ถอดรหัส 5 ความเหนือชั้นของเครื่องจักรสีแดงในเกมอัดปืนกระบอกแตก 3-1

ค่ำคืน Super Monday ลิเวอร์พูลลงเล่นในแอนฟิลด์เกมที่สองของฤดูกาลที่ไม่ปกติ ผลการแข่งขันของคู่อื่นทำให้เห็นว่า เกมในบ้านที่ไร้คนดูนั้นไม่ได้สร้างความได้เปรียบให้กับเจ้าบ้าน (มีเพียงเวสต์แฮมที่เปิดบ้านเอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตันไปได้) การลงเล่นกับอาร์เซนอลที่สามารถเอาชนะลิเวอร์พูลใน 2 เกมก่อนหน้านี้จึงสร้างความหวั่นใจให้แฟนบอลทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่กับเจอร์เก็น คล็อปป์ ที่แสดงสัญญาณบางอย่างว่า “ต้องการเอาคืน”

ด้วยเหตุที่ มิเกล อาร์เตต้านั้นได้เปิดกลยุทธ์ “ขุดบ่อล่อแชมป์” จัดแนวรับให้แน่น ล่อให้ผู้เล่นลิเวอร์พูลดันสูงขึ้นมาไล่บอล แล้วโจมตีทีเผลอใส่ช่องว่างระหว่างฟูลแบ็คกับเซ็นเตอร์แบ็ค แล้วดันได้ผลจนทีมต่าง ๆ พยายามจะทำตาม บอสคล็อปป์จึงหมายมั่นปั้นมือจะแก้ทางให้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป เขาทำมันได้อย่างไร ไปดูกันเป็นสเต็ป

1.เกมจิตวิทยาของคล็อปป์

“อาร์เตต้าได้แสดงให้เห็นโดยใช้เวลาไม่นาน ว่าเขาคือผู้จัดการทีมฟุตบอลที่โดดเด่น โครงสร้างของทีมที่เขาสร้างนั้นยอดเยี่ยม ความสมดุลระหว่างเกมรุกกับเกมรับนั้นมันดีมาก เขาได้เปลี่ยนแปลงบรรยากาศของทีมอาร์เซนอล”

“อาร์เซนอลเล่นเกมรับได้อย่างถูกต้อง ผู้เล่นทุกคนมีส่วนร่วมกับการเล่นเกมรับ พวกเขารับในระบบ 5-4-1 ด้วยผู้เล่นที่มีคุณภาพ สร้างความลำบากให้กับคู่ต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขามีความเร็วในการเล่นเกมสวนกลับ ผมสามารถอธิบายจุดแข็งของอาร์เซนอลได้หลายข้อเพราะว่ามันคือเรื่องจริง แต่ผมก็ยังคิดว่าเราก็มีโอกาสเหมือนกันในคืนวันจันทร์”

นี่คือการสัมภาษณ์โดยคนฟุตบอลอย่างแท้จริง ทั้งชื่นชมและให้เกียรติ แต่ในสารที่ส่งไปนั้น แฝงไว้ด้วย “คำท้าทาย”

ในทั้ง 2 ครั้งที่คล็อปป์ปราชัยต่ออาร์เตต้า ลิเวอร์พูลโดนโจมตีด้วยวิธีเดิม ครั้งแรกแพ้ในเกม ครั้งที่สองเสมอในเกม ทั้งสองเกม ลิเวอร์พูลแทบไม่สามารถเจาะแนวรับอาร์เซนอลได้ แต่คล็อปป์กับทีมโค้ชได้ไปศึกษาหาวิธีแก้มาแล้ว โจทย์คือ “จะทำยังไงให้อาร์เซนอลเล่นแบบเดิม” คำสัมภาษณ์ของคล็อปป์ก็ช่วยย้ำให้อาร์เตต้ามั่นใจว่า “มาถูกทาง”แล้ว และเมื่ออาร์เซนอลสามารถเริ่มต้นด้วยการโจมตีที่ความผิดพลาดส่วนบุคคลของลิเวอร์พูล มันก็ยิ่งช่วยทำให้อาร์เซนอลคงอยู่ในแผนเดิม โดยไม่รู้ตัวว่าโดนแก้ทางมาแล้ว

 

2. โชว์เกเก้นเพรสซิ่ง

กลับไปที่ไลน์อัพ อาร์เซนอลทำสิ่งที่เชลซีควรทำ ด้วยการเล่นหลัง 3 คน เมื่อรวมกับวิงแบ็ค กองกลางและปีกที่ลงมาช่วยเกมรับ ทำให้อาร์เซนอลมีแนวรับถึง 9 คน ทั้ง 3 ประตูที่เสียไปในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดที่จะแจ้ง เนื่องจากช่วยกันรับช่วยกันซ้อนทั้งทีม และในขณะเดียวกันก็มีความอันตรายในการเล่นเกมสวนกลับ

แต่ผู้เล่นลิเวอร์พูลในวันนี้ลงเล่นด้วยความกระหาย แนวรุกและแดนกลางไล่บอลสลับกับคุมโซนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เล่นอาร์เซนอลพยายามที่จะผ่านบอลกันในแนวรับเพื่อหนี “เกเก้น เพรสซิ่งของลิเวอร์พูล” แต่มันก็เหมือนกับการแว๊นยามาฮ่าฟีโน่ฝ่าด่านจราจร 4 ด่าน หลุดจาก “ด่านสามประสาน” จะเจอกับด่าน “กลางจอมคลั่ง” ซึ่งมีฟาบินโญ่เก็บกวาดอยู่ มีจอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุมที่น่ารำคาญ และ นาบี เกอิต้าที่สามารถลากบอลโจมตีที่ว่างได้ตลอด แม้ใครจะมองว่านาบี้เล่นไม่ค่อยดี แต่ความทะลุลวงของเขาก็เป็นจุดเริ่มต้นของประตูตีเสมออย่างรวดเร็ว ทำให้โมเมนตั้มของเกมไม่กลายเป็นของอาร์เซนอล

ในการหนีเพรสซิ่งของลิเวอร์พูล คุณอาจจะเหลือแนวรุกสัก 2 คนหลุดไปดวลกับแนวรับ แต่ทันใดนั้นก็จะเจอกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ดักอยู่แล้วหวดบอลทีเดียวกลับไปให้แนวรุกลิเวอร์พูล นั่นเท่ากับว่าเม็ดเหงื่อที่ซ่านกระเซ็นในการหนีเพรสซิ่งนั้นมันแทบไร้ค่า และมันบั่นทอนพละกำลังกายและใจสุด ๆ

 

3. แก้แอนตี้เพรสซิ่งด้วยแนวรับสุดคลั่ง

ใครก็รู้ว่า เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนล คือจุดที่จะโดนโจมตี และหากทำได้สำเร็จ ก็จะลดประสิทธิภาพเกมรุกของลิเวอร์พูลไปด้วย คิดว่าคล็อปป์ไม่รู้หรือ ในเกมนี้ เทรนต์จึงถูกสั่งไม่ให้เติมเกมจนสุด และให้คอยคุมโซนการวิ่งของโอบาเมยังไว้ ซึ่งเขาก็ทำดักบอลได้ดีในหลายครั้ง ถึงแม้ว่าจะเช็คไลน์ล้ำหน้าของลากาแซ็ตต์พลาด แต่เขาก็ทำหน้าที่ในส่วนของการเฝ้าระวังโอบาเมยังได้ดีมาก นี่คือสถิติของโอบาเมยังในเกมนี้

ผ่านบอลสำเร็จ 42%, ได้บอลในกรอบเขตโทษ 2 ครั้ง, ดวลชนะคู่แข่ง 0 ครั้ง, สร้างโอกาส 0 ครั้ง, ทำประตู 0 ครั้ง

นอกจาก “เก็บกองหน้าสามแสนปอนด์” เข้ากระเป๋าแล้ว (ด้วยความช่วยเหลือของฟาบินโญ่) เทรนต์ยังมีส่วนมากกับเกมรุกในวันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเติมขึ้นไปสูง เทรนต์สามารถเคลื่อนบอลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้ค่อนข้างแม่นยำ ประตูแรกก็เริ่มมาจากการที่เขาวอลเล่ย์บอลกลับไปให้เกอิต้า ประตูที่สองเขาเติมขึ้นมารับบอลจากโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ก่อนครอสบอลให้คู่หูแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

เทรนต์ทะลุบอลให้เกอิต้า

ประตูที่สองของลิเวอร์พูลเป็นแพทเทิร์นที่น่าสนใจมาก รูปแบบเดียวกับที่ลิเวอร์พูลเพิ่งใช้งานในเกมกับเชลซี

ในเกมกับเชลซีนั้น แนวรับทุกคนโฟกัสไปที่การต่อบอลกันของฟิร์มิโน่กับซาลาห์ จนลืมประกบมาเน่ อาร์เซนอลก็เช่นกัน

อย่างที่บอกว่า แนวรับที่นำโดย เฟอร์จิล ฟาน ไดก์ในวันนี้นั้นบ้าคลังสุด ๆ เริ่มต้นที่กัปตันวางบอลสุดเป๊ะข้ามฟากไปให้โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่

ในรูปจะเห็นว่า มีแนวรุกลิเวอร์พูลถึง 4 คน บ๊อบบี้ทำได้ดีมากในการฉีกไปด้านขวาและป่วนคีแรน เทียร์นี่

ต่อมาเป็นคิงโมโชว์ ดึงแนวรับอาร์เซนอลไว้สองคน จินี่เติมขึ้นมาตรงกลางดึงแนวรับไว้สามคน และมีคนประกบมาเน่ไว้อีกคน แนวรับ 7 คนโดนดึงไว้ด้วยแนวรุกของลิเวอร์พูล 4 คน ไม่มีใครสนใจเทรนต์  และไม่มีใครเห็นร็อบโบ้

จังหวะที่เทรนต์ได้บอล ร็อบโบ้ก็โผล่ขึ้นมาในจอ มีเพียงวิลเลี่ยนที่เห็นและพยายามวิ่งมาปิดทาง

แต่ลูกครอสของเทรนต์ที่หล่นใส่หน้าขาร็อบโบ้ ทำให้บอลมันเปลี่ยนทิศหนีวิลเลี่ยน และร็อบโบ้ก็ปฏิกิริยาเร็วพอที่จะขยับไปจิ้มบอลหนีมือเลโน่เข้าประตูไป

 

อลิสซอน เบ็คเกอร์เอง หลังจากเซฟจุดโทษของจอร์จินโญ่ได้ ก็ได้วิญญาณของผู้รักษาประตูมือหนึ่งโลกกลับมา ในเกมนี้เขาไม่ได้พุ่งเซฟเลย แต่แสดงให้เห็นถึงการอ่านเกมที่เด็ดขาด โดยในจังหวะที่ลากาแซตต์หลุดกับดักล้ำหน้าไปได้ ชวนให้นึกถึงจังหวะที่ มานูเอล นอยเออร์เซฟประตูหลุดเดี่ยวของเนย์มาร์ จูเนียร์ ในเกมรอบชิงชนะเลิศ UCL ระหว่างบาเยิร์น มิวนิกกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง

แน่นอนว่า ถ้ามองจากมุมกว้าง ใครก็บอกว่า ลากาแซตต์ควรทำได้ดีกว่านี้ เขาสามารถชิปบอล หรือ ซัดเข้าสามเหลี่ยมได้ แต่ในสถานการณ์ตรงนั้น อลิสซอน ออกมาโชว์หมีได้เร็วมาก เขาเห็นว่าลากาแซตต์พยายามจะล็อกบอลเข้าขวา จึงยืนปิดทางซ้ายมือของตัวเองไว้ และเมื่อลากาแซ็ตต์เสียจังหวะเพราะอลิสซอนไม่หลงเหลี่ยมไม่ล้มตัว เขาจึงต้องทำประตูทันที ด้วยหลักที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้บอลที่ออกจากเท้าไม่มีทั้งน้ำหนักและทิศทาง

 

4. ลูกพี่เวิร์จเอาจริง

ตั้งแต่เล่นให้ลิเวอร์พูล เกมกับอาร์เซนอลในวันนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เกม ที่เฟอร์จิล ฟาน ไดก์เอาจริง[จากความผิดพลาดที่ทำให้ทีมแพ้ในเกมก่อกับอาร์เซน่อล] ดังนั้นในเกมนี้ นักเตะอาร์เซนอลจึงหมดพลังที่จะเล่นเกมรุกตั้งแต่หมดชั่วโมงแรก เพราะความจริงก็คือในช่วงหลังจากที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ฟาน ไดก์เล่นบอลติดสบายไปมาก บางครั้งเขาก็เป็นคนสร้างความผิดพลาดจนเสียประตูด้วยตัวเอง การสั่งการเกมรับที่ไม่เข้มข้นเหมือนเคยก็ส่งผลกับเกมรับที่ยวบยาบมาตั้งแต่ช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้ว

แต่ฟาน ไดก์ในเกมกับอาร์เซน่อลคืออีกคนหนึ่ง ภายใต้ปลอกแขนกัปตัน เขากลับมาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจัดระเบียบเกมรับ ส่งผลให้ โจ โกเมซ โชว์ฟอร์มดีอีกครั้ง แค่การจ่ายบอลของ ฟาน ไดก์ ก็รับมือได้ยากแล้ว คู่แข่งยังต้องรับมือกับโจ โกดินอีก

[นี่คือสถิติการผ่านบอลที่แสนบ้าคลั่งของฟานไดก์ โปรดสังเกตุเส้นสีน้ำเงินบางเส้นเป็นการไดเร็กบอลจากหน้าแดนของตัวเองขึ้นสู่แดนขวาของคู่ต่อสู้ นั่นคือเมื่อผู้เล่นอาร์เซน่อลเพรสซิ่งฟานไดก์เขาก็เปิดบอลขึ้นหน้าให้กับโมซาลาห์ ทำให้นักเตะของอาร์เซน่อลออกอาการล้าไปเอง]

การมีฟาบินโญ่ ผนึกกำลังกับ ฟาน ไดก์ ทำให้โจ โกเมซมีสถิติผ่านบอลสำเร็จ 91% (114 จาก 125 ครั้ง) เอาชนะภาคพื้นดิน 100% (3/3 ครั้ง) เลี้ยงบอลผ่าน 100% (2/2 ครั้ง) เมื่อโกเมซฟอร์มเทพ ก็ยากที่จะหยุดยั้งเซ็ตบอลจากแนวหลังของลิเวอร์พูล เพราะโกเมซสามารถทำได้ทั้งการผ่านบอลทะลุแนวรับ และการลากบอลหนีการเพรซซิ่ง

และที่สำคัญ เมื่อองค์ประกอบในแนวรับลงตัว ฟาน ไดก์ก็สามารถจะลองทำประตู ถึงแม้ว่าการส่องไกลของเขาจะไม่เข้าตาข่าย แต่ก็กลายเป็นอาวุธอีกหนึ่งชิ้นที่ทำให้คู่ต่อสู้มึนงงกับสารพัดปืน ขวาน ค้อน มีด อีโต้ที่ถาโถมเข้าใส่

 

5. การแก้เกมที่เหนือชั้น

เมื่อแดนกลางไม่เป็นชิ้นเป็นอัน โอบาเมยังก็พึ่งพาไม่ได้ มิเกล อาร์เตต้าจึงส่งดานี่ เซบายอสลงมาเติมความสร้างสรรค์ เขาเกือบทำสำเร็จด้วยการจ่ายบอลทะลุกับดักล้ำหน้าไปให้ลากาแซ็ตต์ แต่เมื่อไม่เป็นผลสำเร็จจนออกอาการท้อ นิโกลาส เปเป้ กับ เอ็นเคเทีย ก็ถูกทยอยส่งลงสนามมาเพิ่มความสดให้อาร์เซนอล ในขณะที่ลิเวอร์พูลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ดูเหมือนว่าอาร์เตต้าจะทำพลาดที่ถอด ลากาแซตต์ออก อาร์เซนอลไม่มีตัวพักบอลและวิ่งทะลุไลน์แนวรับอีกต่อไป ทำให้ลิเวอร์พูลเริ่มเล่นสบาย และเจอร์เก็น คล็อปป์ก็ “ปิดเกม” ด้วยการส่งเจมส์ มิลเนอร์ ลงมาพร้อมกับดิโอโก โชต้า

มิลเนอร์ “ทำลาย” การแก้เกมของอาร์เตต้าอย่างสิ้นเชิง โอบาเมยัง, เอ็นเคเทีย, เปเป้, เซบาญอส หายไปจากการถ่ายทอดสด ผู้เล่นอาร์เซนอลที่เหลือก็หมดแรงไปแล้ว

และอีกครั้ง เหมือนกับเกมกับเชลซี คล็อปป์เลือกส่งนักเตะใหม่ลงมาใน “Perfect Timing” ปืนใหญ่ที่ไม่มีลากาแซ็ตต์เหมือนเล่นกัน 10 คน บวกกับความฉลาดในการเคลื่อนที่ของโชต้าที่ทำให้เขาได้บอลค่อนข้างเยอะ ลงสนามมานาทีที่ 79 แต่มีโอกาสทำประตูแรกถึง 4 ครั้ง และความสามารถในการยืนอยู่ถูกที่ถูกทางของเขาก็ทำให้เขาเบิกประตูแรกภายใต้สีเสื้อของลิเวอร์พูลภายในเวลา 10 นาที

ตัวอย่างทักษะการวิ่งของโชต้า – วิ่งดึงกองหลังเข้าตรงกลางทำให้จินี่ว่าง คู่แข่งตามไปประกบ แล้วโชต้าก็วิ่งตัดหลังไปรอรับบอล

ดิโอโก โชต้า กลายเป็นนักฟุตบอลลิเวอร์พูลที่ทำประตูได้ตั้งแต่เกมแรกในศึกพรีเมียร์ลีก ต่อจาก ลุยซ์ ซัวเรส, วิคเตอร์ โมเสส, ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (เช่นเดียวกับ มาเน่ ทำได้ในเกมที่เจอร์กับอาร์เซนอล)

ส่วนจังหวะก้ำกึ่งแฮนบอลด์ของโชต้า

เริ่มที่พักบอลด้วยหน้าขา

บอลเด้งจากหน้าขาขึ้นมาโดยไม่ได้สัมผัสลำตัวและแขนส่วนล่าง (ถ้าโดนแขนส่วนล่างบอลจะเด้งไปข้างหน้าในจุดนี้)

บอลโดนตัวอีกที ถ้าไม่ใช่หน้าอก ก็เป็นแขนส่วนบน ซึ่งตามกฎใหม่ของพรีเมียร์ลีกนั้น ไม่ถือเป็นแฮนด์บอล

มีผู้เล่นอาร์เซนอลจ้องอยู่ 5 คน แต่ไม่มีใครฟ้องแฮนด์บอล

โดยรวมแล้ว เป็นเกมที่ผู้เล่นลิเวอร์พูลมีส่วนร่วมต่อชัยชนะทุกคนอย่างแม้จริง (ยกเว้นมินะมิโนะที่ได้ลงสนามก่อนหมดเวลา) นั่นทำให้แท็กติกเด็ดปีกพญาหงส์แดงของมาร์เซโล่ บิเอลซ่า และ มิเกล อาร์เตต้า โดนทำลาย บรรดาคู่แข่งคงต้องกลับไปทำการบ้านกันมาใหม่…นะจ๊ะ

“กล้ากระตุกให้คล็อปป์เดือด ปีกหงแดงส์ก็จะลุกเป็นไฟแบบนี้แหละ ช่วยไม่ได้จริง ๆ”

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

JB รายงาน