีมไป ไวนาดุมเป็นนักเตะที่มีค่าความทนทานสูงที่สุดในสโมสร จินี่สามารถลงเล่น 40 เกมต่อฤดูกาลได้โดยไม่พักเลย

ช่วงที่ไวนาดุมย้ายออกมีการพูดกันมากมายว่า มันจะเกิดช่องว่างขึ้นมหาศาลหากลิเวอร์พูลไม่เติมเต็มมัน (คนที่ตามข่าวลิเวอร์พูลในเวลานั้นจะเห็นการประโคมข่าว ฟลอเลียน นอยเฮาส์เต็มหน้าฟีด เพราะนอยเฮาส์เป็นนักเตะที่มีค่าความฟิตใกล้เคียงไวนาดุม)

แต่ทั้งหมดมันก็ไม่เกิดขึ้น ตามที่เรารู้กัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้วก็คือลิเวอร์พูลยังคงคว้าแชมป์ภายในประเทศมาครองทั้งสองถ้วยได้ แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกันที่กองกลางลิเวอร์พูลพุพังถึงขนาดต้องไปเอาเด็กจากอคาเดมี่อย่างมอร์ตันมาใช้

(ภาพด้านล่างนี้คือนักเตะที่มีโอกาสเจ็บบ่อยๆ ในตำแหน่งกองกลาง)

สมมตินะครับ สมมติว่า ถ้าฤดูกาลที่แล้วลิเวอร์พูลมีกองกลางที่ฟิตเต็มที่ ไม่ต้องใช้เด็กจากอคาเดมี่มาช่วย คุณคิดว่ามันจะมีผลต่อคะแนนที่ห่างกันเพียงแต้มเดียวระหว่างซิตี้กับลิเวอร์พูลในช่วงท้ายฤดูกาลหรือเปล่า ?

คำตอบนั้นยากจะคาดเดา แต่เอาเป็นว่า หากลิเวอร์พูลยังไม่ทำอะไรกับวิกฤตกองกลางที่กำลังเกิดขึ้นนี้ … สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราอาจจะได้เห็นเด็กจากอคาเดมี่มายืนค้ำแบบที่เกิดขึ้นในฤดูกาลที่แล้วอย่างแน่นอน

แล้วคิดว่ามันจะไม่ส่งผลต่อคะแนนในช่วงท้ายฤดูกาลหรือ ?

แต่ถ้าลิเวอร์พูลจะไม่ใช้เงินแก้ปัญหา พวกเขามีทางออกอะไรบ้าง เลิฟหงส์แดงจะมาวิเคราะห์ให้ฟังครับ

1.ทำไมเราไม่เอาเทรนต์ไปยืนกลาง

อเล็กซานเดอร์ อาโนลเคยเล่นกองกลางมาแล้ว ภายใต้การทำทีมของแกเร็ธ เซาท์เกท ด้วยทักษะเกมรุกที่มีอยู่ในตัวอาโนลทำให้เขาเข้าใจระบบการเล่นเป็นกองกลางตัวรุกได้ไม่ยาก ความฟิตของอาโนลก็ไม่ได้อยู่ในระบบที่จะบาดเจ็บง่ายๆ ด้วย

หากจับอาโนลมายืนกลาง ประโยชน์ที่ลิเวอร์พูลจะได้ก็คือ เกมรับที่มักจะรั่วบ่อยๆ ของอาโนลจะถูกอุดไปด้วย แต่ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

อย่าลืมว่าอเล็กซานเดอร์มีสถิติเป็นกองหลังที่แอสซิสต์เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ปัญหาหลังรั่วของอาโนลจะแก้ได้ก็จริง แต่เกมรุกที่เติมมาจากปีกขวาและการแอสซิสต์อย่างบ้าคลั่งจากตำแหน่งนั้นก็จะหายไปด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดีมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ฤดูกาลที่แล้ว โกเมสมีโอกาสสาม-สี่เกมในการลงเล่นเป็นวิงแบ็คขวา แล้วแอสซิสต์ให้โชต้าด้วยลูกครอสได้เช่นกัน

หากอาโนลขยับไปเล่นกลางจริง ลิเวอร์พูลจะมีวิงแบ็คขวาที่แน่นขึ้น แต่เกมรุกจะลดความรุนแรงลง แต่ไม่ว่าความคิดนี้จะพิสดารแค่ไหน วิธีนี้น่าจะเกิดขึ้นยากครับ หากจำกันได้เจอร์เก็น คลอปป์มักจะออกมาวิจารณ์การจับอาโนลไปเป็นกองกลางของเซาท์เกตสมัยติดทีมชาติ

“คุณจะเอาปีกขวาที่ดีที่สุดในโลกไปยืนเป็นกองกลางเพื่ออะไร?” เจอร์เก็น คลอปป์กล่าวเช่นนี้

2.ถ้ากองกลางสามคนมันเยอะเกินไป ก็ลดมันเหลือสองสิวะ

จีเนียส มีแต่อัจฉริยะเท่านั้นที่คิดวิธีนี้ได้

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว การมีถึงของดาร์วิน นูนเญซเรียกร้องให้ ลิเวอร์พูลทำลายระบบ 4-3-3 มากกว่าจะคงมันเอาไว้ ยิ่งปล่อยดาร์วินไปเป็นหน้าเป้า ยิ่งปล่อยให้เขาวิ่งเข้าหาบอลมากเท่าไหร่ โอกาสในการทำประตูของลิเวอร์พูลก็ยิ่งบ้าคลั่งขึ้นเท่านั้น

นั่นเองจึงเป็นที่มาของระบบ 4-2-3-1 ซึ่งคลอปป์เคยประสบความสำเร็จกับมันมาแล้วด้วยการพาดอร์ทมุนส์โค่นบัลลังก์แชมป์ลีกของบาเยิร์นมิวนิค

แต่หากยังจำกันได้ เจเคเคยใช้ระบบนี้ตอนที่เตียโก อาคันทาร่าย้ายมาใหม่ โดยให้เตียโกยืนคู่กับฟาบินโญ่ ในช่วงเฮนเดอร์สันบาดเจ็บ แต่ผลลัพธ์ปรากฏว่าไม่เวิร์คเท่าไหร่

เหตุเพราะว่าอาคันทาร่าต้องลงไปช่วยเกมรับ ทำให้ไม่สามารถดึงศักยภาพในการบรรเลงเพลงฟุตบอลของตัวเองออกมาได้เต็มที่ มาเอสโตอย่างเตียโกมีไว้เพื่อสร้างสรรค์เกมรุก เพื่อจ่ายบอลอย่างแม่นยำ ไม่ใช่เพื่อสกัดบอลของคู่ต่อสู้

สุดท้ายเจอร์เก็นก็กลับไปใช้ระบบ 4-3-3 ตามที่พาลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จดังเดิม มีคำพูดกันว่า หาก 4-2-3-1 มันจะประสบความสำเร็จ มันก็คงประสบความสำเร็จไปตั้งนานแล้ว

แต่การมาถึงของดาร์วินทำให้ทุกอย่างแตกต่างออกไป ก่อนหน้านี้ลิเวอร์พูลไม่มีนักเตะที่เกิดมาเพื่อเป็นหน้าเป้าโดยเฉพาะ แต่เวลานี้พวกเขามีแล้ว อาคันทาร่าก็บาดเจ็บร่วม 6 สัปดาห์ เหมือนกับโชคชะตาบอกเจเคว่า เวลานี้แหละคือช่วงที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเปลี่ยนจาก 4-3-3 เป็น 4-2-3-1

3.เอากองหน้าสลับมากลาง

ดูเหมือนว่าการสลับเอากองหน้ามาเป็นกองกลางจะถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายที่สุด ไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเจอร์เก็น คลอปป์วางหมากทุกอย่างเอาไว้ โชต้า ฟิร์มิโน่ คาร์วัลโญ่ นักเตะทั้งสามคนสามารถสลับลงมาเล่นเป็นกองกลางตัวรุกได้

โดยเฉพาะบ้อบบี้ที่เคยประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้มีมาแล้วสมัยอยู่บุนเดสลีก้า แต่ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เปลี่ยนตัวได้ห้าคน หมายความว่าถ้าวันไหนเกมรุกลิเวอร์พูลจบสกอร์ไม่ได้ พวกเขาสามารถเปลี่ยนเอาแนวรุกตัวอื่นๆ ที่มีลงสู่สนาม เพื่อความหลากหลายของเกม แต่ถ้าโยกพวกเขาไปเป็นกองกลาง ความหลากหลายที่มีก็จะลดลง

ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หากจะปรับกองหน้าไปเป็นกองกลาง  สู้ใช้ระบบ 4-2-3-1 ไปเลยดีกว่า เพราะแนวรุกจะมีส่วนมาช่วย กองกลางของลิเวอร์พูลอยู่แล้ว

4.ไม่ซื้อก็ยืมดิค้าบ

หลายวันก่อนลิเวอร์พูลเอคโค่ชี้ทางออกระดับพระกาฬให้กับลิเวอร์พูล นั่นก็คือให้พวกเขาไปยืมตัวแฟรงกี้ เดอ ยองมาจากบาเซโลน่า เพราะบาซ่าต้องการลดค่าเหนื่อยนักเตะ แต่นักเตะไม่ยอม

ถ้างั้นก็ให้ลิเวอร์พูลช่วยแบกค่าเหนื่อยเอาไว้แล้วกัน เหมือนกับที่แอสตัลวิลล่าเคยช่วยแบกค่าเหนื่อยคูตินโญ่ที่ 125,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แฟรงกี้ เดอยองยังได้อยู่บาเซโลน่าต่อไปตามความต้องการของตัวเอง

ลิเวอร์พูลได้กองกลางมาช่วยเสริมทีม บาเซโลน่าไม่ได้แบกค่าใช้มากมายมหาศาลขนาดนั้น และสุดท้ายแฟนแมนยูไนเต็ดน้ำตานอง (อันนี้คือกำไรที่สุดของดีลนี้ครับ)

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด รายงาน