13 บทสรุปเกมหงส์แดงแบ่งแต้มแมนซิตี้เสมอ 1-1

หนึ่ง – ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาแฟนลิเวอร์พูลทุกคนคงสงสัย เจอร์เก็น คลอปป์ ไม่น้อยว่า เขาจะเลือกใครลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมกับแมนซิตี้ระหว่าง ดิโอโก้ โจต้า ที่ฟอร์มกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น และ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ที่ยังคงเค้นฟอร์มเดิมกลับมาไม่ได้เสียที ทุกคนสงสัยและไม่มีใครแน่ใจว่าเจเคจะตัดสินใจอย่างไร จนกระทั่งสามสิบนาทีก่อนการแข่งขันมาถึง รายชื่อตัวจริงถูกประกาศออกมา

เจอร์เก็น คลอปป์ เลือกส่งนักเตะทั้งสองคนลงสนามไปพร้อมๆ กัน!

สอง – บางคนบอกว่านี่คือข้อเสียในการเป็นกุนซือของ เจอร์เก็น ที่ยังดื้อดึงจะส่งฟิร์มิโน่ลงไปในเกมใหญ่ทั้งๆ ที่นักเตะกำลังฟอร์มตก แต่มองในอีกแง่นี่คือข้อดีของเจเคในความเป็นมนุษย์ด้วยเหมือนกัน หัวใจของลูกทีมคือหนึ่งในปัจจัยที่เจเคใช้ตัดสินใจเสมอ

สาม – ลิเวอร์พูลเริ่มต้นด้วยระบบ 4-2-3-1 และปรับมาเป็น 4-4-2 ในช่วงที่แมนซิตี้ครองบอล ครึ่งแรกของการแข่งขันทั้งสองฝ่ายผลัดกันรุกและรับ การปะทะกันระหว่างโคตรกุนซือสองคนรับประกันคุณภาพได้เสมอ [และยังรับประกันด้วยว่าแฟนบอลหงส์แดงจะได้ใช้ยาดมที่เตรียมมาจนหมดหลอด] ลิเวอร์พูลขึ้นนำก่อนจากการได้จุดโทษในนาทีที่ 13 โมฮาเม็ด ซาลาห์ เฉียบคมพอจะส่งบอลข้ามเส้นประตู หลังจากนั้น 20 นาที เควิน เดอบรอยก็ฉีกแนวรับลิเวอร์พูลออกเป็นชิ้นๆ ด้วยการคิลเลอร์พาสจ่ายบอลให้กาเบียล เฆซุสทำประตูในนาทีที่ 31 ลิเวอร์พูลกับแมนซิตี้เสมอกัน 1-1 การปะทะกันของเรือใบและหงส์แดงต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กระทั่งนาทีที่ 40 ของเกมมาถึงแมนซิตี้ก็ได้จุดโทษจากการทำแฮนด์บอลของ โจ โกเมส และนั่นคือวินาทีที่ความดันของแฟนบอลลิเวอร์พูลก็พุ่งทะลุปรอท

เควิน เดอบรอย คนเดิมที่ทำแอสซิสต์ก้าวเท้าเข้ามายังจุดโทษ เขาเอามือท้าวสะเอวอย่างเยือกเย็น ทั้งๆ ที่ฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย เดอบรอยคือนักเตะที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกอย่างไม่ต้องสงสัย รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำซีซั่นที่แล้วเควินคว้ามันไปครอง เขาได้ค่าเหนื่อยราวๆ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จากแมนซิตี้มากกว่าที่นักเตะลิเวอร์พูลทุกคนได้รับ เสียงนกหวีดดังขึ้นครั้งหนึ่ง เควินหวดบอลลูกนั้นอย่างบรรจง อลีสซงพุ่งออกขวา แต่เควินเลือกซ้าย…โชคชะตา สายฝน หรือความทรงจำในวัยเด็กของเควินที่เชียร์ลิเวอร์พูล อะไรสักอย่าง อะไรสักอย่างในเวลานั้นผลักบอลที่ออกซ้ายลูกนั้นให้ปริ้นออกนอกกรอบเขตโทษไป

พูดไปใครจะเชื่อว่านักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอลอย่างเดอบรอยจะทำจุดโทษพลาด…แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ครึ่งแรกจบลงด้วยอารมณ์และสกอร์ 1 ประตูต่อ 1 จากนั้นครึ่งหลังก็เริ่มต้น…

สี่ – คลอปป์ไม่แก้เกมใดๆ เมื่อนาทีที่ 46  เริ่มต้นขึ้น เกมยังคงรุกและรับผลัดกันไปมา [ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายครองเกมมากกว่าด้วยซ้ำ แต่การขึ้นเกมจากกลางฟืดเหมือนโซ่จักรยานที่ไร้น้ำมัน] กระทั่งนาทีที่ 60-63 มาถึง เจเคก็กัดฟันเปลี่ยนฟิร์มิโน่ออกจากเกม เพื่อกลับไปเล่นระบบ 4-3-3 อีกครั้ง ไม่นานอเล็กซานเดอร์อาโนลก็ลงไปในนอนกองกับพื้น

เจอร์เก็น ยืนมองยอดแบ็คขวาของตัวเองอยู่กลางสายฝนด้วยความเงียบงัน นักเตะแมนซิตี้ไม่ได้เข้ากระแทก แต่เป็นแบ็คขวาเพลย์เมคเกอร์นั้นหมายความว่า คุณจะต้องลงเล่นเป็นตัวจริงในทุกเกมที่สำคัญ และการแข่งขันพรีเมียร์ลีกสลับยูฟ่าอย่างหฤโหดที่ผ่านมานั้นก็ใช้กล้ามเนื้อของอเล็กซานเดอร์ไปจนบอบช้ำ ถ้าใครสักคนมีเจโตปริยญาณอ่านใจคลอปป์ได้ก็คงได้ยินประโยคที่เขาสบถว่า “ผมเคยบอกทุกคนไปแล้วว่า เราควรใช้กฏการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน เพื่อซัพพอร์ทอาการล้าของนักเตะ!”

ห้า – เรื่องนี้ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงไปเลยหลังเกมการแข่งขันคลอปป์ก็ให้สัมภาษณ์ถึงกฏการเปลี่ยนตัวห้าคนจริงๆ เจเคถึงกับต่อว่า Richard Masters ซีอีโอของพรีเมียร์ลีกเลยว่า “Richard Masters มีทุกอย่างยกเว้นภาวะผู้นำ การเปลี่ยนตัวนักเตะห้าคนนี้ไม่ใช่เรื่องได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน แต่มันคือความจำเป็น ทุกลีกในเวลานี้เขาใช้กฎนี้กันหมดแล้ว มันโคตรมหัศจรรย์เลยที่เขาตัดสินใจให้กฎการเปลี่ยนตัวสามคนยังคงเดิม!”

หก – หลังจากถอดเทรนต์อเล็กซานเดอร์ออกจากเกม เกมรุกของลิเวอร์พูลก็หยุดชะงัก เจเคพูดถึงอาการบาดเจ็บของเทรนต์ว่า “ผมต้องดูผลสแกนอีกที แต่รู้แน่ว่าอาการบาดเจ็บลักษณะนี้จะทำให้เขาพลาดเกมทีมชาติที่กำลังจะมาถึง”

แม้แต่กุนซือฝ่ายศัตรูอย่างกวาร์ดิโอล่าก็รับไม่ได้สาเหตุที่ทำให้อเล็กซานเดอร์อาโนลบาดเจ็บ

เป๊ป กล่าวหลังเกมว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องการปกป้องนักเตะนะครับ วันนี้พวกคุณเสียแบ็คขวาของทีมชาติอังกฤษ สัปดาห์ที่พรีเมียร์ลีกกลับมาอีกครั้งพวกคุณจะเสียนักเตะคนอื่นอีก [เป๊ปเองก็สนับสนุนกฏการเปลี่ยนตัวห้าคนเช่นกัน]”

เจ็ด –โชคดีที่ทีมชาติเข้ามาเบรกทุกอย่างเอาไว้สองสัปดาห์ เชื่อกันว่ามันเป็นเวลาที่ยาวนานพอจะให้ เธียโก้ อาคันทาร่า และฟาบินโย่หายจากอาการบาดเจ็บ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง กองกลางลิเวอร์พูลในเกมกับเลสเตอร์ซิตี้จะประกอบด้วย ฟาบินโย่ ติอาร์โก้ และเฮนเดอร์สัน !

แปด – แม้โกเมสจะทำเสียจุดโทษให้กับลิเวอร์พูล แต่จังหวะที่เข้าทำแฮนด์บอลนั้นเป็นจังหวะวิ่ง+กระโดดที่ธรรมชาติของคนจะต้องกางแขนออกอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ดีเกมรับของลิเวอร์พูลในวันนี้ทำได้ดีแค่ไหนก็ขอให้ดูเถิดว่า แมนซิตี้มีบอลตรงกรอบเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น มิพักต้องย้ำว่า มันคือวันที่ลิเวอร์พูลไม่มีเวอร์กิล ฟานไดก์อยู่ในสนาม แต่แมนซิตี้มีลาปอร์ต ทว่าโอกาสจบสกอร์ของลิเวอร์พูลกลับมากกว่าเรือใบสีฟ้าเสียอย่างนั้น…ก็มาดิครับบบบ

เก้า – นับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา ทุกครั้งที่แมนซิตี้เปิดบ้านรับการมาเยือนของลิเวอร์พูลในศึกพรีเมียร์ลีก พวกเขาสามารถเอาชนะลิเวอร์พูลได้ทุกนัด! ดังนั้นหนึ่งคะแนนที่ได้มาในวันนี้คือหนึ่งคะแนนที่มีค่า อย่าลืมว่าพรีเมียร์ลีกเมื่อสองฤดูกาลก่อนก็ตัดสินแพ้ชนะกันที่แต้มเดียวเช่นกัน

สิบ – นี่คือคะแนนของนักเตะแต่ละคนในค่ำคืนที่ผ่านมาจาก Whoscored

สิบเอ็ด – เป๊ปพูดถึงเกมวันนี้ว่า “ลิเวอร์พูลเริ่มต้นได้ดีกว่า มันไม่ง่ายที่จะหยุดพวกเขาจากเกมรุก คลอปป์ส่งแนวหน้าลงมาสี่คนซึ่งเป็นนักเตะที่มีความเร็วด้วยกันทั้งนั้น แต่หลังจากเราเสียประตู เราก็กลับมาเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอีกครั้ง”

สิบสอง – ตัดภาพกลับมาที่บทสัมภาษณ์หลังเกมของเจเค “ทุกครั้งที่ผมต้องมาแข่งกับแมนซิตี้ที่เอติฮัด ผมจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนี้และให้สัมภาษณ์ว่า ผมต้องการ ‘โชค’ ในการเจอกับแมนซิตี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือเด็กๆ ของผมไม่ต้องการ ‘โชค’ อะไรพรรค์นั้นเลย พวกเขาใช้ความสามารถของพวกเขาล้วนๆ ในการต่อกรกับแมนซิตี้และนี่คือความยอดเยี่ยมของลูกทีมผม เราไม่ยอมยกสามแต้มให้กับพวกเขาด้วยความสามารถไม่ใช่โชคชะตา และผมมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

สิบสาม – ในที่สุดทีมที่คอยสกัดลิเวอร์พูลจากการป้องกันแชมป์ก็ปรากฏตัวออกมาหมดเสียที ทีมแรกคือ วีเออาร์ฟุตบอลคลับ และ ทีมที่สอง[ซึ่งเพิ่งเผยโฉมให้เห็นอย่างชัดเจนในวันนี้] และพวกเขาก็คือ…อาการบาดเจ็บเอฟซี !!!

END

ปล.หลังจากลิเวอร์พูลเสียตัวตนไปในเกมถล่มอตาลันต้า 5-0 เกมนี้พวกเขาก็กลับมาเป็นทีม “ไม่ลุ้นอย่าเรียกลิเวอร์พูล” อีกครั้งจนได้ [แม้ครึ่งหลังจะพับปรัชญานี้เก็บเข้ากระเป๋าไปก็ตามที!]

ปล2.เจอกันเกมหน้าที่แอนฟิลด์โว้ย ไอ้พวกเรือใบ

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด รายงาน