กองหน้า 5 ประเภทที่เจอร์เก็น คลอปป์สร้างขึ้นมีอะไรบ้าง

­ประเภทหนึ่ง : แนวรุกความเร็วสูง

ซาดิโอ มาเน่และโมฮาเม็ด ซาลาห์มีสิ่งหนึ่งเหมือนกันนั้นก็คือ ความเร็วท็อปสปีดของพวกเขาสูงกว่า 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีใครตอบได้อย่างแน่ชัดว่าระบบการเล่น 4-3-3 หรือความเร็วของทั้งสองกันแน่ที่ทำให้ วิถีการเล่นของลิเวอร์พูลเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่ดูเหมือนปีกขวาและซ้ายของเครื่องจักรสีแดงจะถูกเซตมาตรฐานความเร็วเอาไว้แล้ว แม้แต่นักเตะที่เข้ามาใหม่อย่างหลุยส์ ดิอาซ (อ้างอิงจากLiverpool echo) ก็มีความเร็วอยู่ที่ 35.5 กม/ชม

นั่นคือเหตุผลที่เราไม่ค่อยเห็นดิโอโก โชต้าลงเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายหรือขวาเท่าไหร่ (ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเล่นได้ สถิติเมื่อฤดูกาล 2021 – 22 บอกเราว่า โชต้าลงเล่นเป็นหน้าเป้ามากที่สุดคือ 28 ครั้ง ปีกซ้าย 17 ครั้ง และ ปีกขวา 6 ครั้ง) เหตุผลที่เป็นเช่นนั่นคงมีหลายปัจจัยประกอบ ทั้งอาการบาดเจ็บของตัวหลัก หรือเกมที่ต้องแก้แทคติคในการดวลต่อตัวตัว แต่เหนืออื่นใดข้อมูลจากเว็ปไซต์ Speedsdb บอกเราว่า ดิโอโกมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 32.50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น เขายังเร็วไม่พอ

แต่ความสามารถของดิโอโกถูกเรียกร้องให้อยู่ในตำแหน่งถัดไป ซึ่งเราจะกล่าวถึงต่อไปในภายหลัง

ประเภทที่สอง : จิตวิญญาณกองหน้า (แต่เล่นตำแหน่งอื่น)

ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า แต่ลิเวอร์พูลมีกองหน้าที่ไม่ได้ลงเล่นเป็นกองหน้ามากมายเหลือเกิน

อิบู โกนาเต้ เคยให้สัมภาษณ์ว่าแม้เขาจะมีตำแหน่งเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค แต่นักเตะที่เป็นขวัญใจ เป็นคนที่เขาคอยศึกษาวิธีการเล่นซ้ำๆ ก็คือ โรนัลโด้ R9 และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ดู R9 เล่นเพื่อหาวิธีป้องกัน

ฤดูกาลที่ผ่านมา (2021-22) มีเรื่องมหัศจรรย์เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับลิเวอร์พูล นั่นคือในนัดชิงคาราบาวคัพ ลิเวอร์พูลเอาชนะเชลซีจากการดวลจุดโทษ ในเกมวันนั้นควิวีน เคเลอเฮอร์ ผู้รักษาประตูที่เพิ่งเติบโตจากชุดเยาวชนของลิเวอร์พูลเขียนประวัติศาสตร์ให้กับตนเองด้วยการเอาชนะนายประตูที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง เกปา อลิซาบาลากา

เหตุเพราะไม่มีนักเตะคนใดของทั้งสองฝั่งซัดจุดโทษพลาดเลยจนถึงคิวของผู้รักษาประตู ควิวีนทำประตูได้ ส่วนเกปาไม่ เหตุผลก็คือทั้งชีวิตของเกปาเรียนรู้แต่วิธีเปิดบอล เขาจึงกดมันข้ามคานออกไป ในขณะที่ควิวินเป็นกองหน้ามาก่อน!!

อนึ่งไม่ใช่แค่โกนาเต้-ควิวีนหรอกครับที่มีจิตวิญญาณแนวรุก(แต่ตำแหน่งไม่ใช่) อยู่ในตัวเอง ถ้าจะพูดถึงนักเตะที่ชอบสับขาหลอกใส่คู่ต่อสู้มากที่สุดคนหนึ่งในทีมลิเวอร์พูลแบบที่กองหน้าชอบทำก็คือ อลีสซง เบคเกอร์ (แม้ตำแหน่งของเขา การสับขาหลอกใส่คู่ต่อสู้คือเรื่องต้องห้าม แต่แฟนลิเวอร์พูลสัมผัสเรื่องต้องห้ามนั้นมาหลายครั้งแล้ว!)

ประเภทที่สาม : กองหน้าลวงตา

ปีเตอร์ เคราซ์เคยนิยามสไตล์การเล่นของฟิร์มิโน่เอาไว้ดังนี้ “ถ้าคุณดูการแข่งขันคุณจะไม่เห็นฟิร์มิโน่ แต่ถ้าคุณดูฟิร์มิโน่คุณจะเห็นทั้งเกม”

ฟิร์มิโน่คือฟอลไนน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่งบนโลกฟุตบอล เสียดายก็แต่โลกใบนี้ไม่มีสถิติสำหรับคนที่วิ่งดึงตัวประกบของคู่ต่อสู้ สร้างช่องว่างจนทำให้ทีมมีโอกาสจบสกอร์เอาไว้ ว่ากันว่าถ้าสถิติเช่นนั้นมีอยู่จริง … บ้อบบี้คงคว้าอันดับหนึ่ง

ดิโอโก โชต้าเป็นอีกคนที่สามารถนิยามได้ว่าเป็นกองหน้าลวงตาเช่นกัน แม้สไตล์การเล่นจะไม่ใช้ฟอลไนน์สุดกราฟแบบฟิร์มิโน่ แต่เจม เพียชเคยเขียนคอลัมน์ถึงเขาเอาไว้ว่า “ดิโอโกมักจะทำให้คู่ต่อสู้ย่ามใจ มันคือนิสัยของเขา กระทั่งโอกาสทองลอยมา เขาจะแสดงศักยภาพที่แท้จริง”

ดิโอโก มักจะมีเปอร์เซ็นการครอง-สัมผัสบอลต่ำกว่าทุกคนในทีมเสมอ แต่ฤดูกาลที่แล้วเขาทำ 21 ประตูจากทุกรายการ ปกติแล้วเขาควรได้รับคำสรรเสริญ แต่ด้วยความที่เป็นกองหน้าลวงตา หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งที่ผู้คนมองเห็นคือความยอดเยี่ยมของซาลาห์ และการแจ้งเกิดเต็มตัวของดิอาซ ส่วนดิโอโกไม่ค่อยได้ลงเป็นตัวจริงเท่าไหร่ ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง

ประเภทที่สี่ : โป้งเดียวจอด

เลวานดอฟสกีเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จของเจเคในแนวรุกประเภทโป้งเดียวจอด (หรือที่รู้จักกันในภาษาฟุตบอลว่า หน้าเป้า) แต่ใช่ว่าคลอปป์จะประสบความสำเร็จในการสร้างหน้าเป้าขึ้นมาเป็นเวิล์ดคลาสเสมอไปนะครับ

ในช่วงขวบปีแรกที่คลอปป์ย้ายเข้ามาเป็นกุนซือที่ลุ่มน้ำเมอซี เจอร์เก็นเคยพยายามใช้เลวานดอฟสกีโมเดลมาปรับใช้กับลิเวอร์พูลนานแล้ว เพียงแต่มันไม่ประสบความสำเร็จจนเราไม่สังเกตเท่านั้นเอง (นั่นคือความพยายามในการเข็น แดนนี อิงก์, ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ และดิวอก โอริกี้)

แดนนี่ ดาเนี่ยลและดิวอก (กลุ่ม 3 ด. คล้ายๆ 3 ป.) ทั้งสามคนนี้มีเหตุผลให้เจอร์เก็น คลอปป์แก้ตัวอยู่ว่าทำไมเขาจึงไม่สามารถสร้างเลวานดอฟสกีที่สองขึ้นมาได้  นั่นคือ“เจเคไม่ได้เป็นคนเลือกพวกเขาเข้ามาสู่ทีม”

ทว่ามีหน้าเป้าอยู่คนหนึ่งที่เจอร์เก็นมีส่วนรู้เห็นในการพาเขาเข้ามาสู่ทีม และเป็นหน้าเป้า โดมินิค โซรันเก้ คือคนๆ นั้น ฤดูกาล 2017-18 เขาทำประตูไป 2 ลูกจากการลงเล่น 30 เกม

นอกจากแสงสว่างจะส่องไปไม่ถึงเขา พร้อมฟอร์มการเล่นที่ดับสนิทแล้ว โซลันเกยังถูกบดบังโดยโมฮาเม็ด ซาลาห์ที่กดไป 44 ประตูอีก จะว่าคลอปป์ไม่ประสบความสำเร็จกับโซรันเก้ก็ได้อยู่ แต่จะบอกว่าเจเคมองพลาดถึงศักยภาพที่แท้จริงในตัวนักเตะนั้นเราต้องพิจารณากันอีกที

ฤดูกาลที่ผ่านมาบอร์ทมัธเลื่อนชั้น แฟนลิเวอร์พูลส่วนหนึ่งที่ยังคงรักแนท ฟิลลิปส์เชื่อว่านาธาเนียลมีส่วนสำคัญในการพาเชอรี่กลับมาสู่พรีเมียร์ลีกไม่น้อย (ซึ่งก็จริง เพราะแนทแทบไม่ได้นั่งสำรองเลยหลังจากถูกยืมตัวไป) แต่คนที่ทำประตูให้กับบอร์ทมัธคือ โซรันเก เขาเป็นดาวซัลโวของทีมด้วยการกด 30 ประตูจากทุกรายการ เป็นรองดาวซัลโวแชมป์เปียนชิพ และทุกคนที่เคยหมดหวังในการเป็นหน้าเป้าของโซรันเก้กำลังกลับมาจับตาดูเขาอีกครั้งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า แน่ละว่าในบรรดาคนเหล่านั้นมีเจอร์เก็น คลอปป์อยู่ด้วย หากโซลันเกประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า เจอร์เก็นจะพูดได้อย่างเต็มปาก(โดยเฉพาะกับบอร์ดบริหาร)ว่า เขาไม่เคยมองพลาดในการซื้อแนวรุกเข้ามาสู่ทีม

ปัจจุบันคลอปป์กำลังสร้างหน้าเป้าเวิลด์คลาสขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาได้งบประมาณมหาศาลจากสโมสร และเราทุกคนรู้จักกันในชื่อ ดาร์วิน นูนเญซ

ประเภทที่ห้า : แนวรุกระดับพระเจ้า

ในบรรดากองหน้าที่เจอร์เก็น คลอปป์ไม่ได้ซื้อเข้ามาด้วยตัวเอง แต่ใช้งานจนทำลายความว่างเปล่า 30 ปีระหว่างลิเวอร์พูลกับพรีเมียร์ลีกลงได้นั้นมีอยู่เพียงสองคน คนแรกคือฟิร์มิโน่ ซึ่งเจอร์เก็นยอมรับภายหลังว่า ‘ผมอยากได้เขาตั้งแต่อยู่บุนเดสลีก้าแล้ว’ แม้ฟิร์มิโน่จะเข้าทีมมาในฐานะกองกลาง แต่เรื่องคำนิยามระหว่างกองกลางตัวรุกกับกองหน้าของคลอปป์มันช่างเลือนรางเหลือเกิน

กองหน้าคนที่สองที่เจอร์เก็น คลอปป์เก็บเอาไว้แม้เขาจะไม่ได้ซื้อเข้ามาก็คือ ดิวอก โอริกี้ … ตามที่กล่าวไปข้างต้น เจอร์เก็นเคยพยายามสร้างหน้าเป้าขึ้นมาแบบเดียวกับที่เขาประสบความสำเร็จที่ดอร์ทมุนส์ขึ้นมา

เจอร์เก็นมองไม่เห็นเงาของเลวานดอฟสกีในตัวของดิวอก โอริกี้เลย แต่…เขาเห็นมากกว่านั้น

ก่อนโอริกี้จะลงสนามในฐานะตัวสำรอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเกมที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถค้นหาประตูได้ บางครั้งอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นพ่ายแพ้ บางเกมเสมอ เจอร์เก็น มักจะพูดประโยคหนึ่งก่อนส่งหมายเลข 27 ให้กับคนเปลี่ยนเบอร์ข้างสนาม “ลงสนามไป แล้วจงเป็นดิวอก โอริกี้แบบที่นายเป็น”

เรื่องทั้งหมดหลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เราทุกคนรู้กัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ดิวอก โอริกี้อยู่ในสนาม การแข่งขันที่แท้จริงจะตัดสินกันจนถึงนาที 90+4

ความยิ่งใหญ่ของโอริกี้ที่เราต้องพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ สมัยที่คูตินโญ่ย้ายออกจากทีม คลอปป์บอกฟิลลิปเปว่า “อยู่ที่นี่ผู้คนจะสร้างอนุสาวรีย์ให้นาย ที่นั่นนายจะเป็นเพียงนักเตะธรรมดาคนหนึ่ง” คูตินโญ่ย้ายออก ไม่มีอนุสาวรีย์ของเขา และกลายเป็นเพียงนักเตะธรรมดาที่บาเซโลน่า

วันที่โอริกี้ย้ายออก แฟนบอลยืนยันว่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับเขา และที่เอซีมิลาน เขาไม่ได้เป็นเพียงนักเตะธรรมดา แต่ขยับจากตัวสำรองที่ลิเวอร์พูลเป็นตัวจริงที่นั่น กลายเป็นพระเจ้าคนที่สอง เป็นไม่กี่คนที่มีฉายาเดียวกับสลาตัน ทั้งสองคนจะยืนเคียงไหล่กันในฤดูกาลหน้า หรือหากไม่เป็นเช่นนั้นโอริกี้จะเป็นตัวจริงในฐานะที่ยังเป็นพระเจ้าที่ยังหนุ่มแน่นกว่า คุณอาจไม่เคยนึกสะกิดใจ แต่จะมีใครที่จับสลาตันนั่งสำรองได้อีก หากไม่ใช่ผู้ชายคนนี้

สุดท้ายว่ากันว่าเหตุผลเพียงข้อเดียวที่บอร์ดบริหารเอซีมิลานยื่นข้อเสนอซื้อโอริกี้ก็คือ พวกเขาเชื่อหมดหัวใจว่า คนที่จะนำทัพปีศาจ(แดงดำ)ได้ มีเพียงแต่เพียง(กองหน้าระดับ)พระเจ้าเท่านั้น

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด รายงาน