13 บทสรุปเกมหงส์แดงบุกเสมอฟูลแล่ม 2-2

1.ฤดูกาลใหม่ของลิเวอร์พูลเริ่มต้นขึ้นด้วยศึกแชมป์ชนแชมป์ถึงสองครั้ง เกมแรกพวกเขาปะทะกับแชมป์พรีเมียร์ลีก (นั่นคือศึกชิงโล่ก่อนฤดูกาลเริ่ม) ส่วนเกมวันนี้พวกเขาเผชิญหน้ากับแชมป์ลีกสองของอังกฤษ คนจัดโปรแกรมการแข่งขันโหดร้ายกับลิเวอร์พูลมาก เพราะอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ลิเวอร์พูลก็ต้องปะทะกับทีมแชมป์อีกที นั่นคือการเผชิญหน้ากับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในฐานะแชมป์เดอะแมทซ์ (บางกอก)

2.ด้วยศักดิ์ศรีของแชมป์เช่นกัน ฟูแล่มไม่ปล่อยให้ลิเวอร์พูลขึงเกมแบบที่หงส์แดงถนัดเลย มิโตวิชดาวซัลโวของแชมป์เปียนชิพฤดูกาลที่แล้ว เจอบททดสอบที่หินที่สุดนั่นคือการเผชิญหน้ากับแนวรับที่เสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อน สิบนาทีแรกของการแข่งขัน เราไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า สิบนาทีแรกของเกมเป็นของลิเวอร์พูล

3.ในขณะที่เจ้าบ้านหวังจะใส่ทั้งหมดที่มีตั้งแต่นาทีแรก ระบบการเล่นของเจอร์เก็น คลอปป์ค่อยๆ บดและขึงเกมใส่คู่ต่อสู้ ทุกครั้งที่ลิเวอร์พูละครองบอล พวกเขาจะปล่อยให้เจ้าบ้านวิ่งไล่ด้วยพลังใจ (เพราะผู้จัดการทีมฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกรู้ดี หากชัยชนะลิเวอร์พูลได้ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล พวกเขาจะได้บางสิ่งที่มากกว่าสามคะแนน)

4.ระบบการเล่นของฟูแล่มสู้ลิเวอร์พูลไม่ได้หรอก เรื่องนี้ใครก็รู้ ทีมที่คว้าทุกแชมป์เมเจอร์มาหมดแล้วในยุโรปจะมีระบบการเล่นที่อ่อนแอกว่าทีมที่เพิ่งขึ้นมาจากแชมป์เปียนชิพได้ยังไง ในเรื่องระบบการเล่น การขึงบอลและการเข้าทำลิเวอร์พูลอยู่เหนือกว่าคู่ต่อสู้อยู่แล้ว แต่พลังใจ… สามสิบนาทีแรกของเกมลิเวอร์พูลพ่ายแพ้ฟูแล่มเรื่องพลังใจจริงๆ

เครื่องจักรทั่วไปอาจต้องการเวลาในการวอร์มเครื่องให้ร้อนเข้าที่ แต่เครื่องจักรสีแดงวันนี้ต้องการมากกว่านั้น

5.ว่ากันว่ามีสองปัจจัยที่ทำให้เครื่องจักรสีแดงร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งคือประตูของมิโตรวิชนาทีที่ 31 สองคือประโยคที่เจอร์เก็น คลอปป์พูดกับนักเตะของเขาในห้องแต่งตัวว่า “ปรัชญาหลักของทีมเราคือ you will never walk alone. ส่วนเรื่องทำให้แฟนบอลความดันขึ้น ไม่ต้องเอามันมาใช้บ่อยก็ได้”

6.คำพูดของคลอปป์ ประตูของมิโตรวิช ก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เกมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ก็คือสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่รู้ว่ามันมีอยู่ก็คือ “เวลา” ยิ่งมันเหลือน้อยเท่าไหร่ความเข้มข้นของเกมก็ทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น คลอปป์ทนไม่ไหวเปลี่ยนดาร์วินลงมา แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

7.ดาร์วินใช้เวลาเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้นในการผลิตสกอร์ อันที่จริง นับแต่เปลี่ยนดาร์วินลงมาความเข้มข้นของเกมก็ทวีขึ้น จากครึ่งแรกที่ไม่มีโอกาสจบสกอร์เลย ตอนนี้โอกาสลอยมาจนแทบนับครั้งไม่ถ้วน

8.ว่ากันว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีกที่ดูเกมวันนี้อยู่ไม่พอใจกับสถานการณ์เช่นนี้เลย การสลับตัวดาร์วินกับฟิร์มิโน่นั้นสร้างความแตกต่างเกินไป ระหว่างฟอลไนน์กับหน้าเป้าหมายเลขเก้า เหมือนการสับเกียร์จาก 1 ไป 6 ในเสี้ยววินาที

9.เมื่อเกมรุกราวกับทะเลคลั่งมาถึง เกมรุกของฟูลแล่มก็หายไปด้วย เหมือนกับพายุลูกเล็กกว่าที่ถูกกลืนหายเข้าไปในทอร์นาโด ลิเวอร์พูลในช่วงสามสิบนาทีสุดท้ายแตกต่างจากสิบนาทีแรกลิบลับ … แต่ในขณะที่ทุกอย่างกำลังจะดี ลิเวอร์พูลก็เสียจุดโทษ จากเกมสวนกลับของมิโตรวิช และคนที่ทำฟาวส์เป็นเซ็นเตอร์แบ็คที่ไม่มีใครคาดถึง … เวอร์กิล ฟานไดก์

10.เจอร์เก็น คลอปป์ก้มหน้ายอมรับชะตา ในใจของมีเพียงความศรัทธาในนักเตะของตัวเองเท่านั้น ลิเวอร์พูลถูกออกนำไปอีก 1-2 เป็นตอนนั้นเองที่ทุกอย่างพลิกกลับด้าน ช่วงต้นการแข่งขันฟูลแล่มเอาชนะลิเวอร์พูลด้านจิตใจอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลังจากที่พวกเขาออกนำลูกนี้ เครื่องจักรสีแดงก็กลายเป็นเครื่องจักรสีแดงอย่างสมบูรณ์ พวกเขารวมเป็นหนึ่ง ร้อนดุจเหล็กอาบไฟและกระพรือเกมรุกโดยไม่ปล่อยให้เกมสวนกลับของคู่ต่อสู้แสดงคมเขี้ยวใดๆ ได้อีก

11.ไม่ถึงสิบนาทีต่อมาสกอร์ก็กลับมาที่ 2-2 โดยโมฮาเม็ด ซาลาห์โดยมีคนแอสซิสต์ชื่อดาร์วิน นูนเญซหัวหอกตัวใหม่ทำหนึ่งประตูหนึ่งแอสซิสต์ตั้งแต่เกมแรกของพรีเมียร์ลีก ฟอร์มการเล่นของเขาวันนี้ ทำให้ทุกคนที่เคยกังขาเขาเอาไว้ที่ราชมังคลาปิดปากเงียบ

12.เทพีแห่งโชคยืนอยู่ข้างฟูลแล่มมากกว่าลิเวอร์พูล พวกเขาได้จุดโทษทั้งที่เป็นการปะทะไม่รุนแรง นาที 90+4 ก็รอดการลงโทษจากเฮนเดอร์สันด้วยบอลชนคานอีก นักวิเคราะห์ต่างประเทศพูดกันว่า ถึงเวลาแล้วเสียทีที่คลอปป์จะส่งดาร์วินลงสนาม 90 นาที (ดาร์วินยังไม่เคยลงเต็มเวลาเลยนับตั้งแต่พรีซีซั่นเริ่มขึ้น) และความแตกต่างในการมีเขาอยู่ในสนามกับนอกสนามก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างประจักษ์แจ้ง

13.สุดท้ายหากใครเชื่อว่าผลการแข่งขันในนัดแรกสามารถตัดสินทุกอย่างได้ แสดงว่ายังไม่รู้จักพรีเมียร์ลีกดีพอ ถ้าคิดว่านี่เป็นอุปสรรคอันแสนสาหัสของลิเวอร์พูลแล้ว แสดงว่ายังไม่รู้จักลิเวอร์พูลดีพอเช่นกัน ความยากลำบากยังมีตามมาอีกมาก การจะเป็นแฟนลิเวอร์พูลได้ต้องทนโดยเฉพาะสภาพจิตใจ(และการเป็นความดัน) มีเพียงอย่างเดียวที่ขับเคลื่อนคนอย่างเราไปข้างหน้าได้นั่นก็คือ ความเชื่อ … ดังที่โรสเวลต์(รัฐบุรุษสหรัฐ)เคยกล่าวเอาไว้ “การเชื่อว่าคุณทำมันได้ แสดงว่าคุณไปถึงครึ่งทางแล้ว”

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด รายงาน