13 บทสรุปเกมหงส์แดงปราชัยพ่ายเซาธ์แฮมป์ตัน 1-0

หนึ่ง – สิ้นเสียงนกหวีดสั่งฟ้า ความพยายามตลอดเก้าสิบนาทีของลิเวอร์พูลจบลงที่ความพ่ายแพ้และไม่มีความหมายใดๆ ราล์ฟ ฮัทเซ่นฮุทเทิ่ล ทรุดตัวลงกับพื้นปลายนิ้วตวัดปาดน้ำตา นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเอาชนะเจอร์เก็น คลอปป์ได้ ปีใหม่ของเขาเริ่มต้นได้อย่างสวยงามไร้ที่ติ เขาเก็บชัยชนะเหนือจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่สำหรับลิเวอร์พูลแล้ว ทุกอย่างช่างกลับตาลปัตรเสียเหลือเกิน

น้ำตาของฮัทเซ่นฮุทเทิ่ล และคำพูดของบิ๊กแซมเมื่อสองเกมก่อนที่กล่าวว่า “ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดประตูจากลิเวอร์พูล” มีบางอย่างที่คล้ายกันอยู่ แม้ทั้งสองอย่างจะดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่…สิ่งที่ซ่อนนัยน์อยู่ภายในน้ำตาของราล์ฟและคำพูดสุดแสนก้าวร้าวของบิ๊กแซมก็คือ การสยบลิเวอร์เบิร์ดได้นั้นมีความหมายต่อพวกเขามากจริงๆ และนี่ก็คือเหตุผลที่ใครต่อใครต่างก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อได้เผชิญหน้ากับลิเวอร์พูลเหมือนกันทั้งสิ้น

บางทีการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของลีกก็มีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกัน

สอง – โลกใบนี้บางครั้งมันก็โหดร้ายตรงที่ ความพยายามใช่ว่าจะมีความหมายในตอนจบเสมอไป ตลอด 90 นาทีของการแข่งขัน ลิเวอร์พูลมีบอลตรงกรอบแค่เพียงครั้งเดียวจากความพยายามถึง 17  ครั้ง! [ซึ่งในครั้งเดียวนั้นเป็นบอลง่ายๆ ของมาเน่ที่เหมือนส่งคืนให้ผู้รักษาประตูเซาแฮมตันเสียมากกว่า] อย่างไรก็ตาม น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้น ทราบกันหรือไม่ว่า 3 เกมที่ผ่านมา คือเกมที่เสมอ เสมอและแพ้ หงส์แดงมีบอลตรงกรอบไม่ถึง 10 ครั้งด้วยซ้ำ … ถ้าจะมีบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล มันก็คงเป็นบอลตรงกรอบที่น้อยเกินไปของสโมสรที่ทำประตูได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้นั่นแหละ

สาม – ไม่…ถ้าจะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลมันต้องย้อนกลับไปในนาทีที่ 49 ของการแข่งขัน บอลจากเท้าของซาดิโอ มาเน่ พุ่งโดนแขนนักเตะเซาธแฮมตันที่ไม่ได้เก็บแขนในกรอบเขตโทษ แต่ไม่มีเสียงนกหวีดหรือสัญญาณ VAR ใดๆ เลยต่างหาก! นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิเวอร์พูลเจอเรื่องเฮงซวยจาก VAR จนเราต่างก็แซวกันอย่างขมๆ ว่า คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดในฤดูกาลนี้คือ “วีเออาร์เชสเตอร์ยูไนเต็ด” และดูเหมือนมันจะเป็นจริงขึ้นทุกวันๆ

สี่ –  “สำหรับผมมันควรเป็นจุดโทษ ผมถามผู้ตัดสินที่สี่และเขาบอกกับผมว่า  พวกเขาได้เช็คมันแล้วเรียบร้อยและมันไม่ใช่จุดโทษ ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร ผมเป็นผู้จัดการทีมให้ลิเวอร์พูลมาห้าปีครึ่ง แต่สถิติที่ผมได้จุดโทษกลับน้อยกว่าแมนยูไนเต็ดในสองปีหลังนี้เสียอีก … นั่นสำหรับลูกจุดโทษ แต่ความเห็นของผมสำหรับความพ่ายแพ้ในวันนี้นั้น…ผมไม่มีคำแก้ตัวใดๆ” เจอร์เก็น คลอปป์

ห้า – เจเค กลั้นใจไม่ฝืนส่งเยาวชนลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คมากเกินไปนัก เพราะเขารู้ดีว่าคุณสมบัติข้อหนึ่งของเยาวชนก็คือ “ต่อให้พวกเขามีเกมที่สมบูรณ์แบบแค่ไหน มันก็ยังเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้” เพราะประสบการณ์ที่ยังน้อยเกินไป ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือ เคอติส โจนส์ ดังนั้น เฮนเดอร์สัน และ ฟาบินโย่ จึงลงไปเป็นเซ็นเตอร์แบ็คทั้งๆ ที่สองคนนี้คือสองในสามโฮลดิ้งมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูล

หก – คิดดูเถอะว่าจะเป็นอย่างไรถ้าหาก เฮนเดอร์สันกับฟาบินโย่ขึ้นไปเล่นในแดนกลางร่วมกับติอาร์โก้ ? ภาพที่เราพอจะนึกออกได้ก็คือ ลิเวอร์พูลจะมีนักเตะที่สามารถหมุนสลับผลัดกันลงมาเล่นในจังหวะวิกฤตที่ต้องการโฮลดิ้งมิดฟิลด์เก็บบอลตลอดเวลา ในขณะที่อีกสองคนขึ้นไปอยู่ใน B2B และสร้างเกมตามที่ใจปรารถนา นักวิเคราะห์บางคนยืนยันว่า การจัดกองกลางสามคนแบบนี้ [คือมีเตียโก้ ฟาบินโย่ และเฮนเดอร์สัน] คือกองกลางที่สมบูรณ์แบบที่สุดของลิเวอร์พูลแล้ว

ทว่าเกมล่าสุดที่เจอร์เก็นมีโอกาสใช้นักเตะทั้งสามคนในแดนกลางต้องย้อนกลับไปในเกมกับเอฟเวอร์ตันเมื่อต้นฤดูกาล จริงอยู่ที่การแข่งขันวันนั้นจะลงเอ่ยด้วยสกอร์เสมอ แต่ลิเวอร์พูลวันนั้นคือหนึ่งในเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของลิเวอร์พูล แม้จะเก็บสามคะแนนไม่ได้ [จริงๆ คือเก็บได้แต่ถูก VAR ยึดลูกล้ำหน้าด้วยแขนเสื้อของมาเน่] แต่วันนั้นพวกเขาก็มีประตูตรงกรอบ 8 ลูก [ซึ่งเป็นสถิติที่มากกว่า 3 เกมล่าสุดของลิเวอร์พูลที่มีบอลตรงกรอบ 7 จากความพยายาม ราวๆ 40 ครั้ง]

เจ็ด – บางทีนี่อาจเป็นราคาที่ลิเวอร์พูลต้องจ่ายเมื่อเสียเซ็นเตอร์แบ็คไปยกแผง ลิเวอร์พูลสามารถเติมศักยภาพเกมรับจากการขาดหายไปของฟานไดก์ได้เกือบเต็มด้วยความสามารถของฟาบินโย่และเฮนเดอร์สัน แต่มันก็ทำให้พวกเขาสูญเสียศักยภาพบางอย่างไปเหมือนกัน

แปด – เชมเบอร์เลนกับชากิรี่ทำอะไรไม่ได้เลยในเกมวันนี้ : (

เก้า – อาวุธจากลูกเปิดของอเล็กซานเดอร์และโรเบิร์ตสัน สิ้นฤทธิ์ไปแล้วหรือ ?

สิบ – ก่อนการแข่งขันหลายคนคงตั้งใจมาดูว่า นักเตะเซาธ์แฮมตันคนไหนที่เล่นดี จะหมายตาซื้อเข้าทีมเสียเลย เพราะอย่างไรเสียลิเวอร์พูลก็ชอบซื้อนักเตะจากนักบุญอยู่แล้ว แต่พอการแข่งขันเริ่มได้สองนาทีเท่านั้น แดนนี อิงก์ ก็ทำประตูและเป็นหนึ่งในนักเตะเซาธ์ที่เล่นดีที่สุด ตลกร้ายตรงที่ อิงก์ เป็นนักเตะที่เราปล่อยเขาให้กับคู่ต่อสู้ไปด้วยมือของเราเอง

สิบเอ็ด – นาทีที่ 83 อลีสซงตัดบอลพลาด นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เขาย้ายทีมมาเลยที่วิ่งออกมาตัดบอลพลาด ข้อชวนสงสัยก็คือ ความผิดพลาดของอลีสซงวันนี้เป็นข้อผิดพลาดส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นได้ หรือ มีความกดดันบางอย่างทำให้สมาธิ ความเยือกเย็นและความเป็นตัวของตัวเองสั่นคลอน ? คำตอบดูเหมือนจะเป็นอย่างหลัง แม้แต่ เจอร์เก็น คลอปป์ เองก็ยังยอมรับว่า

สิบสอง – “เราเยือกเย็นไม่พอภายใต้สถานการณ์ที่ถูกออกนำตั้งแต่นาทีที่ 2 เราพลาดลูกจ่ายในจังหวะสุดท้ายหลายต่อหลายครั้ง ผมเพิ่งได้ยินเมื่อกี้นี่เหมือนกันว่า ตลอดเก้าสิบนาทีลูกทีมของผมมีบอลตรงกรอบแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น และพลาดไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เราทำได้ไม่ดีในสิ่งที่เราควรจะทำได้ มันคือความผิดพลาดของเรา และเป็นความรับผิดชอบของผม และ…[เงียบไปสักพัก] มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรที่ไม่ควรจะเกิด…ก็เกิด”

สิบสาม – น่าเสียดายนะที่วันนี้ไม่มีแฟนบอลอยู่ในสนาม ไม่ใช่เพราะขาดเสียงเชียร์จากผู้เล่นคนที่ 12 แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นและตะโกนบอกกับเจเคพร้อมกับลูกทีมทุกคนเมื่อสิ้นเสียงนกหวีด 90 นาทีว่า “คุณไม่ได้กำลังเดินอยู่อย่างเดียวดาย” เหมือนกับที่เคยเป็นมาตลอดเลย

You will never walk alone วันนี้ดังขึ้นอย่างเงียบงันเสียจริง

END

ปล.ในที่สุดทีมเราก็เลิกเสมอคู่ต่อสู้เสียที [ร้องไห้ ฮือออ]

เลิฟหงส์แดง นัดเดียวจอด