13 บทสรุปเกมหงส์แดงสยบสเปอร์สผงาดขึ้นจ่าฝูงรับลมหนาว 2-1

หนึ่ง – ทุกสิ่งทุกอย่างของการแข่งขันเมื่อคืนนี้ ถูกเฉลยเอาไว้ในสถิติการครองบอลของทั้งสองทีม ลิเวอร์พูลครองบอลได้มากถึง 76 เปอร์เซ็น ในขณะที่ท็อทแน่มฮอตสเปอร์สครองบอลได้เพียงแค่ 24 เปอร์เซ็นเท่านั้น สถิติที่ว่านี้ฟังดูดีไม่น้อยสำหรับลิเวอร์พูลเลยใช่ไหม แต่ความจริงแล้ว มันคือสถิติที่กำลังหลอกตาอยู่ต่างหาก!

อย่างไรน่ะหรือ ? คำตอบก็คือ…

สอง – ภาษิตโบราณจะเขียนว่าอะไรไม่อาจทราบ แต่โลกฟุตบอลสวอให้ทุกคนรู้ว่า จงอย่าประมาทคนที่พาปอร์โต้คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก และ โจเซ่ มูรินโย่ก็คือใครคนนั้น สถิติครองบอลเพียง 24 เปอร์เซ็นของมูรินโย่ฟังดูน้อยไร้ราคาในสายตาโลกฟุตบอล แต่ความจริง โจเซ่ ต้องการให้สถิติครองบอลมันน้อยแบบนั้นนั่นแหละ สเปอร์สในเกมนี้สัมผัสบอลทั้งหมดเพียง 250 ครั้ง แต่เพียงเท่านี้พวกเขาก็หยุดอาวุธที่อันตรายที่สุดของลิเวอร์พูลได้แล้ว! และอาวุธที่ว่านั่นก็คือ…“เกมสวนกลับ”

โมฮาเม็ด ซาลาห์และมาเน่ แม้จะไม่ได้เป็นหน้าเป้าของลิเวอร์พูล แต่ “ความเร็ว” ที่ทั้งสองคนมีก็ยังต้องถือว่าเป็นหัวใจในเกมรุกของลิเวอร์พูลอยู่ดี และการจะเค้นประสิทธิภาพความเร็วเหนือเสียงของทั้งสองคนออกมาได้ต้องอาศัยจังหวะเกมสวนกลับเท่านั้น เพราะนักเตะของคู่ต่อสู้จะทิ้งแดนตัวเองมาอยู่ในแดนลิเวอร์พูลเสียหมด

เมื่อซาลาห์หรือมาเน่ได้ใช้ความเร็ว ก็จะมีโอกาสสูงที่พวกเขาจะหลุดเดี่ยวหรือหลุดคู่[และหลุดคี่]เข้าไปดวลกับผู้รักษาประตูของฝ่ายตรงข้าม และความเยือกเย็นที่พาพวกเขามีชื่อในโผสามสิบคนสุดท้ายบัลลงดอร์ปี 2018-19 มาแล้ว ก็มักจะส่งบอลเข้าประตูไปได้ไม่ยากนัก แต่…

สาม – แต่การครองบอลเพียงแค่ 24 % ของสเปอร์สในเกมวันนี้ตอกฝาโลงเกมสวนกลับลิเวอร์พูลจนอยู่หมัด พวกเขาแทบไม่ได้ครองบอลก็จริง แต่นั่นก็หมายความว่าลิเวอร์พูลไม่ได้ใช้ “เกมสวนกลับ” ด้วย เพราะบอลส่วนใหญ่เป็นฝ่ายลิเวอร์พูลที่ขึงเกมอยู่แล้ว !

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านอาจจะยังไม่เข้าแทคติคนี้มากนัก แต่ลองคิดดูสิครับว่าใครกันแน่ที่กำลังประโยชน์ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกันแน่ เพราะ มูรินโย่ ได้บัญชาการเกมรับแบบที่เขาโคตรถนัด ในขณะที่ เจเค ถูกตัด “เกมสวนกลับ” ซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธที่มีอนุภาพของลิเวอร์พูลออกไป

สี่ – หลักฐานก็คือ เมื่อคืนนี้ ซาดิโอ มาเน่ แทบไม่ได้แผลงฤทธิ์เลย เขาได้คะแนนจาก Whoscored ที่ 6.7 เท่านั้น[เป็นคะแนนที่น้อยกว่ากองหน้าและกองกลางของลิเวอร์พูลทุกคน] จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งเพราะมาเน่ถูกกองหลังสเปอร์สจองกระถินประกบหนึ่งต่อหนึ่งตลอดเวลา แต่…ถ้ามีเกมสวนกลับบ้าง ซาดิโอ จะมีโอกาสได้ใช้ความเร็วของเขาเข้าไปมีส่วนร่วมกับเกมมากกว่านี้

การครองบอลเพียง 24 เปอร์เซ็นของ มูรินโย่ คือสิ่งที่มูรินโย่ต้องการ เขาไม่สนใจว่าทีมจะได้ครองบอลหรือไม่ ขอแค่ครองเกมได้ก็พอแล้ว แต่…ท็อทแน่มฮอตสเปอร์สครองเกมนี้ได้จริงหรือ ? คำตอบอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ…

ห้า – เพราะ…จงอย่าลืมภาษิตที่แสนเชยฉ่ำอย่าง “คนที่ไม่ทำผิดพลาดก็คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย” [หืออะไรของมึงวะ…แอด ?]

[อรรถาธิบายภาษิตข้างต้น] ความจริงของคนที่ลงมือทำงานย่อมรู้ดีว่า ความล้มเหลวนั้นมีมากกว่าความสำเร็จอยู่แล้ว ดังนั้นคนที่ลงมือทำแล้วไม่เคยล้มเหลวจึงไม่มีอยู่จริงบนโลก กลับกัน… คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นคือคนที่ผ่านความล้มเหลวจากการลงมือทำมาไม่รู้ต่อกี่ครั้งๆ เพื่อไปให้ถึงความสำเร็จ

เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเกม ลิเวอร์พูลกับสเปอร์สอย่างไร ?

แผนลับของมูรินโย่ที่ตัดอาวุธเกมสวนกลับลิเวอร์พูลด้วยการขึงเกมรับนั้นได้ผลก็จริงอยู่ แต่มันหมายความด้วยเหมือนกันว่า เขาได้ปล่อยให้เปอร์เซ็นการครองบอลที่เหลือของลิเวอร์พูลนั้นถูกใช้ไปกับการขึ้นเกมรุก

โจเซ่ มูรินโย่ ปล่อยให้ อเล็กซานเดอร์-อาโนล กับ โรเบิร์ตสัน ทดลองครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษไป-มาจนการผ่านบอลแบบคีย์พาสของทั้งสองคนทะยานรวมกันได้ 7 ครั้ง โจเซ่ ไม่รู้ตัวเลยหรือว่ากำลังเทหมดหน้าตักไปกับวิงแบ็คสองคนที่ทำแอสซิสต์ได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ [สุดท้ายมูรินโย่เสียทั้งหน้าตักจากลูกแอสซิสต์ของโรเบิร์ตสันจริงๆ]

นอกจากนั้นแล้ว ลิเวอร์พูลในวันนี้มีโอกาสจบสกอร์รวมกันทั้งสิ้นถึง 17 ครั้ง ผู้อ่านที่รัก… แม้แต่เกมที่ลิเวอร์พูลถล่มวูฟแฮมตันขาดลอย 4-0 เกมนั้นลิเวอร์พูลยังมีโอกาสจบสกอร์เพียง 11 ครั้งเท่านั้น

การปล่อยให้ลิเวอร์พูลได้ทดลองจบสกอร์ไปเรื่อยๆ ตลอด 90 นาทีนั้นก็เหมือนกับ ด้านกลับของสุภาษิตที่ว่า “คนไม่เคยล้มเหลวคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย” ซึ่งก็คือ “คนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นคือคนที่ผ่านความเหลวมาไม่รู้ต่อกี่ครั้งๆ เพื่อไปให้ถึงความสำเร็จเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

ลิเวอร์พูลล้มเหลวในการจบสกอร์ทั้ง 15 ครั้ง และประสบความสำเร็จในครั้งที่ 16 และมันเกิดขึ้นในนาทีที่ 89 ของการแข่งขัน

หก – แอนดรูว โรเบิร์ตสันมีโอกาสเปิดบอลจากมุมทั้งหมด 5 ครั้ง ความพยายามทั้ง 4 ครั้งแรกของร้อบโบ้นั้นสูญเปล่า แต่มันก็มาสำเร็จในครั้งที่ห้า

ซีเซนอร์…โรเบอร์โต้ ฟิร์มิโน่ เองก็มีโอกาสจบสกอร์ทั้งหมด 5 ครั้งเช่นกัน 4 ครั้งแรกของเขาล้มเหลวเช่นเดียวกับ โรเบิร์ตสัน แต่ครั้งที่ 5 มันก็ประสบความสำเร็จ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ช่างแม่งความล้มเหลวที่ผ่านมา จงศรัทธาว่าคุณจะสำเร็จในสักวันซะ!”

เจ็ด – ฟิร์มิโน่ ก็เหมือนนักดนตรี พวกเขาทั้งสองคนต้องการ “ผู้ชม” ที่คอยกู่ร้องชื่อของเขา-เพลงของเขา-ลูกจบสกอร์ของเขา แม้จะเป็นผู้ชมที่มีอยู่เพียง 2,000 คนก็ตามที แต่นี่คือ 2,000 จากอัฒจันทร์ที่บ้าคลั่งที่สุดโลกนะจ้ะ

“ผมภาวนามาตลอดว่าบ้อบบี้จะไม่สงสัยในตัวของเขาเองมากเกินไปนัก เพราะเขาทำประตูให้เราได้และมันเป็นประตูที่สำคัญเสมอ” เจอร์เก็น คลอปป์ กล่าวถึงโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่

แปด – ถ้าผู้เล่นคนที่ 12 ของลิเวอร์พูลหมายถึงกองเชียร์ … ผู้เล่นคนที่ 12 ของสเปอร์สก็คือผู้ตัดสินห้อง VAR

เก้า – ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เจอร์เก็น คลอปป์ หมายมั่นปั้นมือในการแข่งขันครั้งนี้ขนาดไหน ตลอดระยะเวลา 90+3 เจเค ไม่เปลี่ยนนักเตะออกเลยแม้แต่คนเดียว!

สิบ – ไอ้เด็กชื่อว่า เคอร์ติส โจนส์ เราต้องเลิกเรียกมันว่า “ไอ้หนู – ดาวรุ่ง – หรือนักเตะจากอคาเดมี่” ได้แล้ว คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ครับว่า แม้ประตูที่โมฮาเม็ด ซาลาห์ทำได้ในนาทีที่ 23 ของเกมจะเป็นการแฉลบกองหลังของสเปอร์สจนบอลพุ่งเข้าสามเหลี่ยมไป แต่…จังหวะนั้นก็ต้องขอบคุณ โจนส์ ที่ลากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนจนดึงกองหลังอีก 3 คนให้พุ่งไปหาเข้า

นอกจากนั้นแล้วในครึ่งแรกของการแข่งขันหัวใจการขึ้นเกมรุกของลิเวอร์พูลก็อยู่ที่ เคอติส โจนส์ อีกเหมือนกัน ในครึ่งแรก โจนส์ ส่งบอลไปทั้งสิ้น 63 ครั้ง มากกว่าทุกคนในสนาม และมีความแม่นยำอยู่ที่ 93% และเมื่อเกมจบลงเขายังคงรักษาสถิติการจ่ายบอลแม่นยำที่มากที่สุดของเกมเอาไว้ได้ที่ 106 ครั้ง

Whoscored ยืนยันว่านักเตะที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนกลางของลิเวอร์พูลก็คือ นักเตะตัวจริงอายุ 19 ปีคนนี้เช่นกัน!

สิบเอ็ด – “ผมว่าเราคู่ควรกับสามคะแนนในวันนี้” เจอร์เก็น คลอปป์

สิบสอง – “…” มูรินโย่ [อึ้งจนพูดไม่ออก]

สิบสาม – จงอย่าสนใจว่าวันนี้อุณหภูมิเมืองไทยจะลดลงสักเท่าไหร่ แต่จงใส่เสือกันหนาวทับเสื้อลิเวอร์พูลออกไปทำงานเสีย เพราะฤดูหนาวของจ่าฝูงมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

[จงหาว่าทีมใดหายไปจากท็อป 8]

END

เลิฟหงส์แดง รักบ้อบบี้ที่สุดในโลก

นัดเดียวจอดดดดดดดดดดดด