วิชาดวงตาอ่านอนาคตของ ติอาร์โก้ ส่งผลต่อการขึ้นเกมรุกของหงส์แดงอย่างไร ?

คนเขาพูดกันไปทั่วว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ลิเวอร์พูลจะทำประตูออกนำเชลซีใน 5 นาทีหลังจากครึ่งหลังเริ่มต้นขึ้นเพราะผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามโดนใบแดงจนทีมเหลือสิบคน ทำให้มีกำลังพลในการต่อกรน้อยกว่า แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้นที่ทีมที่มีเยอะกว่าจะทำประตูใส่ทีมที่มีน้อยกว่าเพียงแค่หนึ่งคนได้

เพราะเมื่อเหลือนักเตะอยู่เพียงแค่ 10 คน สิ่งเดียวแลมพาร์ดต้องเน้นหนักก็คือเกมรับ เขาต้องทำผู้เล่นทั้งหมดที่เหลืออยู่ลงมาอยู่ในแนวป้องกันทั้งหมดจนกลายเป็นรสบัสสีน้ำเงินในครึ่งเวลาหลัง รอผลเสมอไปจนหมดเวลา หรือไม่ก็หาโอกาส “พานทองฝังเพชร” ในการทำประตูสักครั้ง [แบบที่เกิดขึ้นตอนที่พวกเขาได้จุดโทษ]

ดังนั้น 45 นาทีหลังของลิเวอร์พูลมันควรเป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับหงส์แดงในการขึ้นเกมรุกมากกว่าครึ่งแรก แต่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมลิเวอร์พูลจึงออกนำทีมที่สับระบบมาเป็นเกมรับเต็มตัวได้ตั้งแต่นาทีที่ 5 ของ 45 นาทีหลัง พวกเขาทำได้ยังไง?

คำตอบคือ ติอาโก อัลกันตารา ซึ่งถูกเปลี่ยนตัวลงสู่สนามในนาทีที่ 45

เขาทำให้ทีมเยือนสามารถขึงตาข่ายดักบอลใส่เจ้าบ้านได้ต่อเนื่อง หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในนาทีที่ 49 ของเกม ในขณะที่ลิเวอร์พูลทำเกมขึ้นจากทางฝั่งซ้าย แนวรับ 5 คนของเชลซีประจำอยู่ในกรอบเขตโทษและการวิ่งคุมพื้นที่ของ เอ็นโกโล กองเต้ ทำให้ ซาดิโอ มาเน่ ไม่มีพื้นที่จะทะลุเข้าไปจบสกอร์ มาเน่จึงต้องผ่านบอลสร้างจังหวะกับติอาโก้ ด้วยน้ำหนักบอลที่ค่อนข้างดีทำให้กองเต้ยังไม่สามารถแย่งบอลได้ และมาเน่ก็หวังว่าในจังหวะสุดท้าย เขาจะได้บอลจากติอาโก้เพื่อเอาไปสร้างโอกาสต่อ

แต่ติอาโก้สังเกตเห็นว่า กองเต้บีบพื้นที่และกำลังจ้องที่จะตัดบอล ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว หักบอลไปให้ นาบี เกอิต้าแทน พร้อมกับยกมือขอโทษมาเน่

หากเป็นผู้เล่นทั่วไป อาจคืนบอลให้มาเน่แล้วโดนตัดบอล โดนเล่นเกมสวนกลับ หรือครอสบอลไปปีกขวา ซึ่งจะทำให้แบ็กซ้ายของเชลซีมีเวลาในการเข้าประกบ หรือ ลากไปส่องไกลด้วยตัวเอง แต่ติอาโก้เลือกที่จะลำเลียงบอลไปอีกฝั่งที่มีตัวทำเกมรุกอยู่ถึงสามคน (เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนล, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์,และ โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ ) การใช้บอลสั้นทำให้ผู้เล่นเชลซีไม่มีโอกาสที่จะแย่งบอล

บอลถูกเคลื่อนไปด้านขวาพร้อมกับสายตาของทุกคน เอ็นโกโล่ กองเต้เลิกปิดพื้นที่มาเน่ แล้ววิ่งกลับไปคุมโซน

เทรนต์-ซาลาห์-บ๊อบบี้ เริ่มสร้างสามเหลี่ยมสายฟ้า บ๊อบบี้ยืนระหว่างไลน์แนวรับของเชลซี ซาลาห์ฉีกออกไปทางขวาโดยไม่มีใครประกบ และเทรนต์ยืนรักษาระยะประมาณ 3-5 เมตรจากผู้เล่นเชลซี

เมสันเม้าท์ และ มัตเตโอ โควาซิซขยับไปปิดทางจ่ายของเทรนต์ มากอส อลองโซ่จับตาดูซาลาห์ ในขณะที่ทุกคนกำลังโฟกัสไปที่เทรนต์ มาเน่ก็ค่อย ๆ ย่องไปด้านหลังของ เจมส์ รีซ

ดูเหมือนว่ามาเน่จะถูกลืมไปชั่วขณะ(ด้วยการใช้จุดอับสายตาของผู้เล่นเชลซี) สามเหลี่ยมสายฟ้าของลิเวอร์พูลทำงาน เทรนต์ผ่านบอลทะลุไปให้บ๊อบบี้ ซาลาห์วิ่งตัดเข้ามาด้านใน บ๊อบบี้ดึงบอลรอจ่ายบอลให้ซาลาห์แล้วออกตัววิ่ง ซาลาห์ชิ่งบอลตัดหลังอลองโซ่ทันที มันเป็นโชว์ที่สวยงามและรวดเร็ว เป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวตนของมาเน่หายไป

และพอ…รู้ตัวอีกที บอลก็ลอยกลับมาหาซาดิโอ มาเน่ในจุดนัดพบ

และไม่มีใครหยุดการสปรินท์ตัวของมาเน่ในการพุ่งไปเทคตัวโหม่งได้

ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา[การเกิดขึ้นของการฉกบอลจากการออกบอลของเกป้า] ตัวตนของมาเน่ก็ “หายไป”อีกครั้ง จากสายตาของผู้รักษาประตูอย่างน่าประหลาดใจ น่าจะเป็นเพราะเกป้า “เสียสมาธิ” กับการชี้มือของบ๊อบบี้ให้จ่ายบอลเข้าตรงกลาง เกป้าโดนบ๊อบบี้สะกดจิต ก่อนที่มาเน่จะพุ่งเข้าไปตัดบอลแล้วซัดเข้าประตูไป

ความจริงแล้ว เกมนี้เชลซีเน้นเป็นพิเศษกับการปิดพื้นที่สามประสาน ในครึ่งแรกใช้กองหลังสี่คนกับกองกลางอีกสามคน รวมเป็น 7 คน ทำให้ลิเวอร์พูลทำเกมไม่ถนัด แต่พริบตาเดียวในช่วงก่อนหมดเวลาครึ่งแรก พวกเขาก็โดนบอลยาวของจอร์แดน เฮนเดอร์สันเจาะเกราะ

โดยปกติ ลิเวอร์พูลจะเล่นเกมรุกพร้อมกันอยู่ 4-5 คน ประกอบไปด้วยสามประสาน ฟูลแบ็ค และกองกลางอีกหนึ่งคน โดยที่กองกลางในตำแหน่งเบอร์ 6 จะคอยระวังการสวนกลับ มีฟาน ไดก์ดันค่อนข้างสูงมาดักบอล และโจ โกเมซยืนต่ำสุดคอยแก้สถานการณ์

แต่การมีติอาโก้ในสนาม (บวกกับการที่ผู้เล่นเชลซีหายไป 1 คน) ทำให้ลิเวอร์พูลกล้าที่จะมีผู้เล่นในแดนรุกถึง 6 คน ฟิร์มิโน่สามารถวิ่งขึ้นไปประสานงานกับซาลาห์ได้ ไวนัลจ์ดุมเองก็เติมเกมสูงได้มากกว่าเดิม (ปกติแล้วจะเป็นไวนัลจ์ดุมที่มารอรับบอลจากมาเน่) สามารถพิเศษของติอาโก้ จินตนาการแล้วก็คล้ายกับการขึงใยแมงมุม เมื่อจังหวะยังไม่ดีพอที่จะตะครุบคู่ต่อสู้ บอลจะถูกคืนไปที่ติอาโก้ ให้เขาทำหน้าที่จ่ายบอลไปพื้นที่ที่ได้เปรียบ และมันเป็นเรื่องไม่ง่ายที่คู่ต่อสู้จะหลุดออกจากใยที่ถูกขึงไว้ทั่วสนามแล้ว

เขาเรียกบทบาทของ ติอาโก อัลกันตาราว่า Midfield Maestro แปลเป็นไทยแล้วจะร้องอ๋อทันที นั่นคือ“วาทยากร” ผู้ควบคุมวงซิมโฟนี ออร์เคสตร้า ผู้เล่นประเภทนี้จะไม่ได้มีสถิติแอสซิสต์ที่สวยหรู เพราะสิ่งที่เขาทำคือการกำหนดจังหวะและเวลาของการเคลื่อนที่ลูกฟุตบอลให้ไหลลื่นไม่ติดขัด [เดิมทีลิเวอร์พูลมี Playmaker อย่าง คูตินโย่ คอยสร้างสรรค์เกมในแนวรุก แต่…] เพลย์เมคเกอร์กับ  Midfield Maestro มีบทบาทแตกต่างกัน

เพลย์เมคเกอร์จะสร้างความหวือหวาให้กับเกมด้วยการแอสซิสต์งามๆ หรือ อาศัยทักษะฟุตบอลฉีกแนวรับฝ่ายตรงข้าม ทว่าหน้าที่ของ Midfield Maestro จะกำหนดทิศทางของฟุตบอลว่ามันควรจะโถมหนักไปทางไหน เพื่อดูว่านักเตะที่ได้รับบอลจากเขาไปอยู่ในพื้นที่ๆ ขึ้นเกมต่อได้ หรือสามารถสร้างจังหวะที่ได้เปรียบเพื่อขึ้นเกมสู่การแอสซิสต์ต่อได้หรือไม่

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่นั่งเทียนเขียนขึ้นเอง แต่…

“คุณต้องเข้าใจว่าคนที่รับบอลต่อจากคุณถนัดเท้าไหน ขวาหรือซ้าย คุณต้องรู้แม้กระทั่งว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขา มันไม่ใช่แค่การจ่ายบอลแบบขอไปที แต่มันหมายถึงการจ่ายบอลที่เหมาะสมกับทีมของเรา กับเกมของเรา”ติอาร์โก้ กล่าวเอาไว้แบบนั้น

ฟุตบอลของ เจอร์เก็น คลอปป์ ถูกนิยามเอาไว้ว่าเป็น “ฟุตบอลเฮวี่เมทัล” ตอนนี้ เขาได้ “วาทยากร” มาคุมวงดนตรีของเขาแล้ว

ผลกระทบการจากการมีติอาโก้ที่เราเห็นไปแล้วคือ มาเน่มีอิสระในการหาพื้นช่องว่างเพื่อจบสกอร์มากขึ้น จากเดิมที่ต้องคอยวิ่งลงต่ำไปช่วยลำเลียงบอลขึ้นหน้า ติอาโก้ก็จะเข้ามาสลับทำหน้าที่ตรงนี้ได้ และไม่ใช่แค่นั้น สถิติฟ้องว่า จินี่ ไวนัลจ์ดุมก็ได้ประโยชน์ไปด้วย

ไวนัลจ์ดุมกลายเป็นผู้เล่นที่มีโอกาสจบสกอร์มากที่สุดในสนาม แม้ว่าจะไม่เข้ากรอบเลย แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี มีโอกาสที่ลิเวอร์พูลจะได้ไวนัลจ์ดุมร่างทีมชาติเนเธอร์แลนด์มาใช้งาน ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก

วาทยากรติอาโก้ เปิดโอกาสไวนัลจ์ดุมกลายเป็น “แกน” ในการเชื่อมเกมรุกฝั่งซ้าย ทั้งหมดนี้ แค่ “Introduction” เท่านั้น ความเป็นไปได้ที่ ติอาโก้ อัลกันตารา จะสร้างสรรค์ให้พญาหงส์แดง ยังมีอีกมากมาย เตรียมความมันส์เอาไว้เลย

END

JB เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน