“3 เรื่องดี 3 เรื่องแย่” หลังศึกเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้แมตช์หงส์แดงเจ๊าท๊อฟฟี่ 2-2

1.เกมฟุตบอลสุดคลาสสิกกลับมาแล้ว

เกมแห่งศักดิ์ศรีระหว่างเอฟเวอร์ตันและลิเวอร์พูล มีอดีตผู้เล่นของสโมสรบาร์เซโลน่าและเรอัลมาดริดถึง 5 คน และเป็นนักฟุตบอลจากอเมริกาใต้ถึง 8 คน ภายใต้การประลองกลยุทธ์ของสองผู้จัดการทีมระดับโลก คาร์โล อันเชล็อตติ และ เจอร์เก็น คล็อปป์ ทำให้เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ครานี้ มีโอกาสจบด้วยสกอร์สูงกว่าครั้งไหน ๆ

การเจอกันที่กูดิสันปาร์ก มักเป็นเกมที่เล่นกันอย่างระมัดระวัง เต็มไปด้วยความอึดอัด และจบลงที่ผลเสมอแบบทำอะไรกันไม่ได้มา 2 ปีแล้ว แต่หมากเกมนี้ ผู้จัดการทั้งสองทีมเปิดหน้าแลกกันแบบสุดมัน สาดกลยุทธ์สาดใส่กันแบบสะใจสุด ๆ

มันเป็นการปะทะกันระหว่างแผน 4-3-3 ที่ทำให้เราเห็นถึงความละเอียดในการวางแท็กติกที่แตกต่างภายใต้แผนการเล่นเดียวกัน

ลิเวอร์พูลเริ่มเกมก่อนด้วยการเดินบอลแบบครอสสนามจากขวาไปซ้าย เริ่มจากเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนล ทำเกมกับโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ข้ามฝั่งไปหา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ ซาดิโอ มาเน่ เน้นเจาะทางเชมุส โคลแมนเป็นหลัก เพื่อป้องกันการสวนกลับจากลูคัส ดีญ กลยุทธ์ของคล็อปป์ทำให้ทีมขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 3 แอนดี้หลอกโคลแมนจนเสียท่า ก่อนจะคัทแบ็กกลับไปให้มาเน่ซัดแสกหน้าพิกฟอร์ดเข้าประตูไป

ฝั่งเอฟเวอร์ตันนั้นก็เน้นเจาะที่ฝั่งขวาของลิเวอร์พูลเช่นกัน ทั้งดีญ และ ริชาร์ลิซอน พยายามที่จะโจมตีพื้นที่หลังเทรนต์ด้วยความเร็ว แต่พวกเขาฉกฉวยโอกาสจากการที่ลิเวอร์พูลไม่มีเฟอร์จิล ฟาน ไดก์ในสนาม ให้บรรดาผู้เล่นตัวใหญ่โหมขึ้นหน้าในจังหวะเซ็ตพีซ ฮาเมส โรดริเกวซเปิดบอลสุดแม่นเข้าหัว ไมเคิล คีน กระโดดโขกสบาย ๆ ตีเสมอในนาทีที่ 19

ผู้เล่นทั้งสองทีม ไม่ได้ใส่เพรสซิ่งกันเต็มตัวนัก เนื่องจากไม่ต้องการเปิดช่องว่าง แต่เป็นการเน้นดักบอลจากความผิดพลาดในการจ่ายบอล ซึ่งตรงนี้ลิเวอร์พูลทำได้ดีกว่า หาจังหวะทำประตูได้มากกว่า แต่จอร์แดน พิกฟอร์ดก็โชว์เซฟได้ดีสมกับเป็นมือหนึ่ง

ความผิดพลาดของแนวรับเอฟเวอร์ตัน ทำให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำในนาทีที่ 72 เยอร์รี่ มิน่าสกัดบอลไม่ขาด ไปเข้าทางซาลาห์หวดตูมด้วยซ้ายตูมเดียวเบียดเสาด้านซ้ายเข้าประตูไปเลย สกอร์ควรจะจบแค่นั้น แต่แท็กติกของอันเช่ทำงานจนได้ ดีญหลุดไปริมเส้น ครอสบอลเข้าไปตรงกลาง โจ โกเมซ กับ อาเดรียน มัวแต่ยืนตะลึง โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน กระโดดเกร็งคอค้างตัวกลางอากาศหน้าเน็ตอยู่หลายวินาที โขกบอลย้อนทางเข้าประตูไปซะอย่างนั้น ลูกเก่งของเขาล่ะ

จบเกมที่ 2-2 ถ้าไม่นับความอัปยศบางอย่าง ที่คือเกมเมอร์ซี่ไซด์ที่กูดิสันปาร์ก ที่สุดคลาสสิกที่สุดในรอบหลายปี

2.แดนกลางสุดเพอร์เฟ็คของลิเวอร์พูล

แฟนบอลร้อง “มาเว้ย” เมื่อได้เห็นชื่อ ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เตียโก้ อัลกันตารา และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ พวกเขาทำให้เห็นถึงส่วนผสมที่ลงตัวละมุนละไม หลายคนเคยกล่าวว่า เตียโก้จะทำให้กัปตันโดนดร็อป แต่คุณก็เห็นด้วยตาตัวเองว่า พวกเขาควรจะลงเล่นด้วยกันเป็นที่สุด

เฮนเดอร์สัน ทำหน้าที่มิดฟิลด์พลังไดนาโม ซ้อนเกมรับ เชื่อมเกมรุก พาบอลจากหลังขึ้นหน้าตลอด 90 นาทีไม่มีหมด วางบอลก็ได้ เติมไปทำประตูก็ได้ เชื่อมบอลกับเกมรุกฝั่งขวาก็เนียน ช่วงต้นของเกม เขาโดดเด่นกว่าเตียโก้ด้วยซ้ำไป

ฟาบินโญ่ บทบาทหลักคือการสกรีนเกมรับ สลับกับการวางบอลซ้ายขวา เติมเกมเมื่อมีโอกาส

เตียโก้ มิดฟิลด์สุดคลาสสิก การพลิกเท้าผ่านบอลของเขาหลอกได้ทั้งสนาม เป็นเรื่องยากมากที่จะเอาไปบอลไปจากเขา สามารถถอยไปเล่นโฮลดิ้งมิดฟิลด์ได้ด้วย เมื่อคล็อปป์เปลี่ยนตัวจินี่ลงมาแทนฟาบินโญ่เพื่อเติมเกมรุก

ในเกมอื่น อัลลัน, อับดุลลาย ดูกูเร่, อังเดร โกเมส, ริชาร์ลิซอน จะทำหน้าที่ซัพพอร์ตฮาเมส โรดริเกวซได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่วันนี้โอกาสของฮาเมสไม่ค่อยเปิดกว้างนัก เขาต้องใช้ทักษะส่วนตัวมากกว่าที่เคยในการทำเกม นั่นเป็นเพราะว่า แผงกองกลางของลิเวอร์พูลในวันนี้ทำงานหน้าที่ตนเองได้ดี สอดประสานกันจนยากจะเจาะตรงกลาง

นี่คือแผงกองกลางที่สมดุล คลาสสิก แต่จับทางยากที่สุดนับตั้งแต่หมดยุค ราฟาเอล เบนิเตซ เลยทีเดียว

3. สปิริตของอาเดรียน

ว่ากันตามตรง อาเดรียนไม่ใช่ผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ศักยภาพของเขาไม่มีทางเทียบได้กับ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ทั้งการอ่านเกม การใช้เท้าเล่นบอล หรือแม้กระทั่งการพุ่งเซฟ

แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งของอาเดรียน ที่แสดงออกมาในเกมนี้ คือความใจสู้ หลังจากที่โดนถลุงเละ 7 ดอกไปเมื่อเกมที่แล้ว อาเดรียนกลับไปใช้เวลาสองสัปดาห์ในการทบทวนบางอย่าง แล้วเขากลับมาทำได้ดี สมกับเป็น “มือสอง” ในเกมวันนี้

อาเดรียน โค้ชผู้รักษาประตู และคล็อปป์ ทำการบ้านร่วมกัน วันนี้มาทิป และ โกเมซ ถอยลงไปรับบอลในจังหวะที่ดี และอาเดรียนเอง ก็ออกบอลได้ค่อนข้างดีในเกมนี้ ผู้เล่นเอฟเวอร์ตันไม่สามารถกดดันเขาได้

ในทั้งสองประตูที่เสียไป เชื่อว่าอลิสซอนจะทำได้ดีกว่าอาเดรียน รวมถึงการออกบอลเพื่อเล่นเกมสวนกลับ แต่นั่นคือความแตกต่างระหว่างผู้รักษาประตูระดับโลก กับ ผู้รักษาประตูระดับขัดตาทัพ

ในอนาคต ลิเวอร์พูลอาจมีผู้รักษาประตูมือสองที่ห่างชั้นกับมือหนึ่งน้อยกว่านี้ อาจจะเป็นเคลเลเฮอร์, ปิตาลูก้า, หรือใครสักคน นั่นคือเรื่องของอนาคต ที่ลิเวอร์พูลจะต้องหาผู้รักษาประตูที่จะยอมมาสำรองอลิสซอน เบ็คเกอร์

แต่ ณ ตอนนี้ คล็อปเลือกที่จะเชื่อใจอาเดรียน และอาเดรียนก็ตอบแทนด้วยการรีดเร้นความสามารถในตัวออกมา เท่าที่เขาจะทำได้

การคัมแบ็คและสปิริตของอาเดรียน ทำให้เพื่อนร่วมทีมไม่เสียความเชื่อมั่น แต่ตอนนี้คล็อปป์มีการบ้านให้ต้องคิดหัวแตกอีกแล้ว

4. ความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์

ลิเวอร์พูล พยายามอย่างมากที่จะเล่นตามกรอบกติกา คล็อปป์ไม่ได้สั่งให้ลูกทีมเล่นตุกติก ไม่เล่นหนัก ไม่ทำสิ่งที่จะทำลายความงดงามของเกมฟุตบอล

แต่ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้รับ กลับไม่สวยงามนัก โดนเฉพาะในเกมวันนี้ มีหลายจังหวะที่ต้องเกาหัวแกรก ๆ สบถในใจว่า “อิหยังวะเนี่ย”

ที่เป็นประเด็นให้วิจารณ์กันอย่างมาก ณ ขณะนี้มีอยู่สามจังหวะ

จังหวะแรก คือการจับล้ำหน้าเฟอร์จิล ฟาน ไดก์ ปีนี้พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนกฎการล้ำหน้า ให้ผู้เล่นฝ่ายรุกถูกจับล้ำหน้าตั้งแต่ “ชายแขนเสื้อ” ซึ่งมันเป็นอะไรที่ที่โ_ตรไม่สมเหตุสมผล เพราะมันเป็นส่วนที่ใช้ทำประตูไม่ได้ นี่เป็นอีกครั้งที่ลิเวอร์พูลโดน VAR เล่นงงาน เหมือนกับที่ ฟิร์มิโน่ โดนจับล้ำหน้าเพราะ “ขนจุ๊กกุแร้”

นอกจากกฎใหม่มันจะไม่เม้คเซ้นส์แล้ว ผู้ตัดสินก็ไม่รู้ตาถั่วหรือตั้งใจ เพราะชายแขนเสื้อของฟาน ไดก์ ไม่ได้เลยจากปลายเท้าของผู้เล่นเอฟเวอร์ตัน แถมยังฟรีซภาพ ในจังหวะที่บอลออกจากเท้าของฟาบินโญ่แล้วอีกต่างหาก

จังหวะที่สอง คือจังหวะอัปยศของเกมนี้ จอร์แดน พิคฟอร์ดกระโดดขาคู่หนีบเข่าของฟาน ไดก์ ไมเคิล โอลิเวอร์ไม่ได้เป่าฟาล์ว ส่วน เดวิด คุต (David Coote) ผู้ตัดสินหลักในห้อง VAR ก็ปฏิเสธที่จะให้ฟาล์วเอฟเวอร์ตัน เพราะพิจารณาแล้วว่าเล่นตามเกม และ “ไม่ได้รุนแรง”

ไม่รู้ว่านิยามของคำว่า “รุนแรง” คือตรงไหน เพราะจากข่าวล่าสุด เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ อาจมีปัญหามีเส้นเอ็นหัวเข่า พักไม่ต่ำกว่า 4 เกมแน่ ๆ จนถึงขั้น จอร์แดน พิคฟอร์ดต้องฝากให้จอร์แดน เฮนเดอร์สันไปขอโทษกันเลยทีเดียว

เชสก์ ฟาเบรกาส, ปีเตอร์ เคราช์, อดีตผู้ตัดสิน ออสแมน, หรือแม้แต่ แกรี่ เนวิลล์ คู่อริลิเวอร์พูล ก็กล่าวคล้าย ๆ กันว่า “นี่มันจบอาชีพนักฟุตบอลได้เลยนะ ลิเวอร์พูลควรได้จุดโทษ ฟิคฟอร์คควรโดนไล่ออก”

จังหวะที่สาม ซาดิโอ มาเน่ โดนแจกใบเหลืองจากการไปยกเท้าสูง ซึ่งเตียโก้ก็พยายามไปอธิบายกับ ไมเคิล โอลิเวอร์ว่า ผู้เล่นเอฟเวอร์ตันก็ยกเท้าสูงเช่นกัน ความจริงแล้ว มาเน่ถึงบอลก่อนด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่ามาเน่ไม่ได้ล้มลงไปนอน ซึ่งไม่เป็นผล โอลิเวอร์ซึ่งค่อนข้างผิดฟอร์มในเกมนี้ แจกใบเหลืองให้ผู้เล่นจากลิเวอร์พูลเพียงคนเดียว

จังหวะที่สี่ ก่อนหมดเวลา เตียโก้มองไปทางขวาของสนาม แต่ตัดสินใจจ่ายบอลทะลุไปหามาเน่ที่เดินกลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า มาเน่ต่อบอลให้เฮนเดอร์สันเติมไปขึ้นไปทำประตูขึ้นนำ ก่อนที่ เดวิด คูตคนเดิม จะลากเส้นจนมาเน่ล้ำหน้า

ซึ่งไม่มีใครเข้าใจว่าจังหวะนี้ล้ำหน้ายังไง หากเป็นกฎเก่า ที่จับล้ำหน้าตั้งแต่หัวไหล่ มาเน่ ไม่ล้ำหน้าแน่นอน แต่ถ้าจะอธิบายว่านี่คือกฎใหม่ ที่จับล้ำหน้าตั้งแต่ชายเสื้อ ก็ไม่เข้าใจอีกนั่นแหละ “มันล้ำยังไงคร้าบ อาจ๊าน”

5. ความเถื่อนเกินจำเป็น

การเข้าบอลนั่นเป็นเรื่องปกติของเกมลูกหนัง แต่การเข้าบอลใส่เพื่อนร่วมอาชีพของริชาร์ลิซอน ทั้ง ๆ ที่กรรมการเป่านกหวีดหยุดเกมไปแล้ว ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร

เตียโก้ยังลุกขึ้นมาเล่นได้หลังจากจังหวะนี้ (ลุกขึ้นมาก่อนคนถีบด้วย) แต่ที่สุดแล้ว เขาก็ต้องเข้ารับการสแกนหัวเข่าอยู่ดี

6. การบ้านที่คล็อปป์ยังไม่ได้แก้

ตั้งแต่เปิดฤดูกาลใหม่มา ลิเวอร์พูลเสียไปแล้วถึง 13 ประตู หนึ่งในจุดอ่อนของแผงเกมรับเกิดจากตัวแท็กติกของคล็อปป์

เหตุเพราะว่า ลิเวอร์พูลมักยืนเอียงมาด้านใดด้านหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามได้บอลริมเส้นฝั่งซ้าย ผู้เล่นลิเวอร์พูลทั้งทีม จะยืนเกาะกลุ่ม เอียงมาทางฝั่งซ้าย เช่นกัน

การยืนโถมมาฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ช่วยให้ลิเวอร์พูลมีความแน่นในแดนกลาง ป้องกันการสวนกลับจากตรงกลางสนาม แต่ปัญหาจะเกิด เมื่อต้องเจอกับผู้เล่นที่มีทักษะในการครองบอล และเปลี่ยนแกนบอลได้แม่นยำรวดเร็ว แบบ ฮาเมส โรดริเกวซ และ แจ็ค กรีลิช

พวกเขาจะเอาตัวรอดจากการเพรสซิ่งของลิเวอร์พูล แล้วสามารถครอสบอลข้ามไปยังที่ว่างอีกฝั่งได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมักเกิดกับฝั่งขวาของลิเวอร์พูล ที่เทรนต์มักปิดพื้นที่ไม่ค่อยทัน

ที่ลิเวอร์พูลเลือกเล่นแบบนี้ เพราะโดยปกติแล้ว พ่อหมีอลิสซอน มักออกมาตะครุบบอลจากริมเส้นได้ แล้วเล่นเกมสวนกลับทันที แต่ตัวอาเดรียนนั้น เอาแค่ไม่เสียประตูก็น่าชื่นชมแล้ว เป็นการบ้านที่ยังรอคอยการแก้ไขต่อไป

โดยสรุปแล้ว เกมนี้ลิเวอร์พูลเล่นได้ค่อนข้างดีมีอนาคต ทว่า มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน เมื่อเจอร์เก็น คล็อปป์กล่าวว่า “อาการของฟาน ไดก์ ไม่สู้ดีนัก”

ฟาน ไดก์เจ็บ เตียโก้เจ็บ ทำเอาน้องโจเข่าทรุด เฮ้อ

END