ถอด 3 บทเรียนเกมหงส์แดงเสมอสเปอร์ส 1-1 : เพื่อแชมป์ที่เหลือ

ลิเวอร์พูลพลาดท่าคาแอนฟิลด์เก็บได้เพียง 1 คะแนน ส่งผลให้ความหวังแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกแทบดับวูบ เยอร์เก้น คล็อปป์และทีมโค้ชต้องเรียกสติ สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมกับท็อตแนมป์ ฮ็อตสเปอร์สอาจช่วยให้พวกเขามีลุ้นแชมป์ถึงวันสุดท้าย

1. แสงไฟจากปลายเทียน

ผลจากการที่แมนเชสเตอร์ซิตี้อัดนิวคาสเซิลเละเทะ ทำให้ลิเวอร์พูลถูกทิ้งห่าง 3 คะแนนและประตูได้เสีย 4 ลูก ไม่ต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็รู้ว่าโอกาสได้แชมป์ลีกเหลือแค่ 1% แต่นั่นแหละ เรอัล มาดริดก็เคยเหลือโอกาสเท่านี้ตอนนาทีที่ 90

ไม่มีคำว่าฝันลม ๆ แล้ง ๆ สำหรับคนผู้ไม่ยอมแพ้ มีแต่คำว่าล้มเหลวสำหรับผู้ถอดใจสู้

แน่นอนว่าลิเวอร์พูลต้องทำผลงานของตัวเองในระดับ “สมบูรณ์แบบ” ถึงจะมีสิทธิในความฝันนั้น พวกเขายังมีหวังเล็ก ๆ เพราะในสามเกมที่เหลือ แมนซิตี้เหลือเซ็นเตอร์แบ็คเพียงคนเดียว จากอาการบาดเจ็บของ นาธาน อาเก้, จอห์น สโตน, ดิอาส, รวมถึงไคลน์ วอล์กเกอร์ ทำให้เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องถอยแฟร์นันดินโญ่ลงไปเล่นกองหลังจำเป็น

กับโปรแกรมที่เหลือเพียง 3 เกมในมือ ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับเพอร์เฟ็คทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ แต่ลิเวอร์พูลก็ยังมีสิทธิลุ้นไปทีละเกมจากวูล์ฟแฮมป์ตัน, เวสต์แฮม ที่ต้องจัดเต็มเพื่อโควต้าบอลยุโรป, และ แอสตัน วิลล่า ของ ”สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด”

แม้เป็นเพียงแสงไฟจากเปลวเทียน แต่หากแม้นประคองลมหายใจไว้จนวินาทีสุดท้าย ก็ยังดีกว่ายอมแพ้พ่ายอับอายไร้ศักดิ์ศรี

2. ท็อตแนมป์สอนเชิง

เกมกับท็อตแนมป์ ฮ็อตสเปอร์ส เป็นเกมที่ 4 นับตั้งแต่เจอเอฟเวอร์ตันที่ลิเวอร์พูลต้องเจอกับแท็กติกรถบัส พวกเขาเอาตัวรอดมาได้ตลอด จนกระทั่งมายางแตกที่แอนฟิลด์ อย่างไม่น่าเชื่อ

อันโตนิโอ คอนเต้วางแท็กติกในระบบหลัง 5 เหมือนไม่อยากได้ 3 คะแนนลุ้นโควตาไปยูซีแอล แต่ไม่ใช่แบบนั้นหรอก เขาแค่พยายามสู้ด้วยสถานการณ์และทรัพยากรที่มี แล้วก็เกือบคิดถูกเสียด้วย

ในครึ่งแรก ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายขึงและบดใส่ไก่เดือยทองแทบจะ 90% ทว่า วินัยเกมรับก็ทำให้ความพยายามของเจ้าบ้านไร้ผล

แล้วลิเวอร์พูลก็โดนขึ้นนำ สเปอร์สฉวยโอกาสจากความยุ่งเหยิงในแนวรับของคู่แข่ง เอเมอร์ซอน รอยัล แบ็คขวาเคลียร์บอลเหมือนจะเตะทิ้งแต่เล็งเป้าไว้แล้ว บอลโด่ง ๆ ทำให้แฮรี่ เคนถอยไปพักบอลง่าย ๆ ไม่มีใครประกบเพราะฟูลแบ็กสองข้างของลิเวอร์พูลยังไม่ได้กลับตำแหน่ง

การเข้าทำแบบนี้เรียกว่า โจมตีที่ Transition ของคู่แข่ง คือเป็นจังหวะที่กำลังเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ สเปอร์สมองเห็นช่องว่างๆนั้น อีกทั้งเคนยังฉลาดเป็นกรด ไม่วัดไลน์ล้ำหน้าและไม่วัดความเร็วกับฟาน ไดก์ให้เสียเปรียบด้วย

การครองบอลของแฮรี่ เคน ยังทำให้เกิดทางเลือกถึง 3 ทาง แนวรับของลิเวอร์พูลไม่ได้ส่งเสียงจัดระเบียบกัน พวกเขาเอาแต่ระวัง ซน เฮือง-มิน

จุดต่อไปเป็นจุดที่แนวรับลิเวอร์พูลทำผิดพลาดเหลือเชื่อ ราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาซ้อมที่พวกเขาทำกันมาตลอดฤดูกาล หายไปจากสมองในนาทีนั้น­­

แฮรี่ เคนลากเข้ามาตรงกลาง ทุกคนกังวลว่าเขาจะซัดเองจึงเข้าไปรุม เคนเลือกจ่ายออกข้างให้ไรอัน เซสเซยงง่าย ๆ แปลกกว่านั้นคือ แนวรับลิเวอร์พูลพยายามช่วยกันวิ่งบีบหวังให้เซสเซยงกดมุมแคบ ฟาน ไดก์กลับไม่ได้สั่งให้โกนาเต้ไปซ้อนประกบอาตี๋ซน ผู้นำแนวรับกลับพยายามจะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง

ผลก็เป็นอย่างที่เห็น เสียประตูแบบไม่น่าเสีย ปล่อยให้ศูนย์หน้าตั้งเท้ารอจากปากซอยหมู่บ้าน

แม้ว่าสเปอร์สจะทำประตูการันตีชัยชนะไม่ได้จนมาโดนตีเสมอ แต่พวกเขาก็ได้เปิดแผลใหญ่ในแนวรับลิเวอร์พูล อย่างที่กล่าวไปว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนแบบนี้ แต่บรรดาคู่แข่งที่เหลือก็คงเก็บบันทึกการเล่นไปลองวิเคราะห์ดูว่า พวกเขาจะทำแบบเดียวกันได้หรือไม่

3. ความกดดันในเกมที่เหลืออยู่

ถึงจุดนี้ สถานการณ์ลุ้นแชมป์ของพรีเมียร์ลีกออกได้ทั้ง 2 หน้า คลี่คลายหรือกดดัน

กดดันหากพวกเขายังมองไปที่สี่แชมป์ ต้องเก็บ 9 คะแนนพร้อมประตูได้เสียให้มากที่สุด ซาลาห์ต้องได้ดาวซัลโว หรือ คลี่คลายหากพวกเขามองว่าพรีเมียร์ลีกคือโบนัส เพราะมันเป็นรายการที่ควรจะหมดลุ้นไปนานแล้ว หลังจากนี้คือการเล่นให้เต็มที่ “ไปทีละนัด” เพื่อขอบคุณแฟนบอล และเตรียมรากฐานสำหรับวันข้างหน้า ขึ้นอยู่กับจิตวิทยาของเยอร์เก้น คล็อปป์ล้วน ๆ

หากแต่ รายการที่ลิเวอร์พูลหันกลับมาโฟกัส เอฟเอคัพ และ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ล้วนเป็นเกมที่คล็อปป์ต้องวางแท็กติกสู้กับกุนซือเกมรับและทีมที่ได้เปรียบมหาศาลเรื่องสภาพร่างกาย

เอาล่ะ เอฟเอคัพยังดีหน่อย เพราะเชลซี “ผ่อนคันเร่ง” จนเกินไปจนทำอันดับ 3 หรือแม้กระทั่งอันดับ 4 เริ่มไม่มีความปลอดภัย หลังจากผ่านเกมลีกกลางสัปดาห์ ก็จะได้ชิงดำกันแล้ว เชื่อว่าคล็อปป์จัดการถ้วยนี้ได้ไม่ยากเกินไปนัก

ทว่า ความกดดันที่เริ่มส่งสัญญาณไม่ดีคือสภาพร่างกายผู้เล่น แม้จะอยู่กันฟูลทีม แต่หากไม่นับ ลุยซ์ ดิอาซ ผู้เล่นลิเวอร์พูลทุกคนกรอบยิ่งกว่าข้าวเกรียบ โดยเฉพาะฟูลแบ็กสองฝั่งที่เริ่ม “แพ้ทาง” คู่แข่งความเร็วสูง

อาการไม่ดีเริ่มออกตั้งแต่วันที่เจ้าหนู แอนโทนี่ กอร์ดอน วิ่งฉีกแนวรับลิเวอร์พูลเป็นทุ่ง เกมกับบียาร์เรอัลที่แอนดี้โดนเอเตียน กาปูวิ่งสอดไปครอสบอล จนมาถึงเกมล่าสุดที่พลาดท่าให้กับไรอัน เซสเซยง

หลังจบเกมกับแอสตัน วิลล่า วันเสาร์อาจต้องเจอกับ ทิโม แวร์เนอร์, ไค ฮาเวิร์ตซ์, ลูกากู, เมสัน เมาส์ ของเชลซี และเกมสุดท้ายของฤดูกาลเจอกับ คาริม เบนเซม่า, วินิซิอุส จูเนียร์, โรดริโก้, อเซนซิโอ้ ของเรอัล มาดริด

ล้วนเป็นแนวรุกที่กดดันแนวรับลิเวอร์พูลได้ค่อนข้างดี กับทีมที่มี กองกลางเชิงสูง มีตัวพักบอลในแดนหน้า และตัวความเร็วสูงริมเส้น ท็อตแนมป์ได้เปิดแผลลิเวอร์พูลให้เชลซีและเรอัล มาดริดดูแล้ว ไม่ใช่ว่าฟูลแบ็คลิเวอร์พูลไม่เก่ง แต่พวกเขาเหนื่อยกันมากเกินไป เป็นประเด็นที่คล็อปป์ต้องทำการบ้านอย่างหนัก

สิ่งที่หนึ่งที่รู้ เยอร์เก้น คล็อปป์คงกำชับให้ลูกทีม “สู้ไปทีละเกม” เพราะย้ำให้ผู้เล่นของเขาภูมิใจในทุกหยาดเหงื่อจากความทุ่มเทที่ทำให้ทีมมาถึงจุดแห่งประวัติศาสตร์

แต่ถ้าจะมีเรื่องหนึ่งที่แฟนบอลจะขอได้ ก็อยากจะตะโกนดัง ๆ ให้ไปถึงถิ่นแอนฟิลด์ ขอเถอะ อย่าให้พ่อหมีหวีผมอีก เอาเจลไปซ่อนซะ หัวเรียบทีไร เสียประตูทู้กกที