3 ความเคลื่อนไหวหงส์แดงประจำวันพุธที่ 07 ตุลาคม 63

1.เบื้องหลังการขายบริวสเตอร์ออกจากสโมสร

ในบรรดานักเตะดาวรุ่งทั้งหมดที่ลิเวอร์พูลมีอยู่ในมือขณะนี้ ริอาน บริวสเตอร์ ดูเหมือนจะเป็นนักเตะที่มีแววพัฒนาไปไกลมากที่สุด ฤดูกาล 2019-20 ที่ เจเค ปล่อยยืมบริวสเตอร์ไปอยู่สวอนซีในแชมป์เปียนชิพนั้น บริวสเตอร์ มีโอกาสลงเล่นทั้งหมด 22 เกมในแชมป์เปียนชิพ แต่กลับทำประตูได้ทั้งหมด 11 ครั้ง เฉลี่ยทำประตูได้ทุกๆ เกมที่สองที่เขาลงสนาม

[และนั่นยังไม่นับรางวัลรองเท้าทองคำในศึกฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2017 อีกประการหนึ่ง]

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ไอ้หนูคนนี้มันมีสัญชาตญาณกองหน้าคอยล่าประตูอยู่ในตัวเอง

แต่ เจเค ก็ปล่อยนักเตะรายนี้ออกจากทีม…ไม่ใช่ด้วยสัญญายืมตัวแต่เป็นการขายให้กับ เซฟฟิลด์ยูไนเต็ด ด้วยราคาที่มากถึง 23.5 ล้านปอนด์

แม้จะพ้วงด้วยสัญญาซื้อกลับเอาไว้จนใครหลายคนคิดว่า การปล่อย ริอาน ออกจากทีมในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรจากการ “ปล่อยยืม” มิใช่ “ขายขาด”

แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า วันที่ลิเวอร์พูลปล่อย จอร์ดอน ไอบ์ ออกจากทีมสู่บอร์ทมัธนั้น เจเค ก็ใส่เงื่อนไขการซื้อกลับเอาไว้ในสัญญาเหมือนกัน ทว่าปัจจุบันไอบ์ได้ย้ายออกจากบอร์ทมัธสู่ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไอบ์ไม่ได้กลับมาสู่สโมสรแห่งลุ่มแม่น้ำเมอซีเหมือนอย่างที่ทุกคนเข้าใจว่า “การใส่เงื่อนไขซื้อกลับนั้นก็คล้ายกับปล่อยนักเตะออกไปหาประสบการณ์และรอวันกลับเข้าสู่สโมสรคล้ายกับการปล่อยยืม” … นั่นยังไม่นับอีกว่า เมื่อวันสุดท้ายของสัญญาซื้อกลับมาถึง ลิเวอร์พูลที่ไม่ใช่ทีมเงินถุงเงินถังเหมือนเชลซี แมนซิตี้ นั้น จะสามารถเอื้อมมือพร้อมเงินเพื่อดึงนักเตะกลับมาสู่ทีมได้

บางคนถึงกับวิเคราะห์ว่า “การปล่อยขายด้วยสัญญาซื้อกลับ” นั้นก็เหมือนเยื้อบางๆ ที่พร้อมจะขาดวิ่นลงทุกขณะ

ตกลง เจเค ปล่อย ริอานออกจากสโมสรไปทำไม ?

ในบทสัมภาษณ์บางส่วนของ คลอปป์ ได้พูดถึงการปล่อยบริวสเตอร์ออกจากสโมสรเอาไว้ว่า “ผมอยากให้เยาวชนทุกคนรู้เอาไว้ ผมไม่มีทางเก็บนักเตะเยาวชนไว้กับทีมเพื่อให้พวกเขาลงเล่นเป็นตัวจริงเพียงแค่ 2-3 เกมต่อฤดูกาลแน่ สำหรับ ริอาน ผมใส่ใจกับพัฒนาการของเขา และเราไม่ใช่พื้นที่ๆ จะทำให้เขามีพัฒนาการอย่างถูกต้องด้วยการลงเล่นอย่างต่อเนื่องได้ เราต้องยอมรับในเรื่องนั้น”

ความจริงก็คือ พัฒนาการของนักเตะที่เจเคพูดถึงคือเหตุผล “เพียงครึ่งเดียว” เท่านั้น อันที่จริงแล้ว ยังมีเหตุผลเบื้องหลังที่สำคัญกว่านั้นซุกซ่อนอยู่ และมันไม่อาจหนีพ้นคำสั้นๆ ที่เราทุกคนต่างรู้จักกันดีอย่างคำว่า “เงิน” ไปได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นน่ะหรือ ?

ย้อนกลับไปในในดีลเขย่าโลกของการซื้อ อาคันทาร่า เข้ามาสู่ทีมของลิเวอร์พูลด้วยราคา 20 ล้านปอนด์นั้น

ตัวเลข 20 ล้านปอนด์นี้เป็นมากกว่าเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น เพราะแฟนบอลทุกคนคงเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า การซื้อ อาคันทาร่า เข้ามาสู่ทีมนั้นเป็นความต้องการของ เจเค เองที่ฉีกกฏการซื้อนักเตะทุกรูปแบบของสโมสร ทั้งกฏที่บอร์ดซื้อขายไม่ชอบซื้อนักเตะอายุมากกว่า 27 ปี เข้าสู่ทีม และนโยบายการประหยัดเงินทุกช่องทางเพื่อจำศีลระบบการเงินของทีมในช่วงที่ไม่มีคนดูเข้าสู่สนาม

ดังนั้นเมื่อ อาคันทาร่า เข้าทีมมา แม้ลิเวอร์พูลจะไม่ได้จ่ายทั้งหมดภายในปีแรก แต่ถ้าหากพวกเขาสามารถขายนักเตะคนหนึ่งออกไปจากทีมเพื่อกลบบัญชีรายจ่าย โดยที่ระบบการเล่นไม่เสียหายแล้ว ฝ่ายบริหารย่อมต้องทำเป็นธรรมดา มิหนำซ้ำยังไม่ต้องนับด้วยว่าราคา 23.5 ล้านปอนด์ของ บริวสเตอร์นี้คือราคาที่ก้าวกระโดดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับวันที่ลิเวอร์พูลซื้อเขามาเข้าทีมเมื่อปี 2015 จากเชลซีด้วยราคาเพียง 250,000 ปอนด์เท่านั้น

ในแง่การเงินแล้ว การขายบริวสเตอร์ออกจากทีม นอกจากจะกลบบัญชีรายจ่ายของสโมสรที่ถูกใช้ไปเพื่อซื้อติอาร์โก้แล้ว ยังเป็นการทำกำไรจากวันที่ซื้อนักเตะเข้ามาสูงถึงเกือบ 100 ทบทวีอีกด้วย

[ก่อนจะจบบทความนี้ลง แอดอยากขอให้อย่ามองว่าสโมสรทำไปเพื่อเงินเลย ทีมฟุตบอลต้องการเงินในการหล่อเลี้ยง และอันที่จริงนโยบายการซื้อดาวรุ่งมาปั้นขายก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สโมสรระดับแนวหน้าทำกันอยู่ร่ำไปแล้ว]

[บทวิเคราะห์นี้เรียบเรียงมาจากบางส่วนของ Jame Pearce ที่เขียนเอาไว้ในคอลัมน์หนึ่งของเขาในเว็ปไซต์ Theatlethic]

2.รายละเอียดการปล่อยยืม กรูยิช สู่ปอร์โต้

[นี่คือรายละเอียดต่างๆ ที่แอดรวบรวมมาเรื่องการปล่อยตัวกรูยิชสู่ปอร์โต้ครับ]

หนึ่ง – การปล่อยยืมครั้งนี้ เป็นการปล่อยยืมที่ไม่ได้พ่วงด้วยสัญญาซื้อขาดเอาไว้

สอง – ก่อนหน้านี้ สโมสรได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า กรูยิช คือหนึ่งในนักเตะที่สโมสรจะไม่ปล่อยยืมให้กับสโมสรใดอีกแล้ว และพวกเขาจะ “ขายขาด” นักเตะแต่เพียงเท่านั้น ราคาของกรูยิชที่ลิเวอร์พูลตั้งไว้ในใจคือราวๆ 18 ล้านปอนด์ หลังจากที่พวกเขาซื้อกรูยิชเข้าทีมมาในราคา 5.1 ล้านปอนด์ แต่…

สาม – แต่…เหตุผลที่ดีลนี้เกิดขึ้นเป็นเพราะโควต้า Non-Hg ซึ่งส่งผลให้ กรูยิช ต้องลงไปเล่นฟุตบอลระดับ U-23 ของสโมสร และไม่สามารถมีชื่อในผู้เล่นตัวจริงได้ ดังนั้นเมื่อมีการติดต่อมาจากปอร์โต้ ลิเวอร์พูลจึงไม่รีรอเลยที่จะรับข้อเสนอไว้ การปล่อยให้นักเตะไปเก็บประสบการณ์กับทีมระดับสูงอย่างปอร์โต้ย่อมดีกว่าปล่อยให้นักเตะไปจมอยู่กับ u23 อยู่แล้ว

สี่ – การย้ายไปปอร์โต้ในครั้งนี้ มิใช่เพียงการย้ายไปเป็นนักเตะบนม้านั่งสำรองเฉยๆ แต่การย้ายออกของ Danilo Pereira จากปอร์โต้ สู่ PSG เมื่อสองวันก่อน ทำให้การไปสู่ตุรกีของกรูยิชจะเป็นการการันตีตัวจริงตลอดซีซั่นด้วย

ห้า – กรูยิชจะย้ายไปปอร์โต้หลังจากการแข่งขันทีมชาติระหว่าง เซอร์เบีย VS นอร์เวย์ ฮังการีและตุรกี จบลง

3.จินี่ ไวนาดุม พูดถึงความสนใจในตัวเขาจากบาเซโลน่า

ไวนาดุมกล่าวถึงการเซ็นสัญญาครั้งถัดไปของเขา (อาจจะเป็นการขยายสัญญากับลิเวอร์พูลหรือการเซ็นสัญญากับบาเซโลน่าก็ได้) เอาไว้ว่า “ผมไม่คิดว่า ความสนใจจากบาเซโลน่าคือความสนใจที่จริงจังเท่าไหร่

“ถ้าคุณอ่านข่าวอย่างจริงจังก็คงพอจะรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างกันแน่ สำหรับผม ผมไม่คิดถึงเรื่องนั้นเท่าไหร่นัก ผมจะอยู่กับลิเวอร์พูลนับจากนี้อีก 10 เดือน แต่ระหว่างนี้มันก็ยังเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ แน่ละเราไม่มีทางรู้ว่าบอลลูกกลมๆ จะกลิ้งไปทางไหนหรอก ดังนั้นให้อนาคตเฉลยก็แล้วกันนะครับ”

อย่างไรก็ดี เจอร์เก็น คลอปป์ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการขยายสัญญาของไวนาดุมในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลเอาไว้ว่า มันเป็นสัญญาณที่ดี “แต่ผมเองก็บอกเรื่องที่จะเกิดขึ้นในช่วงปีสั้นๆ นี้ไม่ได้เหมือนกัน”

END

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด รายงาน