วิเคราะห์บอล : ส่องแทคติคของอันเชล็อตติก่อนเกมท๊อฟฟี่-หงส์แดง

รู้เขารู้เรา โคตรกลยุทธ์ของ คาร์โล อันเชล็อตติ สร้าง The Top Blue

ฤดูกาลแรก กุนซือสมองเพชร “น้าแจ้” คาร์โล อันเชล็อตติ รับเหล็กร้อนต่อจาก ดันแคน เฟอร์กูสัน แล้วพาสโมสรเอฟเวอร์ตันไต่จากอันดับ 16 สู่อันดับ 12 บนตารางพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าไม่มีใครหาญกล้าทำนายว่าพวกเขาจะทำได้แม้แต่ยืนอยู่ในท็อปไฟว์

แต่เมื่อฤดูกาล 2020-21 ผ่านไป 4 เกม เจ้าท็อฟฟี่กลับยืนหนึ่ง เก็บ 12 คะแนนเต็ม พร้อมสถิติ มีแผงเกมรับที่เหนียวที่สุด (xGA : 2.75) ทำประตูมากที่สุด (12) สร้างโอกาสทำประตูน้อยกว่าลิเวอร์พูลเท่านั้น (xG: 10.04) และปั้นดิน โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน ให้เป็นดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกคนใหม่ ทำไป 6 ประตู (xG: 4.41)

น้าแจ้ทำมันได้อย่างไร? บอสคล็อปป์ต้องตั้งกระดานท่ารับหมากเกมนี้? ไปดูกัน

คาร์โล อันเชล็อตติ เดอะค็อปรู้จักเขาดี แม้ไม่เคยได้คุมสโมสรลิเวอร์พูล แต่แผน 4-4-2 สุดยียวนมักป่วนลิเวอร์พูลทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะมิลาน, เชลซี, นาโปลี, หรือเอฟเวอร์ตัน แต่หลังจากได้ อับดุลลาย ดูกูเร, อัลลัน, และฮาเมส โรดิเกวซ มาร่วมทีม น้าก็ปรับทัพเป็น 4-3-3

แต่กุนซือสุดล้ำอย่างน้าแจ้ ไม่มีซะหรอกที่จะจัดทัพให้จับทางง่าย อย่างที่โลกรู้ว่า ฮาเมส โรดิเกวซ เป็นยอดเพลย์เมกเกอร์สปีด 0 (ไร้ความเร็ว) ผู้ซึ่งไม่สามารถหาตำแหน่งตัวจริงได้ในทั้งสโมรเรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิก นั่นอาจเป็นเพราะน้าแจ้แอบยึดคู่มือไว้กับตัวนั่นเอง

ตามไลน์อัพ ฮาเมส ยืนอยู่ในตำแหน่งเดียวกับโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ แต่วิธีการเล่นนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทบาทของซาลาห์คือปีกกึ่งกองหน้า รับบอลแล้วหาจังหวะวิ่งตัดเข้าไปจบสกอร์

แต่บทบาทของฮาเมสคือปีกกึ่งเพลย์เมกเกอร์ รับบอลแล้วหาจังหวะวิ่งตัดเข้าไปแอสซิสต์

สาเหตุที่ ฮาเมส ไม่ถูกวางให้ยืนในตำแหน่งเบอร์ 10 ในระบบ 4-1-4-1 (4-4-2 ไดมอนด์) ก็เป็นเพราะว่า เขาต้องการสร้างสมดุลในการเซ็ตเกมยังไงล่ะ

แม้จะใช้ระบบ 4-3-3 แต่จุดตั้งต้นในการสร้างเกมรุกก็ยังเป็น ฮาเมส ซึ่งคาร์โล่ก็ต้องการผู้เล่นที่จะ “สนับสนุน” การเพลย์เมกของฮาเมสให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้เล่นคนนั้นก็คือ อับดุลลาย ดูกูเร (20 ล้านปอนด์จากวัตฟอร์ด) และเชมุส โคลแมน กัปตันทีมเอฟเวอร์ตัน

เมื่อเอฟเวอร์ตันเริ่มเซ็ตบอลจากแดนหลัง โคลแมน, ดูกูเร, ฮาเมส จะต้องยืนกันเป็น 3 เหลี่ยม เพื่อที่ว่าบอลจะไปมีช่องทางในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ถ้าโคลแมนคือจุดเริ่มต้น ฮาเมสจะวิ่งลงต่ำไปรับบอล ดูกูเรจะวิ่งขึ้นหน้าหาช่อง แต่ในบางครั้งโคลแมนเติมเกมรุกแล้วลงมาไม่ทัน ดูกูเรจะวิ่งไปเป็นฟูลแบ็คแทน ฮาเมสก็จะหุบเข้าพื้นที่ half spaces เพื่อไปรับบอลจากดูกูเร สลับกันไปมาอย่างนี้ในเชปสามเหลี่ยม โดยใช้พื้นที่เต็มสนาม เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกตัดบอล

เมื่อบอลถูกลำเลียงขึ้นไปแดนสุดท้ายก่อนเข้ากรอบเขตโทษ ฮาเมสจะไม่พยายามลากบอลไปริมเส้น คนเล่นที่วิ่งโอเวอร์แลปไปคือโคลแมน แต่ฮาเมสจะต้องตัดสินใจว่าจะพาบอลเข้ากรอบเขตโทษยังไงให้เร็วที่สุด

ถึงจุดนี้ เกมรุกฝั่งซ้ายของเอฟเวอร์ตันจะเริ่มมีบทบาท ฮาเมสจะเริ่มวิ่งตัดเข้าใน ด้านขวามีโคลแมนเติมเกม ส่วนดูกูเรนั้น หากฮาเมสเริ่มขยับขึ้นสูง เขาจะวิ่งลงไปสนับสนุนเกมรับ

-ฮาเมสขยับเข้าข้างใน ฝั่งซ้ายมี ลูกัส ดีญ และ ริชาร์ลิซอน วิ่งหาช่อง ข้างหน้ามี คัลเวิร์ต-เลวิน

หน้าที่ของ ดีญ คือการ โอเวอร์แลป เขาเป็นคนที่ครอสบอลค่อนข้างแม่น หากไม่มีพื้นที่ เขาสามารถชิ่งบอลกับ อังเดร โกเมส หรือ ริชาร์ลิซอนได้

หน้าที่ของ ริชาร์ลิซอน ไม่ใช่การทำประตูโดยตรง คล้าย ๆ false-9 เขาช่วยวิ่งหาพื้นที่เพิ่มทางเลือกในการรับบอล และ วิ่งต่ำลงมาช่วยชิ่งบอลบ่อย ๆ นอกจากนี้ เขายังช่วยเพรสซิ่งเอาบอลคืนมาให้ฮาเมสอีกด้วย ทำให้เขามีสถิติเข้าปะทะเป็นรองเพียงแค่ อัลลัน

ส่วนเคล็ดลับที่คาร์โลใส่ให้ คัลเวิร์ต-เลวิน คือเทคนิคเรียกว่า “blindside” ซึ่งก็คือเทคนิคเดียวกับที่เคยใช้ปั้น ฟิลิปเป้ อินซากี้ นั่นเอง ศูนย์หน้าที่รับหน้าที่ Target man แบบนี้ ไม่ต้องมีส่วนร่วมกับเกม ไม่ต้องเข้าปะทะ ไม่ต้องพักบอล แต่เขาต้องมีความสามารถในการ “แอบ” อยู่ในจุดบอดสายตาของกองหลัง แล้ววิ่งเข้าหาบอลเพื่อทำประตูในจังหวะที่เหมาะเหม็ง

ซึ่ง คัลเวิร์ต-เลวิน ทำได้สมบูรณ์แบบ ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นแค่ศูนย์หน้าดาด ๆ ที่พยายามจะมีส่วนร่วมกับเกม แต่ด้วยเทคนิคนี้ อันเชล็อตติได้ดึงศักยภาพที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนออกมาจนยืนหนึ่งดาวซัลโว (ร่วมกับซอน เฮืองมิน)

เอาล่ะ มาถึงโจทย์สำคัญ คล็อปป์จะเอายังไงดี

ก่อนอื่นต้องกลับไปย้อนดูที่ “จุดสลบ” ที่ทำให้ลิเวอร์พูลเสียไปแล้วถึง 11 ประตู ในฤดูกาลหลังแชมป์ จุดเริ่มต้นมาจากการที่ คล็อปป์สั่งให้แผงแนวรับดันขึ้นสูง จนเรียกได้ว่า “สูงกว่านี้ไม่ได้แล้ว” เพราะอีกนิดเดียวก็จะเลยครึ่งเส้นสนาม (เลยจุดที่จะเช็คล้ำหน้า) การดันแผงเกมรับขึ้นสูงนั้น ทำให้ลิเวอร์พูลสามารถแก้ปัญหาเรื่องคู่แข่งรับลึกได้ ทำให้พวกเขาทำได้ถึง 11 ประตู และมี xG สูงที่สุดในลีก (10.24) จาก 4 เกม

พื้นที่เปิดกว้างสำหรับการโจมตี แถมยังไม่มีคนประกบตัวทะลุบอลอีกต่างหาก (ขาดเฮนโด้ไม่ได้ หัวใจขอสารภาพ)

แต่ในการเดิมพันนั้น มันจำเป็นต้องมีการปกป้องความเสี่ยง ซึ่งโดยปกติแล้ว จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะเป็นผู้รับบทบาทนั้น ให้เปรียบเทียบกับเอฟเวอร์ตันชุดปัจจุบัน (เอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูล) อัลลัน-ฟาบินโญ่ คือกองกลางเบอร์ 6 ที่ทำหน้าที่เข้าปะทะตัดเกม และต้องมีกองกลางอีกสองคน นั่นคือ โกเมส­-ไวนัลจ์ดุม และ ดูกูเร-เฮนเดอร์สัน เป็นมิดฟิลด์ลูกหาบ ซ้อนตำแหน่ง บีบทางบอล วิ่งหาช่องเชื่อมเกมรุก โชคร้ายที่ลิเวอร์พูลไม่มีเฮนเดอร์สันในเกมที่ผ่าน ๆ มา แล้วนาบี เกอิต้า ทำได้แค่ในส่วนของการเชื่อมเกมรุก ซึ่งเขาทำได้ดีนะ การเข้าปะทะเขาก็ทำได้โอเค (เป็นรองเพียงฟาบินโญ่) แต่การวิ่งปิดพื้นที่นั้นเข้าขั้น “ห่วยแตก” ซึ่งมันก็ฟ้องจากประตูได้เสียของทีมนั่นแหละ (0)

แม้ฟุตบอลจะเล่นเป็นทีมเป็นระบบ แต่ที่ต้องกล่าวโทษเกอิตา (ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นผู้เล่นคนโปรดของผู้เขียน) ก็เป็นเพราะว่า “มันคือความจริง” ความจริงที่ว่า การไม่เข้าใจในการปิดพื้นที่ของเขา มันทำให้ประสิทธิภาพในการเติมเกมรุกของเทรนต์ลดลงอย่างมาก และทำให้ โจ โกเมซต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการปิดพื้นที่ให้เทรนต์ ข้างหลังก็ไม่มีอลิสซอนออกมาช่วย และน้องโจนั้น เมื่อเสียความมั่นใจ เขาจะเกิดอาการเครื่องช็อต เหม่อลอย เคลื่อนที่ผิดจังหวะไปหมด แต่ในวันที่เขามั่นใจ จะไม่มีใครผ่านน้องไปได้เลย

ในวันที่แพ้แอสตัน วิลล่าเละเทะ คล็อปป์เลือกที่จะให้เป็นแบบนั้นตั้งแต่จบครึ่งแรกแล้วตามอยู่ 4-1 เขาต้องการให้ลูกทีมเอาประตูเพิ่ม โดยไม่สนใจว่าจะโดนเพิ่ม (แต่คงไม่คิดว่าจะโดนไปถึง 7 ประตู) บอสกล่าวว่า เขาไม่ต้องการให้ทีมแพ้ 3-2 แล้วไปเล่นทีมชาติด้วยความรู้สึกว่า “อีกนิดเดียวเอง” คือมันเป็นวันที่โดนยำจนเป็นความรู้สึกว่า “ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้” แล้วก็ไปปลดปล่อยความอัดอั้นในทีมชาต ในระหว่างนั้นคล็อปป์ก็เก็บทุกรายละเอียด แล้วกลับมา “รีเซ็ตเครื่อง” เริ่มต้นกันใหม่ในเกมกับเอฟเวอร์ตัน

คล็อปป์จะได้ผู้เล่นเกือบฟูลทีมกลับมา คาดว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เตียโก อัลกันตารา, โจเอล มาทิป, ฟาบินโญ่, จอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุม, ซาดิโอ มาเน่ พร้อมลงสนามทั้งหมด ทำให้คล็อปป์สามารถปรับไปใช้ 4-2-3-1 ได้ด้วย

แน่นอนว่า โจทย์คือการรับมือกับ ฮาเมส โรดิเกวซ ทางฝั่งซ้ายของลิเวอร์พูล ซึ่งจะมีแอนดี้ โรเบิร์ตสัน, ไวนัลจ์ดุม, มาเน่ ช่วยเพรสซิ่ง แต่เพรสแล้วต้องเอาให้สุด ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเปิดช่องว่างให้ฮาเมสหลุดไปทำเกม ยังไงเกมนี้ก็ต้องใช้มาเน่

การเล่นเกมรับ คล็อปป์จะต้องตัดสินใจระหว่าง โจ โกเมซ กับ โจเอล มาติป ถ้าถามแฟนบอล คำตอบคือมาติปอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าต้องใช้สมาธิและชั้นเชิงในการหยุดคัลเวิร์ต-เลวิน พอสมควร

ความจริงแล้ว เอฟเวอร์ตันมีฮาเมสของเขา ลิเวอร์พูลก็มีเตียโก้ของเรา ถ้าคล็อปป์เลือกวางเตียโก้ไว้ที่ม้านั่งสำรองจะค่อนข้างน่าแปลกใจ เพราะว่าลิเวอร์พูลต้องการผู้เล่นที่จะพาบอลหนีกลางรับของเอฟเวอร์ตัน ซึ่งทีมก็ยอมจ่ายค่าเหนื่อย 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เพื่อมิตินี้มิใช่หรือ

เฮนเดอร์สันก็เป็นตัวเลือกที่คล็อปป์จะไม่อยากตัดทิ้งแน่นอน ในการสร้างสมดุลรับ-รุกให้กับทีม ทีนี้กองกลางก็จะมีถึง 4 คน 3 คนแรก (ฟาบินโญ่-จินี่-เฮนโด้) เล่นกันจนรู้ใจ กับอีกหนึ่งคนคือเตียโก้ จะเลือกดร็อปใครเป็นคำถามที่น่าสนใจ

ในแผงเกมรุกนั้น เป็นที่น่าจับตามองว่า ฟิร์มิโน่ ควรได้พักหรือไม่ เพราะถึงแม้จะทำผลงานกับทีมชาติได้เปรี้ยงปร้าง แต่ตัวเขาเองก็ลงเล่นถี่ จนออกอาการล้าและบอด โดยเฉพาะกับบทบาท false-9 ที่ต้องลงมาเชื่อมเกมจนไม่มีแรงพอจะเตะบอลเข้าประตู ตำแหน่งตรงนี้อาจมีการปรับเปลี่ยน เตียโก้สามารถเล่นกลางรุกได้ โชต้าเองก็สลับขึ้นไปเล่นศูนย์หน้าได้เช่นเดียวกัน

แผนเช็คล้ำหน้าของลิเวอร์พูลถูกแอสตัน วิลล่าจู่โจมด้วยการการใช้กองหน้าตัวหลอก

การบ้านของคล็อปป์ คือการวางกลยุทธ์ให้ ฮาเมส โรดิเกวซ เล่นเกมของเขาไม่ได้ รวมไปถึงการแก้จุดอ่อนเรื่อง ไลน์ล้ำหน้าและช่องว่างในแผงเกมรับในวันที่ไม่มีอลิสซอน เบ็คเกอร์คุมโซน นี่คือจุดที่อันเชล็อตติจะสั่งให้ผู้เล่นจมูกไวของเขาจ้องตาเป็นมัน

เมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ครานี้ นั่งไม่ติดเก้าอี้แน่นอน

JB เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน