การประสานงานกันของติอาร์โก้และชากิรี่สร้างความดุดันให้ลิเวอร์พูลได้อย่างไร ?

แฟนบอลลิเวอร์พูลทุกคนต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า หงส์แดงที่รักของฉันกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเกมรับเพราะขาดเซ็นเตอร์แบ็คตัวจริงทั้งสามคนอย่าง ฟานไดก์ โกเมส และ มาติป แต่สี่เกมหลังสุดของลิเวอร์พูลถูกคู่ต่อสู้จบสกอร์ตรงกรอบเพียง 9 ครั้งเท่านั้น [เฉลี่ยเกมละ 2 ครั้ง ซึ่งไม่เหนือบ่ากว่าแรง อลีสซง เบคเกอร์ แต่ประการใด]

ลิเวอร์พูลยังคงรักษามาตรฐานเกมรับเอาไว้ได้ ไม่มีใครกังขาในฟอร์มการเล่นของฟาบินโย่ หรือลูกขึ้นโหม่งกลางอากาศของ แนท ฟิลลิปส์ แต่เรื่องตลกร้าย[หรือตลกไม่ออก] ก็คือ กลายเป็นเกมรุกต่างหากที่ลิเวอร์พูลกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ “ปืนฝืด” สามเกมหลังสุด [ไม่นับเกมกับวิลล่า] หงส์แดงมีบอลตรงกรอบเพียงแค่ 7 ครั้งเท่านั้น

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? การขาดหายไปของเซ็นเตอร์แบ็คส่งผลต่อบอลตรงกรอบของลิเวอร์พูลได้อย่างไร เรื่องนี้มีผู้พยายามอธิบายว่า เซ็นเตอร์แบ็คของลิเวอร์พูลมีหน้าที่ตักบอลขึ้นไปอยู่ด้านหน้าโดยตรง การขาดหายไปของพวกเขาทำให้มิติเกมรุกจืดจางลงด้วย เรื่องนี้พูดอีกก็ถูกอีก แต่ 3 เกมหลังสุด [ไม่นับเกมกับวิลล่า] ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูล “จืดสนิท” มีบอลตรงกรอบแค่ 7 ครั้งในสามแมทซ์แถมเป็นประตูแค่ 1 ลูกเท่านั้น

ปัจจัยที่ว่านั่นมีชื่อว่า เทรนต์ อเล็กซานเดอร์อาโนล

ย้อนไปฤดูกาล 2018/19 ในขณะที่มีคะแนนนำรองจ่าฝูงอยู่ 7 คะแนน เจ้าพญาหงส์แดงก็บินเซไปซะดื้อ ๆ จนโดนแซง ด้วยเหตุผลเดียวคือ “ไม่มีเทรนต์ให้ใช้งาน” ภาพความทรงจำที่เจ็บปวดวนเวียนกลับมาอีกครั้งในเกมเสมอกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ เมื่อแบ็กขวาจอมแอสซิสต์ออกอาการเจ็บกล้ามเนื้อในเอติฮัด สเตเดี้ยม และเห็นได้ชัดว่า ประสิทธิภาพในการเข้าทำของลิเวอร์พูลลดลงจนน่าตกใจ

[นี่คือสถิติที่ยืนยันว่า การหาโอกาสเข้าทำของลิเวอร์พูลหยุดนิ่ง ในนาทีที่เทรนต์เริ่มมีอาการ และเจมส์ มิลเนอร์ ที่ลงสนามแทนก็ไม่กล้าที่จะครอสบอล]

เกมกับเซาธ์เฮมป์ตันยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่ แม้จะมีอเล็กซานเดอร์อยู่ในสนามก็จริง แต่เป็นครั้งแรกที่เขาจ่ายบอลเสียเละเทะถึง 34 ครั้ง! เจอร์เก็น เห็นท่าไม่ดีจึงจำใจต้องเปลี่ยนอเล็กซานเดอร์ออกจากเกม ความจริงเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน คือวันที่เขื่อนแตก อันที่จริงอเล็กซานเดอร์ฟอร์มการเล่นไม่ดีมาสักพัก ไม่สิ…ไม่ใช่ฟอร์มไม่ดี แต่ต้องเรียกว่า “เค้นฟอร์มการเล่นแบบเดิมกลับมาไม่ได้ต่างหาก”

หลังจากบาดเจ็บในเกมกับแมนซิตี้ไป อเล็กซานเดอร์ มีเวลาพักราวๆ 1 เดือน ก่อนกลับมาเป็นตัวสำรองอีกครั้งในเกมกับวูล์ฟแฮมตัน วันนั้นคือวันที่ 6 ธันวาคม จากวันนั้นจนถึงวันนี้นับเป็นเวลา 1 เดือนเต็มๆ ลิเวอร์พูลมีโปรแกรมการแข่งขันทั้งหมด 9 แมทซ์ [อาโนลได้ลงเล่น 8] แต่อเล็กซานเดอร์ที่มีชื่อเป็นกองหลังที่แอสซิสต์สูงสุดในพรีเมียร์ลีกกลับทำแอสซิสต์ได้ทั้งหมด 1 ครั้ง!!

[ซึ่งเป็นการแอสซิสต์การเกมที่ลิเวอร์พูลพังคริสตัลพาเลซเละเทะนั่นแหละ]

ตั้งแต่หายบาดเจ็บกลับมา อเล็กซานเดอร์ ก็เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองให้กลับมาไม่ได้อีกเลย ทั้งหมดนี้มันหมายความว่าอย่างไร ? มันก็หมายความว่า นอกจากลิเวอร์พูลจะขาดลูกไดเร็กบอลจากเซ็นเตอร์แบ็คแล้ว มนุษย์เพียงคนเดียวที่หลอกต่างดาวได้ก็ยังไม่สามารถเรียกลูกครอสแบบจับวางได้ด้วย ถ้าเกมไหนลิเวอร์พูลเจอคู่ต่อสู้เล่นเกมรับลึกแบบเวสบรอมด้วยระบบ 6-4-0 มันก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่สถิติลูกจบสกอร์ของหงส์แดงจะมีไม่เกิน 4 ครั้งต่อเกม

แต่เกมกับแอสตัลวิลล่า ทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่าง ?

จริงอยู่ที่คู่ต่อสู้ครั้งนี้เป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี แต่ฟอร์มการเล่นของลิเวอร์พูลทะยานขึ้นสูงสุดได้เมื่อ อาคันทาร่า และ ชากิรี่ลงสู่สนาม

ติอาร์โก้คว้าแมนออฟเดอะแมทซ์ แม้ไม่ได้เก็บแอสซิสต์แม้แต่ลูกเดียว

ส่วนชากิรี่ลงสนามในนาทีที่ 60 เพียง 5 นาทีเท่านั้นเขากลับเก็บสองแอสซิสต์!

ดูเหมือนเจอร์เก็น คลอปป์ จะพบกับอาวุธชิ้นใหม่ของเขาแล้วและเราจะเรียกมันว่า “การขึ้นเกมจากแดนกลางของหงส์แดงบนหลังเสือ” ทำไมจึงเรียกมันเช่นนั้นน่ะหรือ ? คำอธิบายก็คือ

สไตล์ผู้เล่นที่ทำหน้าที่ “สนับสนุนเกมรุก” ของลิเวอร์พูล แบ่งง่าย ๆ ได้ 3 สไตล์คือ สายลากลุย สายครอส และ สายไฮบริด

จอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุม, นาบี เกอิตา, อ็อกเลด แชมเบอร์เลน, ทาคูมิ มินะมิโนะ, เคอร์ติส โจนส์, โจ โกเมส, โจเอล มาติป รวมถึง โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ จัดอยู่ประเภท “สายลากลุย” มีความสามารถในการพาบอลขึ้นหน้า เน้นจ่ายบอลบนพื้น และมีวิธีการเล่นในพื้นที่สุดท้ายต่างกันไป เช่น ผ่านบอลทะลุช่อง, สอดขึ้นไปทำประตู, หรือ ทำประตูจากแถวสอง มากกว่าการครอสบอลข้ามแนวรับ

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดก์, และฟาบินโญ่ เป็นผู้เล่นที่เน้น “วางบอล” นาน ๆ จะกระชากบอลสักที ลิเวอร์พูลใช้การเข้าทำด้วยสไตล์นี้ค่อนข้างบ่อย เนื่องจากมีความไดเร็ค สามารถเปลี่ยนเกมได้รวดเร็ว และมีความเสี่ยงในการโดนโต้กลับน้อยกว่าการจ่ายบอลทะลุช่อง ปัญหาก็คือ ตัวเลือกผู้เล่นในสไตล์แบบนี้มีไม่เยอะ และมีปัญหากับความฟิตทุกคน

ความพิเศษคือ ลิเวอร์พูลมีผู้เล่นอีกสไตล์ ซึ่งเป็นอาวุธที่ไม่ใช่ทุกทีมจะมี ลิเวอร์พูลในอดีตเคยมีเพียงคนเดียวคือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด แต่ในชุดปัจจุบันมีอยู่หลายคน ขอเรียกว่า “สายไฮบริด” ประกอบไปด้วย แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เจมส์ มิลเนอร์, เซอร์ดาน ชากิรี, และเตียโก อัลกันตารา เอ่ยชื่อขึ้นมาคงจะพอเห็นภาพ ใช่แล้ว ผู้เล่นในกลุ่มนี้สามารถทำได้ทั้งพาบอลขึ้นหน้า ครอสบอล และ ผ่านบอลแบบไดเร็ค ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรับมือกับผู้เล่นสไตล์นี้ เพราะพวกเขามักทำบางอย่างที่เกินคาดเดาอยู่เสมอ

ในฤดูกาลแชมป์ลีก คอมบิเนชั่นระหว่างแอนดี้กับเทรนต์มหัศจรรย์มาก เราได้เห็น early cross ของเทรนต์เปลี่ยนแกนไปฝั่งซ้าย แอนดี้เอาบอล จากนั้นเราจะได้ดูโชว์ประสานงานที่น่าตื่นตาตื่นใจระหว่าง แอนดี้กับมาเน่ บางครั้ง มาเน่ก็กระชากขึ้นบอลเอง บางทีก็ฝากบอกให้แอนดี้โอเวอร์แลปไปเปิดบอล หรือ แอนดี้กระชากบอลเข้าไปตรงกลางเองก็มี  ลิเวอร์พูลใช้ สายครอสอย่างเทรนต์และสายไฮบริดอย่างแอนดี้เป็นเพลย์เมกเกอร์ของทีม โชคดีที่ทั้งสองคนไม่มีอาการบาดเจ็บยาว เราจึงได้เห็นความต่อเนื่องจนกระทั่งทีมได้แชมป์ลีก

แต่ในฤดูกาลที่ตัวผู้เล่นไม่สมบูรณ์นี้ โดยเฉพาะการไม่มีฟาน ไดก์ยืนตระหง่านปกป้องแผงหลัง แอนดี้ไม่สามารถจะเติมเกมสูงได้เหมือนเคย เทรนต์เองก็เช่นกัน แม้ฟ้า[Fa] จะเห็นลิเวอร์พูลเป็นศัตรู แต่โชคชะตากลับยังเมตตาลิเวอร์พูลเอาไว้ใครสักคนดลบันดาลให้สโมสรขาย ชากิรี่ ไม่สำเร็จ และได้ เตียโก้ มาเสริมทัพ ทำให้ทีมมีผู้เล่นที่จะมาสร้างไดเร็คบอลเพิ่มเติม

เซอร์ดาน ชากิรี ชีวิตของเขาช่างน่าพิศวง เคยขึ้นชื่อว่าเป็น เมสซี่แห่งสวิสเซอร์แลนด์ เป็นรุ่นพี่ของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ที่สโมสรบาเซิล แต่กลับไม่สามารถยึดตัวจริงที่สโมสรระดับท็อปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นที่ บาเยิร์น มิวนิก, อินเตอร์ มิลาน, และยังมาจบที่การเป็นตัวสำรองของอดีตรุ่นน้องอีก สาเหตุนั้นก็เป็นเพราะว่า ชากิรีมีส่วนร่วมกับการเซ็ตบอลในแนวลึกน้อยเกินไป ที่สโมสรสโต๊กซิตี้นั้น เพื่อนร่วมทีมมีหน้าที่เอาบอลมาส่งให้ชากิรีที่ยืนรออยู่ริมเส้นฝั่งขวา แล้วฝากความหวังไว้กับเท้าซ้ายพระเจ้าของเขา ทว่าฟุตบอลไม่ได้เล่นเพียงคนเดียว เขาไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดตกชั้นได้ เมื่อย้ายมาร่วมทัพลิเวอร์พูล จะเล่นริมเส้นก็ได้แค่สำรอง จะเล่นตรงกลางก็ปรับตัวกับการเล่นเกมรับไม่ได้ แถมยังเจอปัญหาอาการบาดเจ็บที่ไม่เคยเจอ (เพราะไม่เคยต้องวิ่งเยอะขนาดนี้) ยิ่งตอกย้ำว่าเขาอาจไม่ใช่ผู้เล่นสำหรับทีมใหญ่ แต่…

แต่เดชะบุญ เจ้าแช็คหายจากอาการบาดเจ็บ ในวันที่ ผู้เล่นเดิม ๆ ของทีมเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดูเหมือนว่า พระเจ้าจะมอบแสงสว่างให้กับอีกครั้ง แช็คกลับลงสู่สนามอีกครั้ง เขาอาจเล่นเกมรับได้ไม่เนียนเท่าคนอื่น แต่เราได้เห็นจังหวะในการเคลื่อนที่ไล่บอลที่พัฒนาขึ้น ความเข้าใจในการยืนตำแหน่งดีขึ้น สามารถเคลื่อนที่ไปรับบอลได้ถูกที่ถูกเวลา เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการเล่นเกมสวนกลับ สามารถวางบอลได้ ทำคิลเลอร์พาสก็ได้ ในวัย 29 ปี จากส่วนเกินของทีม แช็คกลายเป็นอาวุธที่คล็อปป์เลือกใส่ไว้ในไลน์อัพ เพราะทักษะที่หลากหลายของเขาอาจช่วยเปลี่ยนเกมได้

เตียโก อัลกันตารา การเสริมทัพระดับเวิร์ลคลาสคนแรกของลิเวอร์พูล ท่วงท่าที่สง่างามราวพญาหงส์ การเฟิร์สทัชที่นิ่มนวล การออกบอลอย่างมีเป้าหมาย ริมเส้น ลูกโด่ง ลูกครอส หรือการวางบอลยาว ติอาร์โก้จะทำได้เหมือนพลิกฝ่ามือ เขาสร้างมิติที่แตกต่างให้ทีมในทุกจังหวะ คงไม่ต้องพรรณนาว่า ลูกจ่ายหักหน้าเท้าท้ายเกมกับเอฟเวอร์ตันนั้นมันสวยงามและน่าเสียดายขนาดไหน ที่สำคัญคือ เตียโกไม่ได้แสดงออกถึงปัญหาด้านความฟิตเลย จนกระทั่งโดนใครบางคนกระแทกเข่าแทบหลุด ความรุนแรงของการปะทะสามารถทำให้เขาเจ็บทั้งฤดูกาลได้เลย โชคดีที่เท้าของเตียโกไม่ได้อยู่ติดพื้นในเวลานั้นจนทำให้แรงต้านลดลง

เตียโกต่างกับชากิรี ตรงที่เขาสามารถเล่นเกมรับได้ดี ทำให้คล็อปป์สามารถใช้งานเขาได้ในระบบ “กลางคู่” ในแผน 4-2-3-1 หรือ 4-4-2 ที่คล็อปป์กำลังทดลองอยู่ได้ด้วย

ความแตกต่างของเตียโก้และอาโนล

สิ่งที่ต้องรู้คือ เตียโก้ไม่ใช่จอมแอสซิสต์ เขาทำได้ 13 แอสซิสต์ใน 4 ฤดูกาลสุดท้ายในบุนเดสลีกา ในขณะที่เทรนต์สามารถทำมันได้ในฤดูกาลเดียว แต่ความสามารถของเตียโก้คือ “พรีแอสซิสต์” หรือ “แอสซิสต์ลูกแอสซิสต์” การจ่ายบอลของเขาอาจไม่ใช่คิลเลอร์พาสที่ทำสร้างสถิติแอสซิสต์ให้ตัวเอง แต่มันเป็นการผ่านบอลทะลุไปยังช่องว่างที่มองเห็นยากที่สุด ซึ่งสามารถทำให้บอลมันถูกส่งต่อไปสร้างจังหวะจบสกอร์ได้แบบคาดไม่ถึง แบบที่เราได้เห็นแล้วในเกมกับเอฟเวอร์ตัน เซาธ์แฮมป์ตันและวิลล่า เมื่อคืนนี้

เตียโก อัลกันตารา สามารถผ่านบอลได้ในทุกมิติ ชากิรี มีความสามารถในการพลิกบอลและจ่ายบอลแบบ คิลเลอร์พาส สองผู้เล่นที่คุ้นเคยกับบาเยิร์น มิวนิก สไตล์ สโมสรที่ไม่ได้มีคู่เซ็นเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ใช้กลยุทธ์ “คุมเกม” ปกป้องแนวรับ หนุนแนวรุก จนยืนหนึ่งในประเทศและยุโรป

แนวรุกจัดจ้านเคยพาลิเวอร์พูลกลับไปลุยยุโรป แนวรับที่แข็งแกร่งเคยยืนหยัดจนลิเวอร์พูลไปถึงแชมป์ บางทีอาจถึงเวลาแล้ว ที่แดนกลางจะก้าวขึ้นมา “คุมสนาม” เพื่อพาลิเวอร์พูลฝ่าฟันวิกฤติ

ฤาเพลย์เมคเกอร์ที่สวมมงกุฏอยู่กับวิงแบ็คจะย้ายมาอยู่ในแดนกลางแน่แล้ว ?

ถ้าหงส์แดงปีกเจ็บจนสะบัดไปข้างหน้าไม่ไหว ก็ขี่เสือควบทะยานไปแทนเลยแล้วกัน ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

JB & นัดเดียวจอด รายงาน