วิเคราะห์บอล : จุดแข็งจุดอ่อนของสเปอร์สเวอร์ชั่น โจเซ่ มูรินโย่ มีอะไรบ้าง ?

เช้าวันที่ 17 พฤศจิกายน เวลาตีสาม (ตามเวลาประเทศไทย) สังเวียนพรีเมียร์ลีกกำลังจะลุกเป็นไฟด้วยศึกชิงจ่าฝูงคู่ใหม่ระหว่าง เจ้าเดือยทองที่มีเกมรับเหนียวแน่นที่สุด และคู่กองหน้าที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ คุมทีมโดย โฆเซ่ มูรินโญ่ “เดอะสเปเชียลวัน” มาดกวน ปะทะ เจ้าพญาหงส์แดง แชมป์เก่าที่ยิงกระจุยเจ็บกระจาย นำทัพโดย เจอร์เก็น คล็อปป์ “เดอะ นอร์มอลวัน” กุนซือป๋าดัน พร้อมบวกเสมอเมื่ออยู่ท่ามกลางเดอะค็อปในสนามแอนฟิลด์

ท็อตแนมป์ ฮ็อตสเปอร์ส กับ ลิเวอร์พูล เคยปะทะกันมาหลายครั้ง แต่เกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกิดขึ้นในสมัยที่ เมาริซิโอ ปอเช็ตติโน พาท็อทแน่มบินไกลถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นทำให้ท็อตแนมป์ก้าวสู่ขาลงสวนทางกับลิเวอร์พูล ปอเช็ตติโน่ไม่สามารถดึงสภาพจิตใจนักเตะให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้งจนร่วงหล่นไปถึงอันดับ 14 ในพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มูรินโญ่เข้ามากอบกู้สถานการณ์พาทีมพุ่งขึ้นไปจบอันดับที่ 6 คว้าโควต้าไปยูโรป้าลีกเมื่อจบฤดูกาล 2019/20 และยังสามารถพาทีมขึ้นมายืนผงาดบนหัวตารางได้ในปัจจุบัน

อาจเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจที่ เจ้าแห่งสัตว์ปีกทั้งสอง พลาดท่าเก็บได้เพียงผลเสมอก่อนที่จะเผชิญหน้ากัน เกมที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ความแตกต่างด้านคะแนนจึงไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ชัดเจนที่จะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบให้แก่ทีมใด เพราะกลยุทธ์ในการเล่นเกมของปีนี้คือการเกาะกลุ่มผู้นำไปจนกว่าจะถึงโค้งสุดท้าย ตารางการแข่งขันและสภาพผู้เล่นไม่เอื้อต่อการอัดเทอร์โบจนขึ้นนำรอบเดียวจบแบบปีที่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้คล็อปป์ต้องคิดหนัก นอกเหนือจากสภาพความพร้อมของทีมที่ต่างกันสุดขั้วแล้ว ยังมีแท็กติกสุดล้ำที่จ่ามูใช้พลิกโฉมท็อตแนมป์จนน่ากลัวกว่าที่ใครเคยรู้จัก จนบางทีอาจอันตรายกว่าทีมของเป็ป กวาร์ดิโอล่ามาด้วยซ้ำไป

เราไปทำความรู้จัก สเปอร์ส ร่างใหม่ภายใต้การคุมทีมของจ่ามูกัน

“การเสริมทัพ”

มูรินโญ่ ใช้เงินไม่ถึง 70 ล้านปอนด์ในการช้อปปิ้งผู้เล่นเข้าทีมใหม่ของเขา แต่ก็ถือว่าได้มาครบทุกตำแหน่งที่ต้องการ เริ่มที่ผู้รักษาประตู ได้โจ ฮาร์ท มาเป็นสำรอง, เซ็นเตอร์แบ็ค ได้โจ โรดอนมาเก็บประสบการณ์จาก โทบี้ อัลเดอร์ไวรัล ที่ยอมอยู่ต่อเพราะมีจ่ามู, แบ็คขวา ได้แมตต์ โดเฮอร์ตี้ มาจากวูล์ฟแฮมป์ตัน, แบ็คซ้าย ได้ของดี แซร์ฆิโอ เรกีลอน, แดนกลาง ได้ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก อดีตลูกรักของเป็ปที่บาเยิร์น , แดนหน้ายืม คาร์ลอส วิซินิอุส และ พญาวานร แกเรธ เบล มาเสริมคม

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกำลังสำคัญที่มูรินโญ่ใช้งานได้คล่องมืออย่างน่าทึ่ง ผนึกกำลังกับผู้เล่นชุดเดิมที่ฟื้นขึ้นมาใหม่ภายใต้แท็กติกของมูรินโญ่ที่ทำเอาแฟนบอลงง จ่าทำไงเนี่ย!

 

“ระบบการเล่นสุดล้ำ”

4-3-3 / 4-2-3-1 / 4-5-1 คือระบบที่มูรินโญ่เลือกใช้ เริ่มต้นมักใช้ 4-2-3-1 แต่ในระหว่างเกมมีการปรับเป็น 4-3-3 / 4-5-1 / 4-3-1-2 ตามสถานการณ์ โดยในแต่ละแดน มูรินโญ่แปลง DNA จากยุคปอเช็ตติโน่ไปอย่างสิ้นเชิง

เริ่มที่แผงแบ็คโฟร์ มูรินโญ่ ถอย เอริค ไดเออร์ กองกลางตัวรับลงไปเล่นเป็นแซ็นเตอร์แบ็คตัวหลัก คู่หูใช้งาน โทบี้ หรือ ดาวินซอน ซานเชซ คือไม่ได้ใช้สองคนหลังคู่กัน แต่เลือกใช้คนใดคนหนึ่งยืนคู่กับไดเออร์เลย แบ็คขวานอกจากโดเฮอร์ตี้ก็ยังมี แซร์จ ออริเย่ร์ ซึ่งทั้งสามคนนี้ ไดเออร์, โดเฮอร์ตี้, ออริเย่ร์ เล่นเกมรับได้แน่นมากและเล่นลูกกลางอากาศเก่งมาก การที่มูรินโญ่เลือกใช้ไดเออร์เป็นหลัก ก็เพราะว่าเขาเก่งเรื่องลูกกลางอากาศกว่าเซ็นเตอร์อีกสองคนนั่นเอง

นอกจากนี้กลางทั้งสามคน ก็สกรีนบอลก่อนถึงแนวรับได้ค่อนข้างดีเช่นกัน โดยที่ฮอยจ์เบิร์ก จะเป็นกลางที่ยืนต่ำสุด (เหมือนฟาบินโญ่) และเมื่อเซ็ตเกม หรือแบ็คเติมเกมสูง ฮอยจ์เบิร์กจะลงไปยืนเป็นกองหลังอีกคน

อย่างที่รู้กันว่า มูรินโญ่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรับ เขาให้ทีมของเขายืนในระบบ 4-5-1 เมื่อเป็นฝ่ายรับ โดยที่ผู้เล่น outfield ทั้ง 9 คน ต้องถอยลงมาในแดนตัวเอง มีห้อยตัวจี๊ดไว้แค่ 1 หรือ 2 คนเพื่อเล่นเกมสวนกลับ ผลลัพธ์ก็ตามที่เห็นบนตารางการแข่งขัน เสียไปเพียง 10 ประตู และมีแค่ เวสต์แฮม ทีมเดียวในลีกที่สามารถทำให้พวกเขาเสียถึง 3 ประตู (เสมอ 3-3)

(เรื่องตลกก็คือเกมรับของสเปอร์สชุดนี้คือเกมรับที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก ในขณะที่เกมรุกของลิเวอร์พูลคือเกมรุกที่ทำประตูได้มากที่สุด!)

มาที่แดนกลาง ฮอยจ์เบิร์ก คือหัวใจของทีม เป็นผู้สกรีนบอล คุมเทมโป้ (ระดับความเร็วในการเล่น) ส่วน มุสซ่า ซิสโซโก้ และ ตองกี เอ็นดอมเบเล ที่เคยเกือบย้ายออกจากทีมก็กลับมาเล่นดีอย่างมหัศจรรย์ ทั้งคู่สามารถพาบอลขึ้นหน้าได้ เล่นเกมรับก็ดี โดยจะสลับกันทำหน้าที่ หากคนหนึ่งขึ้น อีกคนจะยืนต่ำช่วยฮอยจ์เบิร์ก ทำให้คู่แข่งจับทางได้ยาก

บิ๊กเซอร์ไพรซ์ที่สุดจากจ่ามู คือการปรับเปลี่ยน แฮรี่ เคน มาเล่นเป็นเพลย์เมกเกอร์ จากเดิมที่เป็นดาวซัลโวของทีม ปัจจุบัน เคนวิ่งลงมาล้วงบอลต่ำ บางทีต่ำกว่ากองกลางเสียอีก หน้าที่ของเขาไม่ใช่การลงไปช่วยเกมรับ แต่เป็นการลงไปเติมช่องว่างเมื่อมีกองกลางเติมขึ้นสูง จนดูเหมือนจะเล่นเป็นกองกลางฝั่งซ้ายเสียเองในหลายจังหวะ

นั่นทำให้คู่แข่งมึนงง! เพราะในหลายปีที่ผ่านมา การหยุดสเปอร์สคือการหยุดไม่ให้เคนทำประตู แต่เมื่อเคนลงมาเล่นต่ำ ก็เท่ากับเป็นการดึงตัวประกบลงมาด้วย

“การโต้กลับสุดโหด”

ที่เล่ามาคือภาพรวมของระบบ แต่สิ่งที่ทำให้ท็อตแนมป์ชุดนี้โหดขิง ๆ คือการ Transition หรือ Switching Play แปลง่าย ๆ ว่า เปลี่ยนรุก-รับ ที่ทำได้เป็นระบบมาก ๆ

จุดเริ่มต้นของสเปอร์สกลายพันธุ์ by จ่ามู คือ ฮอยจ์เบิร์ก เขาคือตัวเชื่อมระหว่าง กองกลางกับฟูลแบ็ก หลังจากรับบอลแล้ว จะคอยหาจังหวะจ่ายยาวไปให้ผู้เล่นที่วิ่งโอเวอร์แล็ปขึ้นที่ว่างอย่างรวดเร็ว โดยที่ แบ็กซ้าย เรกีลอน มีบทบาทอย่างมากกับการเปลี่ยนจังหวะเกม เมื่อเรกีลอน/ โดเฮอร์ตี้เติมขึ้นสูง ซอน เฮืองมิน/ ลูคัส มูร่าจะวิ่งหุบเข้าใน ในขณะที่ซิสโซโก้และเอ็นดอมเบเล่เตรียมตัวพร้อมที่จะวิ่งทะลุตรงกลาง ทำให้ทีมมีทางเลือกทั้งริมเส้น, ฮาล์ฟสเปซ, และตรงกลาง เมื่อฮอยจ์เบิร์กสแกนเจอที่ว่าง อันตรายสุด ๆ

บทบาทใหม่ของแฮร์รี่ เคนก็เป็นคีย์ของเกมรุกยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องวางบอลขึ้นทางริมเส้นเสมอไป ฮอยจ์เบิร์กสามารถที่จะฝากบอลให้ไปให้เคนสร้างสรรค์เกมก็ได้ ไม่ใช่แค่ 9 ประตู ตอนนี้แฮร์รี่ เคนทำไปแล้ว 10 แอสซิสต์ มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก จนแฟนบอลตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “เคน เดอ บรอยน์”

และแน่นอนว่า ดาวซัลโวคนใหม่คือ เอเชียระดับเวิร์ลคลาส ซอน เฮือง-มิน นักเตะจากเอเชียที่แข็งแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาสามารถควบกว่าครึ่งสนามด้วยสปีดที่ไม่ตกไปตะบันเท้าอัดลูกฟุตบอลเข้ามุมได้ประหนึ่งว่าอัดยาดองเกาหลีมา 10 ประตูของเขา ทำให้ท็อตแนมป์กลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ ที่ดาวซัลโวของทีมสองคนทำรวมกันได้เกิน 15 ประตู คือ 19 ประตู (รองลงมาคือลิเวอร์พูล ซาลาห์กับโชต้า ทำประตูรวมกัน 15 ประตู)

ความลับของจ่ามู จุดอ่อนของโจเซ่ มูรินโย่

แต่เดี๋ยวก่อน ท็อตแนมป์เพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้น ระบบที่สุดอันตรายของพวกเขาก็มีช่องโหว่บางอย่างเหมือนกัน

จุดอ่อนแรก คริสตัล พาเลซ ของปู่รอย ฮอดจ์สันเป็นผู้แสดงให้ทุกคนได้เห็นนั่นก็คือ เกมรุกฝั่งขวาของพวกเขามีประสิทธิภาพน้อยมาก ทำให้ความหวังในการทำประตูไปตกที่อยู่ที่ ซอน เฮือง-มิน สิ่งที่พาเลซทำก็คือหลักการง่าย ๆ ดับเบิ้ลมาร์ก หรือ ประกบคู่ บวกกับการตัดเส้นทางการจ่ายบอลของแฮรี่ เคน และใช้ผู้เล่นริมเส้นฝีเท้าจัดป่วนเกมรับสเปอร์ส ก็สามารถทำให้สุดยอดดาวซัลโวหายไปจากเกมได้อย่างน้อยก็ 45 นาที

จุดอ่อนที่สอง เมื่อ เอ็นดอมเบเล่ เติมเกมสูง จะมีช่วงจังหวะที่จะเกิดช่องโหว่ตรงกลาง ถ้าอีกทีมเล่นโต้กลับได้คมแล้วเร็ว ก็จะมีโอกาสโจมตีสเปอร์สจากจุดนั้น ถึงแม้ว่าจะยากมากก็ตาม

“ลิเวอร์พูลต้องทำอย่างไรหรือ ? ”

ไม่ต้องคิดมากเลย สิ่งแรกที่ลิเวอร์พูลควรทำ คือการควบคุมตัวเองให้เล่นเกมของตัวเองให้ได้ เพราะที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ศัตรูของหงส์แดงก็คือหงส์แดงนั่นแล ไม่ว่าจะเป็นสภาพอาการบาดเจ็บ สภาพจิตใจ ความล้า ความหวั่นไหว ล้วนมีผลทำให้พวกเขาเล่นไม่เหมือนเดิมจนโดนคู่แข่งข่มซะอย่างนั้น

อย่างที่สองคือ คล็อปป์ต้องเดาใจจ่ามูให้ดี พวกเขาอาจมาตั้งรับเต็มสูบ รอผู้เล่นลิเวอร์พูลพลาด หรือถ้าไม่พลาด การเก็บ 1 คะแนนในแอนฟิลด์ได้ ก็ไม่เสียหายอะไร หรือ อาจมาเพรสซิ่งใส่ลิเวอร์พูลที่กำลังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มั่นคง แบบที่ฟูแล่มทำ ก็เป็นได้ การเลือกผู้เล่นใส่ในแดนหลังมีความละเอียดอ่อนมาก ควรจะเป็นการเสี่ยงใช้โจเอล มาทิปที่ไม่สมบูรณ์, ถอยเฮนเดอร์สันไปยืน, หรือให้โอกาสนาธาเนียล ฟิลลิปส์ เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายเลย

อย่างที่เห็น ตัวหลักของลิเวอร์พูลมีเพียง อลิสซอน เบ็คเกอร์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, และ จอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุม, และ เคอร์ติส โจนส์ ที่รักษาร่างกายและฟอร์มการเล่นไว้ได้ นอกนั้น ไม่เจ็บก็ดร็อปอย่างน่าใจหาย

ขออย่างนึง อย่ามีใครบาดเจ็บอีกเลย พยาบาลเมืองลิเวอร์พูลแจ่มขนาดต้องต่อคิวนอนกันเลยเหรอพี่!

แล้วคืนนี้เจอกันครับ

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

JB รายงาน