วิเคราะห์บอล : การขาดฟานไดก์และโจต้าส่งผลต่อลิเวอร์พูลอย่างไร ?

ตั้งแต่ไม่มีคู่หู เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ และ โจ โกเมซ ลิเวอร์พูลเสียประตูเพิ่มเพียง 5 ประตูใน 9 เกม ไต่ขึ้นมานำจ่าฝูง  ทุกเสียงชื่นชม “ระบบ” ของเจอร์เก็น คล็อปป์ ที่สามารถใส่ตัวสำรองมาทดแทนแต่ฟอร์มของทีมไม่ตกจากมาตรฐานมากนัก

การเอชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในแอนฟิลด์นั้นช่างหอมหวาน แต่แล้วก็เริ่มแจกคะแนนให้ทีมท้ายตารางในเดือนแห่งเทศกาลคริสมาสต์แบบขมคอ ทำเอารสชาติแห่งชัยชนะเหนือท็อตแนมป์และคริสตัลพาเลซจางหายไปเลย

พอเริ่มปี 2021 ความมุ่งมั่นและความหวังที่จะตั้งตัวใหม่ก็โดนกระชากทิ้งโดยนักบุญเซาแธมป์ตันไปอีก ในขณะที่คู่แข่งเมืองแมนเชสเตอร์ฟอร์มพุ่ง ทีมสีแดงวิ่งมาแตะไหล่ ส่วนทีมสีฟ้าเตรียมออกตัวสปริ้นต์ แค่เก็บชัยชนะเกมเก็บตกให้ได้ ก็จะแซงขึ้นจ่าฝูงซะงั้น

แต่ไม่ต้องไปสนใจคนอื่น พญาหงส์แดงตอนนี้กำลังสู้กับตัวเองอย่างหนัก ประเด็นเรื่อง เซ็นเตอร์แบ็คคนใหม่ เจอร์เก็น คล็อปป์ ได้ออกมาตอบคำถามด้วยตัวเอง สรุปได้ว่า หากอยู่ภายใต้สถานการณ์การเงินที่เป็นปกติ เขาคงเสริมทัพไปแล้ว แต่ภายใต้การลงแข่งโดยไม่มีแฟนบอล หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะโดนสั่งหยุดแข่งเมื่อไร สโมสรไม่สามารถจ่ายหนักได้จริง ๆ ที่ใช้คำว่าจ่ายหนักนั้น หมายความว่า ไม่มีสโมสรใดพร้อมจะปล่อยผู้เล่นให้กับทีมระดับลิเวอร์พูลในราคาที่ไม่คูณสอง และหากต้องลดสเป็คลง คล็อปป์ก็ไม่แน่ใจว่าผู้เล่นคนนั้นจะเข้ามาแล้วแก้ปัญหาให้ทีมได้ทันที ขอเก็บเงินไว้รอคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสมจะดีกว่า

เมื่อเสริมทัพไม่ได้ คล็อปป์จึงต้องเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์บางอย่าง โดยการทดลองใช้เซ็นเตอร์แบ็ค 3 คนใน 3 เกมที่ผ่านมา คนแรกคือ รีส วิลเลี่ยมส์ ที่ลงมาแทนโจเอล มาทิป ในเกมที่เสมอกับเวสบรอมบิชอัลเบี้ยน คนที่สองคือ นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ลงเต็มเกมที่เสมอกับนิวคาสเซิล และคนที่สามคือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ลิเวอร์พูลเสียไปเพียง 2 ประตู จากสามเกมที่ทำแต้มหล่น เรื่องที่น่ากังวลคือพวกเขา ซัดเข้ากรอบรวมกัน 7 ครั้งจากความพยายาม 45 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่พยายามครอสบอลเป็น 3 เท่าของเกมที่อื่นรวมกัน เกิดอะไรขึ้นกับเกมรุกของพวกเขากันแน่

ย้อนไปปี 2018/19 ลิเวอร์พูลนำหัวตารางเหนือแมนเชสเตอร์ซิตี้ถึง 7 คะแนน แต่เมื่อเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ไม่อยู่ เครื่องจักรสีแดงก็เริ่มสะดุดจนกลับมาเป็นรองจ่าฝูง จอร์แดนเฮนเดอร์สันก็เป็นผู้เล่นที่สำคัญที่สุดของทีม พิสูจน์จากการชวดแชมป์หรือผลงานเป๋เมื่อไม่มีเขาอยู่กลางสนาม แต่ในชุดปัจจุบันที่มีทั้ง เฮนเดอร์สัน และ เทรนต์ เกมรุกของทีมก็ยังไม่มีวี่แว่วจะกลับเข้าฝั่ง แต่ลิเวอร์พูลไม่ได้ทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ 7 คะแนนแบบฤดูกาลนั้น

เกมรุกของคล็อปป์ใช้ “ระบบ” อย่างเต็มรูปแบบ การลำเลียงบอลเริ่มตั้งแต่แดนหลัง กลาง และไปจบที่หน้า ร้อยเรียงกันเป็นสายพาน ซึ่งเป็นระบบที่ดี เพราะลิเวอร์พูลมักเจอกับการตั้งรับแบบ Park the bus ลำพังความสามารถเฉพาะตัว ไม่สามารถจะเจาะกำแพง 2 ชั้นได้ ดั่งที่เคยเห็นมาในอดีต ลิเวอร์พูลจะเทพมากในเกมที่มีพื้นที่ แต่จะค่อนข้างพังในเกมที่โดนอุด ทำให้เสมอบ่อยจนชวดแชมป์

ลิเวอร์พูลชุดนี้ จะเดินเครื่องได้อันตรายที่สุด เมื่อมีจอร์แดน เฮนเดอร์สันยืนในตำแหน่งเบอร์ 8 โดยที่ข้างหลังมีโฮลดิ้งมิดฟิลเดอร์ และมีกองกลางตัวเชื่อมเกมอีกคนยืนเคียงข้างกัปตัน กลางสามคนจะทำให้ฟูลแบ็คเติมเกมได้เต็มประสิทธิภาพ เฮนเดอร์สันและไวนัลจ์ดุมเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่าง กองหน้าริมเส้นและฟูลแบ็คเพลย์เมกเกอร์

เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ และ โจ โกเมซ (รวมถึง มาทิปและลอฟเรน) เป็นเซ็นเตอร์ที่วางบอลยาวได้ดี ความสามารถในการดันขึ้นสูงขึ้นไปช่วยเกมรุก ช่วยให้ทีมเก็บบอลได้เร็วและใกล้ปากประตูคู่แข่งมากขึ้น ตัวรุกไม่ต้องลงไปล้วงบอลต่ำมาก เมื่อไม่มีพวกเขา แนวรับของลิเวอร์พูลต้องยืนต่ำลง เซ็ตเกมรุกได้ช้ากว่าปกติ

คล็อปป์พยายามที่จะแก้ปัญหาการไม่มีเซ็นเตอร์แบ็คตัวจริงช่วยเกมรุก ด้วยการใช้ฟาบินโญ่ รวมถึงเกมล่าสุดคือ เฮนเดอร์สัน เพื่อให้พวกเขาทำหน้าที่ ball-playing defender หรือกองหลังที่ช่วยออกบอล จะเห็นว่า แนวรับของลิเวอร์พูลสามารถเก็บบอลและดันขึ้นสูงได้ในเกมที่เจอกับเซาแธมป์ตัน

แต่โจทย์ปัญหาข้อใหม่ให้คล็อปป์ต้องคิดหนักคือ หากถอยเฮนเดอร์สันไปเล่นกองหลัง ประสิทธิภาพเกมด้านขวาจะด้อยลงทันที เพราะขาดฟันเฟืองที่จะสร้างสามเหลี่ยม ซาลาห์-เฮนโด้-เทรนต์ เกมกับเซาแธมป์ตันทำให้เห็นว่า อ็อกเลด-แชมเบอร์เลน ทำหน้าที่นั้นไม่ได้ ทำให้ทั้งเทรนต์และซาลาห์ไม่สามารถเล่นเกมของตัวเองได้

ในเกมถัด ๆ ไป เราควรจะได้เห็น ไวนัลจ์ดุม-เฮนเดอร์สัน-อัลกันตารา ในแดนกลาง โดยมอบหมายให้อัลกันตาราทำหน้าที่กองกลางเบอร์ 8 มีเฮนเดอร์สันช่วยสกรีนบอล ซึ่งก็ต้องวัดใจว่า คล็อปป์จะเลือกใช้ใครยืนคู่กับฟาบินโญ่ ฟิลลิปอาจช่วยให้ทีมเก็บคลีนชีตได้ แต่เขาจะไม่สามารถช่วยเกมรุกได้เลย ในขณะที่รีส วิลเลี่ยมส์เล่นบอลด้วยเท้าดีกว่า แต่ประสบการณ์น้อยกว่าแนตมาก

หนึ่งคนที่สามารถเป็นฮีโร่ให้ลิเวอร์พูลในยามวิกฤติได้คือ ดิโอโก โชตา น่าเสียดายที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะการลงเล่นในช่วงแรกของเขาได้สร้างอิทธิพลให้กับทีมของคล็อปป์แบบเงียบ ๆ

ที่กล้าพูดแบบนั้น เพราะว่าโชต้าถือเป็นอาวุธที่คู่ต่อสู้ของลิเวอร์พูล ที่ศึกษาลิเวอร์พูลมาหลายปี ยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับความแตกต่างนี้ยังไง

เมื่อมีโชต้า มาเน่สามารถวิ่งลงต่ำไปรับบอล โดยที่ข้างหน้าไม่ได้ลดความอันตรายลง ตัวโชต้าเองก็มักวิ่งลงต่ำไปเล่นบอลกลางสนาม โดยความที่เป็นคนเล่นบอลง่าย เข้าใจการยืนพื้นที่สูง ช่วยทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลติดเครื่องได้เร็ว

โชต้ายังเป็นกองหน้าที่มีความแตกต่างกับมาเน่และซาลาห์ วิธีการวิ่งของเขาสามารถดึงศักยภาพการจ่ายบอลทะลุช่องของฟิร์มิโน่และชากิรี่ออกมได้ แน่นอนว่าเราต่างอยากเห็น เครื่องจักรลิเวอร์พูลที่มี ดิโอโก โชต้า และ ติอาโก อัลกันตาร่า

ตั้งแต่ไม่มีโชต้าในสนาม ลิเวอร์พูลเจอความยากลำบากในการเจาะเกมรับสองชั้นอย่างไม่น่าเชื่อ ฟิร์มิโน่ก็ไม่เร็วพอ และเมื่อซาลาห์มาเน่ไม่คมเหมือนเคย คล็อปป์กลับไม่มีอาวุธชิ้นที่สามให้ใช้งาน

ด้วยความสามารถในการเชื่อมเกม ความเร็ว การยืนพื้นที่ การทำประตูของเขา อาจทำให้ปัญหาทั้งหลายของทีมที่แฟนบอลบ่นระงมให้เสริมทีมกันอยู่ในตอนนี้หายไป เมื่อโชต้ากลับลงสนาม

เหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์กว่าที่โชต้าจะเริ่มกลับมาลงซ้อมได้ หมายความว่า จะไม่สามารถใช้งานได้ในเกมที่เจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เบิร์นลี่ย์, แมนยูไนเต็ด และท็อตแนมป์ ฮ็อตสเปอร์ส

ลุ้นกันเหนื่อยหน่อย คล็อปป์จะแก้เกมยังไงในช่วงที่ไม่มีตัวพลิกเกม!

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

JB รายงาน