เปิดตำราซุนวู : เกมจิตวิทยาที่คลอปป์ใช้ก่อนแมทซ์แดงเดือดมีอะไรบ้าง ?

ในตำราพิชัยสงครามของซุนวู มีความท่อนหนึ่งเขียนถึงการรบเอาไว้ว่า

“รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ก็นับว่าเยี่ยมอยู่แต่ยังไม่เสริฐสุด

“เพียงชนะการรบโดยไม่ต้องรบต่างหาก จึงถือว่าประเสริฐแท้”

แจงความหมายที่เข้าใจอย่างง่ายที่สุดก็คือ การเอาชนะกันด้วยกำลังต่อให้สมบูรณ์แบบเพียงใด ก็ไม่สู้เอาชนะด้วยการไม่ใช้กำลัง เพราะชัยชนะอย่างแรกต้องเสียสละชีวิตมากมาย แต่ชัยชนะอย่างหลังกลับไม่เสียอะไรเลย แต่กลับบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกัน

ทว่า…แม้ฟุตบอลจะคล้ายกับสงครามตรงที่ มีสนามรบ [สนามฟุตบอล] มีกองกำลังทหาร [นักเตะ 11 คน] มีการวางกลยุทธ์ แทคติค วิเคราะห์ศัตรู ฯลฯ ฟุตบอลก็ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต่างจากสงคราม กล่าวคือ ในสงครามอาจเอาชนะกันด้วยเกมจิตวิทยาจนไม่ต้องเกิดการรบกันได้ แต่ศึกลูกหนังจะอย่างไรเสียก็ไม่มีวันเลี่ยงการก้าวเท้าลงสนามไปได้ ในโลกของฟุตบอล แพ้ชนะตัดสินกันที่บอลผ่านเส้นประตูเท่านั้น แต่กระนั้นเกมจิตวิทยากลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดบนโลกฟุตบอลเช่นกัน

โจเซ่ มูรินโย่ แม้จะถูกผู้คนตราหน้าว่าเป็น Anti-Football อย่างไร แต่มีผู้จัดการทีมไม่กี่คนบนโลกนี้หรอกที่จะพาปอร์โต้ไปเป็นแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอย่าง ยูฟ่าแชมป์เปียนลีกได้ ในสารคดี The Playback [ซึ่งหาดูได้ในเน็ทฟลิกซ์ / แหมเขียนขนาดนี้ เน็ทฟลิกซ์ต้องเข้าแล้วครับ] มูรินโย่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เขายังจำไม่ได้ลืมถึงบันไดที่พาเขาและปอร์โต้ไปสู่แชมป์เปียนลีก

เหตุการณ์ที่เขาจำไม่รู้ลืมนั้น ไม่ใช่การชูถ้วยแชมป์ในวินาทีสุดท้าย แต่เป็นการพาทีมที่แฟนบอลทั่วโลกต่างมองด้อยค่าทว่ากลับเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุคของเซอร์อเล็กเฟอร์กุสัน ที่มีทั้ง ฟานนิสเตอร์รอย โรนัลโด้ หลุย ซาฮา พอลสโคล รอยคีนและบลา บลา บลา ได้

โจเซ่ พูดถึงในเหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่ใช่การวางแทคติค ไม่ใช่ความเหนือชั้นด้านการตามประกบใดๆ แต่เขาพูดถึง เกมจิตวิทยาที่เขาวางเอาไว้ต่างหาก

“หลังจากที่ผมผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มไปแล้วรู้ว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด [worst case scenario] ที่อาจเกิดขึ้นกับทีมผมก็คือ การเจอกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพราะปีนั้นพวกเขาคือตัวเต็งอันดับหนึ่งในการคว้าแชมป์ ผมจึงประกาศออกทีวีตั้งแต่วันนั้นว่า ทีมที่ผมต้องการเจอมากที่สุดก็คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ผมพูดอย่างนี้ซ้ำๆ กับลูกทีมของผม ‘ฉันอยากเจอแมนยูไนเต็ด ฉันอยากเจอแมนยูไนเต็ด’ จนนักเตะของผมต้องการในสิ่งเดียวกับที่ผมต้องการ

“ทำไมผมถึงทำแบบนี้น่ะหรือ ? เพราะถ้าผมได้เจอกับแมนยูไนเต็ดจริงๆ นักเตะผมไม่มีทางสู้ศักยภาพของพวกเขาได้ แต่จิตใจของพวกเขาอาจเปลี่ยนทุกอย่างทุกอย่างได้ แต่ถ้าผมไม่ได้เจอกับแมนยูขึ้นมา มันก็โคตรแจ๋วเลยเพราะผมไม่ต้องเจอกับเต็งแชมป์ในปีนั้น!”

สุดท้าย ปอร์โต้ ของโจเซ่เจอกับแมนยูจริงๆ และอย่างที่ทุกคนรู้กัน การแข่งขันเกิดขึ้น 2 เลก แมนยูทำประตูได้ 2 ลูกในขณะที่ปอร์โต้ทำไป 3 และปีศาจแดงที่เป็นทีมเต็งแชมป์ก็ตกรอบตั้งแต่รอบ 16 ทีม

ตัดภาพกลับมาที่เกมแดงเดือดกันบ้าง แต่มิใช่เกมแดงเดือดในปี 2020-21 ทว่าย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน

14 เมษายน 2009 วันที่ท้องฟ้าของลิเวอร์พูลยังไม่เป็นสีทองเช่นทุกวันนี้ และยังเป็นวันที่แมนยูไนเต็ดอยู่ในช่วงที่พีคที่สุดของพวกเขา แต่วันนั้นคือหนึ่งในเกมแดงเดือดที่ถูกจารึกลงประวัติศาสตร์

ราฟาเอล เบนิเตซ ทำทุกวิถีทางรวมถึงสงครามจิตวิทยาเพื่อพาลิเวอร์พูลไปสู่ชัยชนะเช่นกัน ก่อนการแข่งขันแมนยูไนเต็ดถูกตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับการฟาวส์หลายครั้ง แต่พวกเขากลับได้ผลประโยชน์จากการตัดสินทุกที

[เอ่อ นี่คือเมื่อ 12 ปีก่อนนะครับ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นปีปัจจุบัน]

ราฟา เบนิเตซ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ เซอร์อเล็กเฟอร์กุสันว่า “ผมไม่อยากจะพูดแบบนี้เลยจริงๆ สิ่งที่ผมกำลังจะกล่าวกับทุกคนนั้นไม่ใช่เกมจิตวิทยาผมสาบานได้ แต่เกมกับวีแกนที่พวกเขาเอาชนะมาได้นั้นมีข้อน่ากังขาอยู่หลายจุด หนึ่งในนั้นคือบอลที่โดนมือของ ริโอ เฟอร์ดินาน ในเขตโทษของพวกเขา แต่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลับไม่เสียจุดโทษใดๆ ซึ่งถ้าพวกเขาเสีย ผลการแข่งขันอาจไม่ลงเอ่ยที่ชัยชนะของพวกเขาก็ได้ นอกจากนั้น คุณเฟอร์กุสันยังเป็นผู้จัดการทีมคนเดียวในลีกที่เข้าไปคอมเมนต์เกี่ยวกับการตัดสินของกรรมการ โดยที่เข้าไม่โดนลงโทษจาก FA ใดๆ เลย ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น

“นอกจากนั้นแล้ว…ในช่วงบ็อคซิ่งเดย์ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแมนยูไนเต็ดถึงได้แข่งไปแล้ว 29 เกม ในขณะที่ทีมทั้งหมดในพรีเมียร์ลีกเล่นแค่ 28 เกมเท่านั้น สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ ทุกทีมในลีกต้องลงแข่งอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่พวกเขาได้พักเต็มอิ่ม และทั้งหมดที่ผมพูดมานี้คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่เกมจิตวิทยาใดๆ”

หลังจากนั้นการแข่งขันวันที่ 14 เมษายน 2009 ก็เกิดขึ้น เบนิเตช โหมไฟในใจให้กับลูกทีมของเขา และสร้างความหวั่นไหวให้กับแมนยูไนเต็ด ผลการแข่งขันในวันนั้น เขาก็พาลูกทีมเอาชนะเซอร์อเล็กอย่างบ้าคลั่งด้วยสกอร์รวม 1-4 ที่รังของปีศาจ

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน 2020-21 กุนซือของลิเวอร์พูลคนปัจจุบันมีชื่อว่า เจอร์เก็น คลอปป์

ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เสียประโยชน์จาก VAR มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก เว็ปไซต์สถิติยืนยันว่า ลิเวอร์เบิร์ดของเจอร์เก็น คลอปป์ เสียคะแนนไปแล้วอย่างน้อย 6 คะแนนจากการตัดสินที่น่ากังขา กระนั้น…สถิติการได้จุดโทษของลิเวอร์พูลกับแมนยูไนเต็ดในตอนนี้ก็ต่างกันเพียง 1 ลูกเท่านั้น [แมนยูได้ 6 ครั้ง แต่ลิเวอร์พูลได้ 5] ทั้งๆ ที่สถิติต่างกันไม่มากอย่างที่ทุกคนเห็น แต่หลังเกมพ่ายเซาธ์แฮมป์ตัน เจอร์เก็น คลอปป์กลับให้สัมภาษณ์ที่สะเทือนไปทั้งวงการว่า

“ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่ตลอดระยเวลาการคุมทีม 5 ปีครึ่งของผมกลับได้จุดโทษน้อยกว่า แมนยูไนเต็ดช่วง 2 ปีหลังนี้เสียอีก!”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่เขาให้สัมภาษณ์พาดพิงไปถึง แมนยูไนเต็ด เพราะอีกสองนัดถัดไป มันจะเป็นเกมแดงเดือดพอดิบพอดี

การพูดของ เจเค นั้นคล้ายกับ การพูดราฟาเบนิเตซเมื่อ 12 ปีก่อนในเกือบทุกมิติ หนึ่ง มันเป็นการพูดก่อนเกมแดงเดือดไม่นาน และสอง มันเป็นการพูดถึงความน่ากังขาของความอยุติธรรมในเกมการตัดสิน ความอยุติธรรม คำสั้นๆ แค่นี้ก็รวมมวลชนให้เปลี่ยนโลกมานักต่อนักแล้ว …

โอเล่ กุนน่าโซลชา ตอบโต้เจเคว่า “ถ้าคุณมีเวลาว่างมานั่งนับสถิตินั้นก็นับไป แต่สำหรับผม ผมไม่มีเวลามากขนาดนั้น” แต่ เจเค ไม่ออกมาต่อปากต่อคำใดๆ เลย บางทีอาจเพราะสาสน์ที่เขาต้องสื่อได้สำเร็จผลไปแล้ว

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือ อันที่จริงคนดูบอลทั้งโลกก็รู้ดีว่า แม้แมนยูไนเต็ดจะอยู่หัวตารางเวลานี้ แต่ศักยภาพโดยรวมของลิเวอร์พูลที่เพิ่งเป็นแชมป์ยูฟ่าและพรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ กลับเหนือกว่าอยู่หลายขุม ความจริงทีมที่ควรฮึดสู้มากกว่าในแดงเดือดครั้งนี้ต้องเป็นแมนยูไนเต็ด เพราะกำลังเจอกับลิเวอร์พุลในยุคที่ดีที่สุด แต่คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเจอร์เก็น คลอปป์ กลับทำให้แฟนบอล [และต้องรวมถึงนักเตะในทีม] รู้สึกว่า ทีมที่พวกเขากำลังจะสู้นั้นมีบางอย่างที่ผิดปกติ และกลายเป็นฝ่ายลิเวอร์พูลต่างหากที่รวมใจฮึดสู้ไปเสียแล้ว

สุดท้ายจะอย่างไรเสีย ทั้งหมดที่เขียนขึ้นมานี้ คือการรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ของผู้เขียนแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น มันยังไม่ใช่ความจริงที่เจอร์เก็น คลอปป์ ออกมายืนยันใดๆ บางทีมันอาจไม่มีสงครามจิตวิทยาของเจเคเลยก็ได้ เขาอาจพูดไปเพียงเพราะความโกรธหรือความคับข้องใจเพียงเท่านั้น แต่…คงไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนที่ไม่ให้ความสำคัญกับเกมจิตวิทยา แต่ลงทุนจ้าง นักจิตวิทยาการกีฬาเข้ามาประจำในทีมตัวเองหรอก!

เกมแดงเดือดนั้น เริ่มแข่งขันในคืนวันที่ 17 มกราคม แต่อันที่จริงสงครามมันเริ่มต้นขึ้นก่อนหน้านั้นมาสักพักแล้ว

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด รายงาน