ทำไม โจนส์ ที่ไม่ทั้งแอสซิสต์และทำประตู กลับคว้า MOTM ในเกมหงส์สยบสเปอร์ได้ ?

“ธงสะบัด ถึงสวรรค์” – แด่เฌราร์ อุลลิเยร์

เคอร์ติส โจนส์เติบโตขึ้นมากจากตอนต้นฤดูกาล เหมือนเป็นคนละคนกับเคอร์ติส โจนส์ที่เราเคยเห็นในปีที่แล้ว ผู้เล่นที่ดูหยิ่งยโส เล่นฟุตบอลเพื่อให้ตัวเองโดดเด่นกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ใช้ทีมเวิร์กเป็นหลักได้อย่างไร เราจะไปหาคำตอบกัน แต่ก่อนจะเข้าเรื่อง ผมขอพื้นที่สักนิดในการไว้อาลัยและให้เกียรติ เฌราร์ อุลลิเยร์ อดีตกุนซือผู้นำพาลิเวอร์พูลเข้าสู่ยุคใหม่…

ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีก และ 3 แชมป์ (ยูฟ่า, เอฟเอฟคัพ, และลีกคัพ) สโมสรลิเวอร์พูลมีสภาพเหมือนโรงเรียนดังที่สปอยล์นักฟุตบอลสาวกรี๊ดมากกว่า สไปซ์บอยกับความมัวเมาในชื่อเสียงของพวกเขา คือสิ่งที่คุณครูอุลลิเยร์กำจัดมันทิ้งออกไป เมื่อได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีม “เดี่ยว” หลังจากรอย อีแวนส์ขอลาออกจากตำแหน่ง

อุลลิเยร์นำเข้านักฟุตบอลต่างชาติมากมายเพื่อยกระดับทีม แต่ยังคงไว้ซึ่งการใช้ “เด็กท้องถิ่น” เป็นแกนหลักของทีม เขามอบตำแหน่งรองกัปตันทีมให้ “ร้อบบี้ ฟาวเลอร์” พร้อมกับมอบโอกาสให้ เจมี่ คาร์ราเกอร์, ไมเคิล โอเว่น, แดนนี่ เมอร์ฟี่, และสตีเว่น เจอร์ราร์ด ลงสนามในทีมชุดใหญ่จนก้าวขึ้นสู่ตัวหลัก

สตีเว่น เจอร์ราร์ดคือมาสเตอร์พีซของอุลลิเยร์ ถูกค้นพบในวันที่เขาเดินทางจากเมลวู้ดไปเคิร์กบี้เพื่อหาปีกขวาขึ้นทีมชุดใหญ่

“เด็กนี่มันใครวะ” อุลลิเยร์ถามโค้ชสตีฟ ไฮเวย์

เจอร์ราร์ดในวัย 17 ปี ไม่ได้เล่นเป็นปีกขวาในทีม 19 ปี แต่เขาวิ่งไม่หยุด เข้าปะทะอย่างบ้าคลั่ง แถมยังตะโกนสั่งรุ่นพี่ทั้งเกม

“สตีฟ บอกเด็กคนนี้ให้ไปซ้อมที่เมลวู้ด พรุ่งนี้เลยนะ”

เจอร์ราร์ดก้าวสู่สนามมืออาชีพครั้งแรกพร้อมกับเสื้อเบอร์ “17” ในวันที่ 29 มิถุนายน 1998 ในฐานะตัวสำรองคนสุดท้าย ตำแหน่งแรกของเขาคือมิดฟิลด์ฝั่งขวาในระบบ 4-4-2 ก่อนจะเปลี่ยนมาเล่นตรงกลางแทนกัปตันทีม เจมี่ เรดแนปป์ ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ตำนานและไอดอลของผู้เล่นลิเวอร์พูลที่เป็นสเกาเซอร์

ทุกคนล้วนอยากเติบโตเป็นสตีเว่นเจอร์ราร์ด แต่ไม่มีใครทำสำเร็จ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ ต้องเปลี่ยนไปเล่นแบ็คขวา เพื่อจะมีที่ยืนในทีมชุดใหญ่ เกือบทศวรรษที่จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ที่ไม่ใช่สเกาเซอร์) ถูกเปรียบเทียบและกดไว้ใต้เงาของกัปปิตัน จนมาถึงเคอร์ติส โจนส์ที่กำลังใช้เบอร์เสื้อเดียวกันกับตำนานของทีมในตอนเริ่มต้น

น้อยคนที่จะชอบโจนส์ในตอนแรกเห็น ออกไปในแนวหมั่นไส้มากกว่า แม้จะรู้ว่าเด็กมันมีของ เบอร์เสื้อเดียวกัน แต่บุคลิกและสไตล์กลับต่างกับรุ่นพี่อย่างสิ้นเชิง เจอร์ราร์ดคือมิดฟิลด์หัวสีแดงที่บ้าคลั่ง ไล่เสียบทุกคนที่จะไปยุ่งกับแผงหลังของทีมและวิ่งขึ้นหน้าไปช่วยทำเกมรุก ถ่อมตัวแต่ดุดัน ในขณะที่โจนส์นั้น เป็นมิดฟิลด์หัวฟูที่ชอบโชว์เหนือ ชอบทำประตู แต่ไม่ทุ่มเทกับการช่วยเกมรับ มักทำหน้าตาและท่าทางมั่นใจเกินเบอร์

“ภาพจำแรกของเจอร์ราร์ดคือเด็กที่บ้าเสียบ แต่ภาพจำแรกของโจนส์คือเด็กที่บ้าปั่นโค้ง”

ในช่วงแรกของทีมชุดใหญ่ โอกาสของโจนส์เกิดขึ้นในรายการบอลถ้วยในประเทศ รายการที่คล็อปป์มักส่งเด็กและตัวสำรองลงสนาม โจนส์ลงเล่นเกมแรกในเกมเอฟเอคัพกับวูล์ฟ และแมนออฟเดอะแมทช์ครั้งแรกในเกมคาราวบาวคัพกับมิลตัน คีย์ ดอนส์ และถ้าเราเข้าใจบุคลิกของทีมชุดเด็ก เราจะเข้าใจในการแสดงออกของโจนส์

โจนส์เคยเป็นกัปตันทีมชุดเด็กในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง แต่เมื่อบ๊อบบี้ ดันแคนย้ายออกจากทีมและพอล กลัตเซลเจ็บยาว เขาจึงต้องเปลี่ยนไปเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย (ฮาร์วี่ เอลเลียตเล่นปีกขวา) และโจนส์ก็กลายเป็นทุกอย่างของทีม ทั้งกัปตันและดาวซัลโว หน้าที่ของเขาก็การสร้างสรรค์เกมและทำประตู เมื่อก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่ แม้จะอยู่ภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก็น คล็อปป์ และตำแหน่งที่กลับมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ แต่สภาพแวดล้อมเมื่อได้ลงสนาม ก็ยังรายล้อมไปด้วยเพื่อน ๆ นั่นทำให้เขายังคงแบกภาระการจบสกอร์ไว้กับตัว โจนส์พยายามจะเป็นทุกอย่างในแนวรุก เพราะเขายังไม่เข้าใจว่า การเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ดี คือการเป็นผู้เล่นที่เก่งภายใต้ระบบ ไม่ใช่ผู้เล่นที่ใหญ่กว่าระบบ ตอนนั้นโจนส์อายุเพียง 17-18 ปี เขาไม่ได้ต่างอะไรเลยกับเยาวชนทั่วโลก วันเดอร์คิดส์ทุกคนล้วนผ่านจุดนี้มาก่อน

“ผมเหมือนเป็นคน 2 บุคลิกนะ ในและนอกสนาม” เคอร์ติส โจนส์เริ่มเล่าเรื่องตัวเอง

“ผมไม่เคยสงสัยในตัวเอง ผมเชื่อในความสามารถของผมเสมอ ผมมักคิดว่า ถ้าผมต้องดวลกับใคร แล้วคนนั้นเอาชนะผมได้ สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของผมก็คือ ฉันจะเอาชนะนายในครั้งหน้าที่เราเจอกัน มันจะต้องเป็นฉันที่นายจะต้องรับมือทั้งเกม”

“มันมีเส้นบาง ๆ กั้นระหว่างความมั่นใจกับความยโส แต่ผมก็ไม่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าผมเป็นคนประเภทหลังนะครับ ผมก็แค่ไม่เคยตั้งข้อสงสัยในความสามารถของตัวเอง”

“นอกสนาม ทุกคนมองว่าผมเป็นเด็กเรียบง่ายไม่ถือตัว ผมชอบชีวิตแบบชิล ๆ สบาย ๆ คุยได้กับทุกคน ถึงแม้ว่าผมจะเสียงดัง แต่ก็ไม่ใช่คนที่เดินยืดอกไปรอบ ๆ ด้วยท่าทีมั่นใจ คือโจนส์ในสนามกับนอกสนามนี่ ไม่เหมือนกันเลยครับ”

แต่แฟนบอลทุกคนได้เห็นด้วยสายตาตัวเอง ในสนามโจนส์เมื่อก่อนกับโจนส์ตอนนี้เหมือนคนละคนจริง ๆ สถิติคือเครื่องพิสูจน์

กราฟเรดาร์จากเว็บไซต์ understat แสดงให้เห็นถึงสถิติการมีส่วนร่วมกับเกมรุก สำหรับเคอร์ติส โจนส์ ฤดูกาล2019/20 เขาได้ลงเล่นเพียง 108 นาทีในพรีเมียร์ลีก ลักษณะของกราฟแบบในรูปด้านซ้ายที่มีค่า G90 xG90 Sh90 และ xGChain90 บ่งบอกว่าโจนส์พยายามอย่างมากที่จะทำประตูและครองบอล โดยไม่ได้สนใจเรื่องการแอสซิสต์และคีย์พาสเลย กลับกัน รูปด้านขวาคือสถิติของโจนในฤดูกาลปัจจุบัน ซึ่งลงเล่นไปแล้ว 494 นาทีจาก 12 เกมลีก สถิติการลองทำประตูต่อ 90 นาทีของเขาลดลงมาก การครองบอลก็น้อยลง แต่กลับมีความโดดเด่นมากขึ้นในเรื่องการผ่านบอลในจังหวะสำคัญ

สถิติจาก Whoscored บอกว่า โจนส์คือผู้เล่นที่ผ่านบอลสำเร็จมากที่สุดในทีม และทำค่าเฉลี่ยคีย์พาสดีที่สุดในแผงกองกลางในเวลานี้ เป็นรองเพียง ติอาโก้ อัลกันตารา ที่เพิ่งลงเล่นไปไม่ถึง 2 เกม ซึ่งน้อยเกินไปที่จะเอาใช้ในทางสถิติ

สรุปได้ว่า โจนส์เก็บบอลไว้กับตัวน้อยลง ออกบอลง่ายขึ้น ลองทำประตูน้อยลง แต่ไปเพิ่มการทำคีย์พาส และการจ่ายบอล

ในส่วนของเกมรับ Whoscored บอกว่า โจนส์มีค่าเฉลี่ยการเข้าปะทะที่มากกว่า และช่วยเคลียร์บอลมากกว่า จอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุม ซึ่งไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบว่า โจนส์เก่งกว่าใครหรือจะมาแทนที่ใคร แต่เป็นการบ่งชี้ว่า โจนส์พัฒนาเรื่องความเข้าใจและสามารถปรับตัวเข้ากับบทบาทของกองกลางภายใต้ระบบของเจอร์เก็น คล็อปป์ได้แล้วนั่นเอง

ไปดูผลงานในเกมที่เอาชนะ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส จนยึดจ่าฝูงสำเร็จ เจอร์เก็น คล็อปป์วางแท็กติกแบบกล้าได้กล้าเสีย เขาสั่งให้แผงหลังดันขึ้นสูง เพื่อที่จะทำให้แดนกลางมีความหนาแน่นกว่าทีมเยือน เน้นการตัดบอลให้เร็วที่สุด ซึ่งการจะทำแผนนี้ให้สำเร็จ กองกลางทุกคนต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบ ทั้งการเชื่อมเกมและการสกรีนบอล

[ภาพนี้โจนส์กระชากบอลเข้าไปในกระเขตโทษพร้อมกับดึงตัวแนวรับของสเปอร์ไปสามคน จากนั้นบอลก็คลุกคลิกไปหาซาลาห์ และกลายเป็นประตูในนาทีที่ 23 ในท้ายที่สุด]

ในเกมกับท็อตแนมป์ ทั้งโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ หรือ เคอร์ติส โจนส์ ก็เป็นคีย์แมนพวกเขาคือพลังงานที่ขับเคลื่อนเครื่องจักรสีแดงอย่างแท้จริง ฟิร์มิโน่คืนฟอร์มตัวสร้างสรรค์เกมและยังทำประตูคว้าชัยให้ทีมในช่วงเวลาที่คู่แข่งหมดโอกาสเอาคืน (นี่คือเกมที่ 50 ของคล็อปป์ที่ลิเวอร์พูลชนะด้วยผลต่าง 1 ประตู และบ๊อบบี้คือผู้ที่ทำประตูได้มากที่สุดใน 50 เกม) แต่มันเป็นเรื่องสุดยอดมั้ยล่ะครับ ที่เด็กอายุ 19 ปีสามารถเอาชนะกองกลางตัวเก๋าทุกคนจนสามารถคว้าแมนออฟเดอะแมทช์ได้ ผลงานของเขาคือ มีส่วนร่วมกับทั้ง 2 ประตูของจ่าฝูง คีย์พาส 2 ครั้ง เอาชนะลูกกลางอากาศ 4จาก5 ครั้ง (เป็นรองเพียง รีส วิลเลียมส์) ดักบอล 4 ครั้ง (เป็นรองเพียงเฮนเดอร์สัน)

ส่งท้าย

อาจดูเหมือนเป็นเรื่องโชคดีของเจ้าตัว ที่ผู้เล่นซีเนียร์ทั้งหลายมีอาการบาดเจ็บ แต่การที่โจนส์กลายเป็นตัวเลือกที่กลมกลืนกับระบบที่สุดในเวลาที่ทีมต้องการนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของโชคแน่นอน การที่โจนส์เอาชนะใจคล็อปป์ได้ก็เป็นเพราะทัศนคติที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนตัวเอง และพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านของวิธีการเล่นและร่างกาย ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเจมส์ มิลเนอร์ที่เป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเหลือและท้าทายให้น้องพัฒนาการใช้เท้า โหม่งบอล ความแข็งแรง และความเข้าใจเกม

ในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล มีนักฟุตบอลเพียง 2 คนที่เคยใส่เบอร์ 17 แล้วนับได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับตำนานของทีม นั่นก็คือ สตีฟ แมคมานามาน และ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งเป็นสเกาเซอร์ทั้งคู่ แต่มีสเกาเซอร์เพียงสองคนที่ได้รับมอบเบอร์ 17 ในตอนที่ขึ้นชุดใหญ่ คนแรกคือเจอร์ราร์ด คนที่สองคือ เคอร์ติส โจนส์

หนทางของโจนส์ยังอีกยาวไกล มีเรื่องให้ต้องฝ่าฝันอีกมาก แต่เชื่อสิคุณครูโปน เฌราร์ อุลลิเยร์ จะต้องเฝ้ามองด้วยความภาคภูมิใจอยู่บนสรวงสวรรค์ ที่เบอร์ 17 กำลังจะกลายเป็นหมายเลขกรุยทางให้สเกาเซอร์ก้าวสู่ตำนาน อีกครั้งหนึ่ง

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

JB รายงาน