2 สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อลิเวอร์พูลไม่มี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อยู่ในสนาม

“กองหน้าเวิร์ลคลาส กองหลังเวิร์ลแก๊ส” เป็นสโลแกนที่ลิเวอร์พูลเลิกใช้ไปนานแล้ว เจเค ปิดจุดอ่อนของทีมด้วยการปฏิวัติเกมรับ โดยการดึง เวอร์กิล ฟานไดก์เข้ามาสู่ทีมจนลิเวอร์พูลกลายเป็นเจ้าพ่อแห่งการคัมแบ็ก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็จะกลับมาสู่เกมได้เสมอ นั่นเป็นเพราะว่า การไม่ละทิ้งเกมรับ

ทว่าในเกมกับ แอสตัล วิลลา เมื่อสามคืนก่อน ช่วงจังหวะที่ลิเวอร์พูลตามหลังคู่ต่อสู้อยู่ 4 ประตู ในห้องแต่งตัวคล็อปป์บอกลูกทีมในห้องแต่งตัวว่า “ให้กลับไปเอาชัยชนะมา” นาทีนั้นทุกคนมุ่งไปที่การขึงใส่เจ้าบ้านเพื่อเอาคืน คล็อปป์เปลี่ยนทาคูมิ มินะมิโนะลงไปแทน นาบี เกอิตา แล้วปรับระบบการเล่นเป็น 4-2-3-1  ลิเวอร์พูลขึงเกมใส่คู่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ด้วยเปอร์เซ็นการครองบอลที่เหนือชั้นกว่า

เจเค ทุ่มหมดหน้าตักกับเกมรุกเพื่อทวงสกอร์คืนมา แต่โชคร้ายที่วันนั้นคือวันที่ นายประตูของวิลล่า ฟอร์มดีที่สุด เขาเซฟการจบสกอร์ของลิเวอร์พูลไป 6 จาก 8 ลูกตรงกรอบ และลิเวอร์พูลใส่ทั้งหมดไปกับเกมรุกโดยลืมเกมรับไม่อย่างสิ้นเชิง ภาพด้านล่างนี้คือหลักฐานยืนยันชั้นดีว่า เกมรับของหงส์แดงหลุดฟอร์มเดิมไปมากแค่ไหน …

อย่างไรก็ดี การขาดเกมรับที่ดีไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ลิเวอร์พูลไม่สามารถ “คัมแบ็ค” แบบที่เคยเป็นมาแต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญก็ยังหายไปด้วย และนั่นคือ นักเตะกองกลางที่มีชื่อว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ทำไม เฮนเดอร์สัน จึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการคัมแบ็คของลิเวอร์พูลน่ะหรือ ?

1.งานสกปรก (Dirty work)

ไม่ใช่เพราะ เขาคือนักฟุตบอลที่โค้ชสั่งได้ตามใจนึก ไม่ใช่เพราะเขาคือนักเตะที่จ่ายบอลแบบคีย์พาสที่ดีที่สุดในทีม แต่หนึ่งสิ่งที่ เฮนเดอร์สัน ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าเป็นงานสูงสุดของตัวเองก็คือ “ทีมฟุตบอลต้องการนักเตะที่ทำตามคำสั่งของกุนซือ และทีมฟุตบอลก็ยังต้องการนักเตะที่ทำงาน Dirty Work ด้วยเหมือนกัน”

[Dirty work หมายถึงงานเล็กๆ น้อยๆ ในการแข่งขันฟุตบอลบางครั้งดูเหมือนไม่จำเป็นและเปลืองพลังงานเปล่าๆ แต่ก็มีผลกับเกมการแข่งขันหากทำมันมากพอ เช่น การวิ่งเพรสซิ่งใส่ผู้รักษาประตูทั้งๆ ที่รู้ว่า บอลดังกล่าวจะต้องถูกสาดออกไปในแดนหน้าอยู่ดี หรือ การตามเก็บจังหวะบอลที่จ่ายเสียไปแล้ว, Dirty work ส่วนใหญ่จึงเป็นงานที่นักเตะไม่ค่อยอยากทำกันเพราะบางครั้งก็เหนื่อยฟรี แต่ไม่ใช่สำหรับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน]

ที่ผ่านมา การคัมแบ็กทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเกมกับบาร์เซโลน่า, เอฟเวอร์ตัน หรือหลาย ๆ เกม ลิเวอร์พูลสามารถ “ขึง” เกมรุกไว้ได้ ก็เพราะว่าพวกเขามีคนคุมจังหวะอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่พร้อมจะช่วยเอาบอลกลับมา (เก็บกวาดงาน Dirty work) ให้บรรดาตัวรุกอยู่เสมอ แต่ในเกมกับแอสตัน วิลล่านั้น ไม่มีสักคน บางทีเจมส์ มิลเนอร์อาจจะทำได้ แต่คล็อปป์ส่งเขาลงมาตอนที่ตามอยู่ 6 ประตู และดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไปเสียแล้ว

“ผมเคยเห็นอะไรแบบนี้มาแล้ว ผมอายุมากพอที่จะรู้ว่าเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในชีวิต” เจเค พูดถึงประตูแฉลบทั้ง 3 ครั้ง “ผมเห็นทุกอย่างครับในค่ำคืนนี้ ผมรู้ว่า ถ้าคุณทำพลาดในจังหวะชี้ขาด ก็จะแพ้ในเกมฟุตบอล ซึ่งเราทำมันไปแล้ว ถ้าป้องกันจังหวะเกมรุกไม่ได้ (ไม่สามารถเก็บโมเมนตัมหลังทำประตูได้) คุณจะพบกับปัญหา นั่นคือปัญหาที่เราเจอในคืนนี้”

ใน 11 ตัวจริงลิเวอร์พูลขาดผู้เล่นตัวหลักถึง 3 คน อลิสซอน เบ็คเกอร์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, และซาดิโอ มาเน่ ตัวแทนที่คล็อปใช้งาน คนที่หนึ่งคือผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าไม่เก่ง คนที่สองคือนาบี เกอิตา ที่คุมพื้นที่เกมรับไม่เก่ง และดิโอโก โชตา ที่เพิ่งย้ายมาใหม่

ทำให้มิติที่หายไป คืออำนาจพ่อหมีในการควบคุมดินแดนหน้าประตูด้วยเท้าอันทรงพลัง สัญชาตญาณของมาเน่ที่พร้อมพุ่งเข้าใส่ทุกจังหวะเกมรุก-เกมรับ และสุดท้ายอำนาจกัปตันที่เชื่อมโยงเกมรับกับเกมรุก

2.เสียงระฆัง

ในวัฒนธรรมของ พุทธศาสนานิกายเซ็นจากเวียดนามที่นำโดยหลวงปู่ ติช นัท ฮัน นั้น คนไทย-เวียดนามและฝรั่งเศสจะรู้จักกันในชื่อ “หมู่บ้านพลัม”  ในหมู่บ้านพลัมนี้จะมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งนั้นคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เสียงระฆังดังขึ้น ผู้ที่ได้ยินเสียงระฆังจะต้อง หยุดทำทุกสิ่งและกลับมาอยู่กับลมหายใจ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า อาณาปานะสติ เสมอ

เสียงระฆังกับสติ จึงมีความหมายคล้ายกันมากในหมู่บ้านพลัม

แต่ เสียงระฆัง – เฮนเดอร์สัน และเกมกับแอสตัลวิลล่า เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

ย้อนกลับไปในการแข่งขันวันนั้นสักนิด …

ความผิดพลาดของลิเวอร์พูลในเกมนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ 4 นาทีแรก เมื่ออาเดรียนจ่ายบอลพลาดให้ แจ็ค กรีลิช

แต่ฟานไดก์และเกอิต้ากลับปล่อยให้ โอลลี่ วัทส์กิน และ รอส บาร์คลี่ย์ยืนกางมุ้งอยู่หน้าประตู

แม้ เอมิเลียโน่ มาติเนซ นายประตูของวิลล่าจะโชว์ฟอร์มได้ดีมากในฤดูกาลนี้จากการเสียไปเพียง 2 ประตูจาก 4 เกม แต่เขาเองก็จ่ายบอลพลาดในลักษณะเดียวกับอาเดรียน จ่ายบอลด้วยเท้าขวาแล้วโดนกองหน้าตัดบอลได้ ลิเวอร์พูลเสียประตู แต่แอสตันวิลล่าไม่เสียประตู เหตุผลเบื้องหลังที่วิลล่าไม่เสียประตูมิใช่อื่นใดเลยนอกเสียจาก  “ปฏิกิริยาในการตอบสนองที่ต่างกัน”

เพราะเมื่อตัดภาพไปในจังหวะที่มาติเนซจ่ายบอลไม่ตรงไทรอน มิงส์แล้วซาลาห์ตัดบอลกลับมาให้ฟิร์มิโน่ได้ เอซรี่ คอนซ่า เซ็นเตอร์แบ็คเบอร์ 4 รีบวิ่งเข้ามาปิดทางกองหน้าของลิเวอร์พูล เมื่อคอนซ่าชะลอบ๊อบบี้ไว้ได้ เพียงเวลา 3 วินาทีเท่านั้นผู้เล่น แอสตัลวิลลากลับวิ่งลงมาในกรอบเขตโทษถึง 6 คน

ความจริงก็คือ เราไม่สามารถบอกได้ว่าหากจอร์แดน เฮนเดอร์สันอยู่ในสนาม ลิเวอร์พูลจะเป็นผ็ชนะเกมนี้ได้หรือไม่ แต่ที่เราทุกคนรู้แน่ๆ กัปตันจะต้องตะโกนเรียกสติลูกทีมแน่นอนในจังหวะที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน

ทว่าโชคร้ายที่เกมนี้ไม่มีเฮนเดอร์สัน ไม่มีเสียงระฆังสำหรับลิเวอร์พูลในเกมนี้เลย 

ส่งท้าย

ข่าวดีอย่างเดียวของเกมนี้กับวิลล่าก็คือไม่มีผู้เล่นได้รับบาดเจ็บ และทุกคนก็ได้แต่หวังว่า ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ จะเป็นการ “ปลุกครั้งสุดท้าย” ให้ลิเวอร์พูลตื่นอย่างแท้จริง แล้วออกไปสร้างประวัติศาสตร์ เหมือนที่รุ่นคุณปู่เคยทำได้หลังจากแพ้ “แอสตัน วิลล่า” ไป 5-1 ในปี 1976 ที่ลิเวอร์พูลจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด และแชมป์ยุโรเปี้ยน คัพ

END

JB , นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน