ถอดรหัส – วิเคราะห์แทคติคลิเวอร์พูลหลังเกมเสมอฟูแล่ม 2-2

เจ้าหงส์แดงลิเวอร์พูลพลาดท่าต่อเจ้าสัวน้อยฟูแล่ม ทำได้เพียงไล่ตีเสมอ 2-2 เก็บหนึ่งคะแนนออกจากคราเวนคอตเทจแบบทุลักทุเล ถือเป็นการออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่สุดในยุคคล็อปป์

คำสัมภาษณ์จากเยอร์เก้น คล็อปป์ “สิ่งที่ดีที่สุดในเกมนี้ก็คือผลลัพธ์ พวกเราได้แต้มในวันที่ทำผลงานได้ไม่ดีเลยครับ” เป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้และยอมรับว่าทีมของเขา “ต้องปรับปรุงโดยด่วน”

“ผลการแข่งขันก็ยอมรับได้ครับ ผมว่าเราไม่สมควรได้รับอะไรที่มากไปกว่านี้ ต้องปรับปรุงฟอร์มการเล่นกันอีกเยอะ เราอาจชนะเกมนี้ได้จากหลายจังหวะที่ดีในเกม แต่ผมว่ามันก็จะมากเกินไป”

เมื่อฟูแล่มกลายเป็นหนามตำเท้า

ก่อนเกม ใครก็ว่าลิเวอร์พูลจะยำเละ แต่สถิติย้อนหลังไม่โกหก ลิเวอร์พูลไม่ชนะฟูแล่มมา 2 ปีแล้ว รวมปีนี้ก็เท่ากับ 3 เกมใน 3ปี ที่ลิเวอร์พูลเก็บได้เพียง 2 คะแนนจากบ้านเจ้าสัว และ 0 คะแนนจากแอนฟิลด์ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีซาดิโอ มาเน่

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? ไม่ต้องไปมองย้อนหลังไกล เอาแค่เกมเมื่อวาน มาร์โก ซิลวา จัดแผนและตัวผู้เล่นที่ทำเอาลิเวอร์พูลเจอ “จุดสต็อปป์คล็อปป์ส่ายหน้า”

4-4-2 ของฟูแล่มถูกบรรจุในตำราปราบเซียนแจกจ่ายให้ 18 ทีมในพรีเมียร์ลีกและเป็นการบ้านชิ้นใหม่ให้คล็อปป์และทีมโค้ชต้องปวดหัวแน่นอน

มาร์โก ซิลวารู้ดีว่าการมาตั้งแถวรอให้ลิเวอร์พูลดาหน้าบุกมีแต่จะรอเวลาแพ้ พวกเขาเลยจัดการพับสนามบุกตั้งแต่นาทีแรก มีไม่กี่ทีมที่สามารถกดให้พญาหงส์แดงโงหัวไม่ขึ้น วันนี้ฟูแล่มทำได้

4-4-2 ของฟูแล่ม ยืนกันจริง ๆ คือ 4-4-1-1 นั่นทำให้ฟูแล่มมีผู้เล่นในแดนกลางถึง 5 คน บางครั้งก็ 6 คน เมื่อ อันเดรียส เปร์เรร่า และ มิโตรวิช วิ่งลงมาช่วยเกมต่ำ และนั่นทำให้ลิเวอร์พูลที่ไม่มีมาเน่ ผู้เล่นที่แข็งแกร่งและพักบอลเก่งสุดในแดนหน้า แพ้ราบคาบตั้งแต่ด่านแรก

ฟูแล่มใช้ประโยชน์จากขนาดของสนามได้เต็มสูบ วันนี้สีขาวเต็มสนามไปหมด สนามเล็ก ๆ ของพวกเขาทำให้ลิเวอร์พูลไม่สามารถถ่างบอลด้านกว้างได้ตามถนัด จะจ่ายบอลแนวลึกก็ขาด ๆ เกิน ๆ ไม่โดนดักก่อนก็วิ่งไม่ทัน บอลออกหลังหรือเข้ามือผู้รักษาประตูก่อนตลอด แนวรับฟูแล่มรู้ดีว่าโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ขาดความเร็วที่จะคุกคามพวกเขาได้ เป้าหมายที่ต้องจัดการจึงเหลือเพียง หลุยซ์ ดิอาซ และ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์

บวกกับความพิเศษของเจ้าสัวน้อยเวอร์ชั่นใหม่ที่มีทั้งผู้เล่นตัวถึกกับจอมพลิ้ว ความฟิตของพวกเขาและความปล่อยเกมของผู้ตัดสินทำให้ผู้เล่นลิเวอร์พูลไปไม่เป็นและไม่ได้เล่นเกมของตัวเอง

จงยอมรับในความเปลี่ยนแปลง

นอกเหนือจากฟอร์มเทพของน้องใหม่พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลก็ต้องยอมรับว่าพวกเขา “ไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไปแล้ว

ในอีกดินแดนที่ห่างออกไป 547 ไมล์ ซาดิโอ มาเน่กำลังสุขสุดขีดจากการทำประตูได้ตั้งแต่เกมแรก สหายเก่าของเขาก็ทำประตูได้ แต่อารมณ์หลังเกมต่างกันลิบลับ บาเยิร์นมิวนิกบุกไปถล่มไอทรัค แฟรงค์เฟิร์ต แชมป์ยูโรป้าลีกถึง 6 ดอก แต่ลิเวอร์พูลทำได้แค่เสมอทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา

การกล่าวว่า “เพราะไม่มีมาเน่เลยไม่ชนะ” อาจเป็นการสรุปผลที่ใช้อารมณ์ไปซักหน่อย สถิติบอกว่า สองเกมก่อนหน้านี้ที่มีมาเน่ ลิเวอร์พูลก็ไม่ชนะฟูแล่มเช่นกัน แต่ถึงยังไงก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าวันนี้มีมาเน่ในสนาม ฟูแล่มจะไม่ได้เฉิดฉายขนาดนี้ อิมแพ็คของการไม่มีมาเน่มันหนักหนาเกินคาด

เกมวันนี้ ตัวเซ็ตเกมของลิเวอร์พูลฟอร์มทุกคน โดยเฉพาะฝั่งซ้ายที่ประสานงานกันไม่ติด ที่ผ่านมา แม้ว่ามาเน่จะขาดความคมขนาดไหน แอนดี้ก็ยังสามารถขึ้นเกมได้ด้วย “แกน” มาเน่ แต่วันนี้ไม่ใช่วันของลิเวอร์พูล บ๊อบบี้ทำหน้าที่นั้นไม่ได้ และแอนดี้ก็ทำได้แค่ครอสบอลมั่ว ๆ เข้าไป รวมถึงแนวรับลิเวอร์พูลทุกคน ที่เอาแต่สาดบอลไปติดหัวผู้เล่นฟูแล่มในช่วงสิบนาทีสุดท้าย พวกเขาไม่กล้าที่จะต่อบอลในแดนกลางเพราะกลัวโดนเกมสวนกลับ เร่งจังหวะจนเสียโอกาสไปหมด

ซาดิโอ มาเน่ อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2016 ไม่นับบ๊อบบี้ เขาคือผู้เล่นที่เข้าใจแท็กติกของคล็อปป์มากที่สุดและมีความยืดหยุ่นมากที่สุดในทีม อาจถึงเวลาต้องมานั่งคิดกันใหม่ว่าจะเล่นกันอย่างไรในวันที่ “ฟันเฟืองชิ้นใหญ่” หายไปจากเครื่องจักรสีแดง

แสงทะลุเมฆ

แม้จะเต็มไปด้วยความหงุดหงิด แต่มันก็ยังมีจุดที่โอเคหลายข้อ อย่างน้อยแฟนบอลก็ยังได้เฮที่ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ได้ต่อสถิติทำประตูในเกมแรกของลีก และดาร์วิน นูนเญซผู้เป็นแสงสว่างของทีมแบบงง ๆ

ลิเวอร์พูลส่งฮาร์วี่ เอลเลียต และ ดาร์วินลงสนามในนาทีที่ 50 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทีม เพราะอะไร เพราะพวกเขาตอบโจทย์ลิเวอร์พูลชุดนี้ที่วิธีการเล่นเปลี่ยนไปแล้ว

เห็นความแตกต่างในสองจังหวะเข้าทำนี้มั้ยครับ โมซาลาห์เปลี่ยนตัวเองจากตัวจบสกอร์เป็นครีเอเตอร์ ในครึ่งแรกบ๊อบบี้เติมเกมขึ้นมาช้า ทำให้ลิเวอร์พูลต้องแต่งบอลหลายจังหวะกว่าที่ดิอาซจะได้ปั้นบอลติดเสาสอง แต่เมื่อดาร์วินลงสนามมา ความฉลาดในวิ่งเข้าจุดเข้าทำช่วยให้โมซาลาห์มี “เป้า” ให้ครอสบอล จังหวะนี้จบลงที่การไขว้ขวาดีดบอลติดโกล ซึ่งเป็นการซัดบอลเข้ากรอบครั้งแรกของลิเวอร์พูล

หลังจากนั้นอีก 3 นาที ลิเวอร์พูลได้เข้าทำแบบฉบับของตัวเองครั้งแรก เฮนเดอร์สันยืนเป็นตัวล่อให้มาทิปจ่ายบอลทะลุช่องให้มิลเนอร์แปะบอลให้เอลเลียตดีดบอลให้โมซาลาห์หลุดไปครอสให้ดาร์วิน

นาทีที่ 66 เฮนเดอร์สันครอสบอลให้ดาร์วินคนเดิม พักบอลเองซัดเอง แต่บอลเบาเกินไปโดนกองหลังเคลียร์ออกมา นาทีที่ 68 มิลเนอร์โขกให้ดาร์วินโขกตั้งให้ดิอาซวิ่งมาดีดบอลติดขากองหลัง

ลิเวอร์พูลตีเสมอได้ในที่สุด เทรนต์วางบอลยาวให้ซาลาห์ซึ่งโดนประกบสอง เคลียร์บอลไปเข้าทางดาร์วิน ผู้ได้รับมอบพลังเทพ27 มา จับบอลกระฉอกเด้งกลับไปให้โมซาลาห์แปบอลเข้าประตูไป

มันดูเป็นเรื่องโจ๊กที่ดาร์วินช่วยให้ทีมได้ประตูแบบงง ๆ ทั้งสองลูก แต่ก็นั่นแหละ มีใครมั้ยล่ะที่จะอยู่ในจุดเข้าทำได้เหมือนดาร์วิน ต่อให้มึนงง แต่ก็เป็นดาร์วินที่อยู่ในตำแหน่ง “หน้าเป้า” เสมอ หากลิเวอร์พูลจะทำประตูได้ทุกเกมจากแบบงง ๆ คุณโอเคกันมั้ยล่ะครับ

โดยรวมแล้ว ลิเวอร์พูลหลุดฟอร์มไปมากในเกมเปิดลีก แต่ก็ยังสามารถหาจุดเปลี่ยนได้จากผู้เล่นยุคใหม่อย่าง น้องเจมมี่ มิลเนอร์ ฮาร์วี่ เอลเลียต และ ดาร์วิน นูนเญซ ถือเป็นแสงที่ส่องทะลุเมฆดำหลังโดนพายุฝนโหมกระหน่ำ

เมื่อมองเห็นมีจุดที่ปรับปรุงได้ หมายความว่าทีมยังพัฒนาได้อีกเยอะ

END

เลิฟหงส์แดง X ไดอารี่คนบ้าบอล