4 คีย์แมนสำคัญส่งหงส์แดงสยบวูฟแฮมตัน 4 ประตูต่อ 0

“Welcome Home, Scousers”

คีย์แมนคนที่หนึ่ง – ผู้เล่นคนที่ 12 คืนถิ่น

ลิเวอร์พูลเปิดบ้านรับการมาเยือนของวูล์ฟแฮมป์ตัน วอนเดอเรอส์ ศึกพรีเมียร์เกมที่ 11 นี้ มีความสำคัญต่อทั้งสองทีม เจ้าบ้านต้องการสามคะแนนเพื่อกดดันจ่าฝูงที่มีคะแนนเท่ากันก่อนจะเจอกันในอีก 10 วัน ส่วนทีมเยือนก็ต้องการผลชนะเพื่อเกาะติดท็อปโฟร์

แน่นอนว่าเจ้าพญาหงส์แดงได้เปรียบกว่า เพราะรัฐบาลได้อนุญาตให้แฟนบอลจำนวน 2,000 คนเข้ามาชมเกมได้แล้ว ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าใช้เอกสิทธิ์แชมป์เก่าหรือสิทธิพิเศษใด ๆ แต่เป็นเพราะว่า ชาวเมืองลิเวอร์พูลร่วมใจกันทำตามกฎระเบียบภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด จนได้ลดระดับการล็อคดาวน์จาก Tier 3 (อ่านว่า ไท’เออะ) เป็น Tier 2 ส่งผลให้สนามกีฬาสามารถอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมเกมได้ แต่มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้งาน

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรที่ได้ขึ้นชื่อว่า “นรกทีมเยือน” อยู่แล้ว แรงกระตุ้นจากเจอร์เก็น คล็อปป์ส่งไปถึงแฟนบอลที่เทพลังกลับมาให้ ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมไร้พ่ายในบ้านมาเนิ่นนาน และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สโมสรแรกที่ต้อนรับแฟนบอล แต่ก็ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเดอะค็อปนั้นอัดอั้นที่ไม่ได้กลับบ้านมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และไม่ได้เข้าร่วมฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก

เสียงเพลง YOU WILL NEVER WALK ALONE กระหึ่มทั่วแอนฟิลด์จากแฟนบอลเพียง 2,000 คน พวกเขาคือตัวแทนของแฟนบอลกว่าห้าหมื่นคนและเดอะค็อปทั่วโลก ทรงพลังจนน่ากลัว

พวกคุณอยู่กับเราและพวกเราอยู่กับคุณมาตลอด แต่ตอนนี้แอนฟิลด์ขอต้อนรับ “ผู้เล่นคนที่ 12” ลงสนามอย่างเป็นทางการ วูฟแฮมตันคือเหยื่อรายแรกที่ไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันมหาศาลนี้ได้

คีย์แมนคนที่สอง – ราชาใจกว้าง

ผู้เล่นลิเวอร์พูลได้ออกมายอมรับว่า ระยะหลังพวกเขาแทบไม่ได้ลงเซสชั่นซ้อมแท็กติก “พักก่อน” คือสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้โปรแกรมแข่งขันถี่ยิบที่ต่อเนื่องมาจากพรีซีซั่นสุดสั้น ช่วงเวลานี้ขอแค่ไม่มีผู้เล่นเจ็บเพิ่มก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว

ลิเวอร์พูลในตอนนี้จึงเป็นทีมที่กินบุญเก่าจากระบบที่เจเคฝังลงในตัวหลักทุกคนมาหลายปี นั่นทำให้ในหลาย ๆ เกม แม้ระบบจะยังอยู่ แต่ประสิทธิภาพบางอย่างก็ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะการประสานงานของสามกองหน้าตัวเทพ ใน 3 เกมที่ผ่านมา พวกเขาทำได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น โดยไม่มีชื่อของซาดิโอ มาเน่, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, และโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ เป็นผู้ผลิตสกอร์

แต่ในวันนี้ ซาลาห์ที่เคยหงุดหงิดเพราะถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 60 ก็กลับมาอันตรายอีกครั้ง และอาจอันตรายยิ่งกว่าเดิม เริ่มจากประตูแรกที่วิ่งกดดันจน คอนอร์ โคดี้ พักอกพลาดแล้วโดนคิงโมฉกไปทำประตู ต่อด้วยการครอสบอลงามหยดไปให้โฌเอล มาติปขึ้นโขกประตูที่สาม ไม่ใช่แค่นั้น สถิติบอกว่า ซาลาห์คือกองหน้าที่จ่ายบอลมากที่สุดในเกมนี้ที่ 46 ครั้ง และเมื่อพิจารณาจากสายตาแล้ว ก็ไม่เห็นนะว่าวันนี้โมได้จ่ายบอลพลาดบ้างหรือเปล่า? มันผิดวิสัยของคิงโมจอมจ่ายติดมากเลยใช่มั้ยล่ะ แต่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ในเกมคืนนี้ และเราก็หวังว่าโมจะใช้โหมดต่อนี้ไปเรื่อย ๆ เพราะมันจับทางยากโคตร ๆ

คีย์แมนคนที่สาม – กองหลังคนที่ห้า

ควีวีน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูชาวไอริชวัย 22 ปี หรือที่เพื่อน ๆ เรียกว่า “คีฟ” เคลเลเฮอร์มีประสบการณ์น้อยกว่าอาเดรียน 10 ปี ที่น้องถูกเลือกใช้งาน ไม่ใช่เพราะน้องเก่งกว่าหรือเก๋ากว่า แต่เป็นเพราะคล็อปป์ค้นพบว่า สไตล์การเล่นของน้องเข้ากับระบบและสถานการณ์ทีมมากกว่า

ภายใต้สถานการณ์ปกติที่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ คุมแผงแนวรับ ลิเวอร์พูลอาจไม่ต้องยึดติดกับระบบมากนัก กล่าวคือ ลูกพี่เวิร์จแข็งแกร่งพอที่จะกล้าทำเรื่องเสี่ยงบางอย่างเพื่อเพิ่มความคุกคามในเกมรุก แต่ในตอนนี้ที่ต้องใช้เซ็นเตอร์แบ็คจำเป็นกับฟูลแบ็คขวาดาวรุ่ง อะไรที่ลองทำแล้วแผงหลังมีความกดดันน้อยลง ก็ต้องทำ บังเอิญว่า เคลเลเฮอร์ตอบโจทย์ช่วงที่พ่อหมีไม่อยู่ได้แบบไร้รอยต่อ

เคลเลเฮอร์เซฟไป 4 ประตูในเกมที่เจอกับอาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม และอีก 3 ประตูในเกมที่เจอกับวูล์ฟแฮมป์ตัน และนอกจากการทำหน้าที่ผู้รักษาประตูที่ไม่ทำผิดพลาดแล้ว เคลเลเฮอร์ยังทำหน้าที่ กองหลังคนที่ 5 ได้ด้วย เราไม่ค่อยเห็นผู้รักษาประตูที่เล่นบอลได้ 2 เท้า ซึ่งได้เห็นกันแล้วด้วยสายตานับล้าน การหมุนเวียนบอลจากแนวรับไปให้ผู้รักษาประตูกลับไปให้แนวรับเพื่อขึ้นเกมต่อ ทำได้รวดเร็วไม่ติดขัด รวมการยืนตำแหน่งที่ดี ก็ทำให้ศูนย์หน้าอาหยักซ์และวูล์ฟไม่สามารถสร้างรอยแผลได้ แม้ว่าจะเกิดข้อผิดพลาดในแนวรับ

แน่นอน ยังเร็วเกินไป ที่จะบอกว่า เคลเลเฮอร์พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งแล้ว หรือแม้กระทั่งเป็นมือสอง เหลือเส้นทางอีกยาวไกลให้ต้องพิสูจน์ แต่ก็ต้องขอบคุณจริง ๆ ที่ควีวีนกลายเป็นฮีโร่ในเวลาที่เหมาะสมที่สุด

คีย์แมนคนที่สี่ – ผู้ปิดทองหลังพระ

เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ที่เจเคเลือกตะบี้ตะบันดันเด็กสเกาเซอร์ที่มีชื่อว่า เคอร์ติส โจนส์ ทำเอาแฟนบอลหงุดหงิดจนปลงจนกลายเป็นความเอาใจช่วย

ซึ่งโจนส์ก็มีพัฒนาการที่ดีอย่างต่อเนื่อง เล่นดีขึ้นเกมละนิดละหน่อย ยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวขับเคลื่อนเกม แต่ก็เริ่มสร้างอิทธิพลบางอย่างเซอร์ไพรซ์แฟนบอลอยู่บ้าง เรียกได้ว่า กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้ค่อนข้างเนียนตา

ในเกมที่สยบวูฟแฮมตันนี้ โจนส์ไม่ได้โดดเด่นไปกว่ารุ่นพี่แดนกลาง จอร์จินิโอ ไวนัลดุมจ์ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แต่ในความคิดเห็นส่วนตัว โจนส์ทำหน้าในส่วนที่รุ่นพี่เคยทำมาตลอดได้ดีมาก นั่นคือการเชื่อมเกม

สถิติบอกว่า โจนส์ “สัมผัสบอล” มากที่สุดในสนาม (97 ครั้งเท่ากับเฮนเดอร์สัน) “จ่ายบอล” รองจากกัปตัน (82 ครั้ง) “เข้าปะทะ” มากที่สุดในทีม (5 ครั้ง) “เคลียร์บอล” รองจากฟาบินโญ่ (4 ครั้ง) สถิติพวกนี้บอกอะไร บ่งบอกว่า งาน “Dirty Job” ของจินี่และเฮนโด้ บัดนี้กำลังถูกแบ่งเบาภาระด้วยเด็กวัย 19 ปี

การวิ่งไปทั่วด้วยความเข้าใจในระบบของเคอร์ติส โจนส์ ช่วยทำให้ลิเวอร์พูลได้อาวุธทรงพลังกลับมา ชิ้นแรกคือการวางบอลสุดเป๊ะของกัปตัน เกมนี้เฮนเดอร์สันทำไป 5 คีย์พาส สองในนั้นทำให้เกิด 2 ประตู และทำให้เราได้เห็นประตูไดร์ฟชู้ตจากจินี่ ที่ทำได้เป็นปกติในเกมทีมชาติ แต่ทำไม่ได้ในสีเสื้อลิเวอร์พูล เนื่องจากเล่นเกมรับจดหมดแรงก่อนทุกที

ไม่ได้โดดเด่นที่สุด แต่ช่วยทำให้ผู้เล่นรอบข้างโดดเด่น คืองานของผู้เล่นปิดทองหลังพระ นี่แหละคือสิ่งที่เคอร์ติส โจนส์ทำในวันนี้

ส่งท้าย-จบสกอร์แบบ No-VAR-Look

ลิเวอร์พูลมีประเด็นอย่างมากกับ VAR ในฤดูกาลนี้ แต่เมื่อทำดีก็ต้องขอบคุณ เคร็ก พอว์สันเป่าจุดโทษให้วูล์ฟในจังหวะที่ ซาดิโอ มาเน่กระโดดตีลังกาเคลียร์บอล แล้วคอนอร์ โคดี้ล้มลงไปในกรอบเขตโทษ ดูด้วยสายตา ยังไง๊ยังไงก็จุดโทษ แต่เมื่อเช็คภาพช้าจาก VAR แล้ว มาเน่ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ ด้วยการชักเท้ากลับก่อนที่จะไปสัมผัสตัวโคดี้ ไม่รู้ว่าเกิดจากการกำชับของคล็อปป์หรือเปล่า แต่ VAR ก็ได้ช่วยลิเวอร์พูลไว้

อีกหนึ่งประเด็นกับ VAR คือ “ล้ำหน้า” เหตุเพราะว่า ทั้งมาเน่ และ ซาลาห์ เป็นศูนย์หน้าที่ชอบชิงจังหวะกับแนวรับ ด้วยการยืนในไลน์ที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงกับการล้ำหน้า ผลลัพธ์ก็คือ “แพ้ยับ” พวกเขาอาจเอาชนะกองหลังได้ แต่เอาชนะการตัดสินไม่ได้ ที่ผ่านเลยโดน VAR ตีตกประตูไปมากมาย

ผมเคยเขียนบทความจิกกัดไว้ว่า “งั้นก็วิ่งแซงเลย ยืนต่ำกว่าหน่อย แล้ววิ่งแซงเอา” ใครจะไปคิดว่าคล็อปป์เอาจริง

เกมกับวูฟที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลเสียล้ำหน้าไปครั้งเดียว ในนาทีที่ 64 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสันวิ่งเมามันไปหน่อย แต่นอกนั้นคือเนียนกริ๊บ สามารถเข้าทำได้แบบ ไม่ใช่แค่ไลน์แมนไม่ยกธงนะ VAR ยังไม่ย้อนกลับมาเช็คเลยสักประตู

ประตูที่หนึ่ง – โมซาลาห์ วิ่งไปกดดันแล้วฉกบอลไปทำประตูขึ้นนำ  / ประตูที่สอง – เฮนเดอร์สันตักบอลให้ไวนัลจ์ดุมปั่นบอล / ประตูที่สาม – โมซาลาห์บรรจงครอสบอลให้มาติปวิ่งสอดไปโขก / ประตูที่สี่ เทรนต์ปาดบอลเข้าจุดนัดพบ มาเน่กับซาลาห์วิ่งเข้าช่องไปทำประตู เสียดายที่กลายเป็น OG ของเนลสัน เซเมโด้

มีปัญหานัก ข้าใช้ No-VAR-Look ก็ได้ เจ๋งชะมัดเลย

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

JB รายงาน