13 บทสรุปหงส์แดงสยบเชลซีคาถ้ำชนะ 2 ประตูต่อ 0

หนึ่ง – หลังจากได้นักเตะตัวใหม่มาสองคน ลิเวอร์พูลที่เคยแห้งแล้งเพราะไม่ซื้อใครเข้าทีมเลยในตลาดทั้งสองครั้งก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์เบิร์ดในเกมเอาชนะเชลซีคาสแตมป์ฟอร์ดบริดจ์นี้ถูกนิยามเอาไว้ด้วยคำสั้นๆ ว่า “ความสดใหม่” [แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีความสดใหม่ในราคากว่าร้อยล้านปอนด์ก็ตามนะ อิอิ]

สอง – เกมเริ่มต้นขึ้นที่อังกฤษเวลาราวๆ 4 โมงเย็น ลิเวอร์พูลกับเชลซีผลัดกันรุกสลับรับ แต่ไม่มีใครทำอะไรได้เลยตลอด 45 นาทีแรก กระทั่ง ซาดิโอ มาเน่ ถูกทำฟาวส์จากคริสเตียนเซนในนาทีที่ 45+1 จนผู้ตัดสินเป่าหยุดเกมได้ชูใบเหลือง [แม้จะเสียดายที่มันไม่ใช่การฟาวส์ในกรอบเขตโทษ เพราะหงส์แดงกำลังลุ้นท้าชิงแชมป์นี้จากแมนยูไนเต็ดอย่างเต็มตัวอยู่ก็ตาม แต่…] แต่ไมเคิล โอลิเวอร์ในห้อง VAR ก็ยุติธรรมพอจะส่งสัญญาณในสนามให้พิจารณาเรื่องราวทั้งหมดผ่านเทปบันทึกอีกครั้ง และใบแดงก็เกิดขึ้นในเวลานั้น เชลซีเหลือสิบคนครึ่งแรกจบลง และครึ่งหลังที่เย็นยะเยือกของเชลซีก็เริ่มต้นขึ้น

สาม – เชลซีเหลือสิบคนในขณะที่เกมยังเสมอ 0 ประตูต่อ 0

แฟรง แลมพาร์ด รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่สามารถเปิดเกมรุกใส่ลิเวอร์พูลที่มีกำลังพลเหนือกว่าได้ ดังนั้นสิงโตน้ำเงินจึงปิดสนามลงเล่นเกมรับอย่างสมบูรณ์แบบ แลมพาร์ดกลายเป็นคนที่มีเหตุผลมากที่สุดในเกมนี้ ในขณะที่เจอร์เก็น คลอปป์ กลายเป็นคนบ้า[คลั่ง] เพราะเขาส่งนักเตะใหม่อย่าง อัลคันทาร่า ลงสนามตั้งแต่นาทีที่ 46 ของเกมทั้งๆ ที่ตัวนักเตะเพิ่งย้ายเข้ามาสู่ทีมและยังไม่ได้เริ่มซ้อมกับเพื่อนเลยสักครั้ง!!

คลอปป์เทหมดหน้าตักกับนักเตะใหม่ราคา 20 ล้าน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีนักเตะที่เสริมทัพเข้ามาราคามากกว่า 100 ล้านปอนด์

แต่เจอร์เก็นเป็นผู้ชนะในดีลนี้ นักเตะเวิร์ลคลาสจะอยู่ที่ไหนก็ยังเป็นเวิร์ลคลาส ความโดดเด่นของอัลคัลทาร่ามิใช่การเปิดบอลแม่นๆ ให้กองหน้าทำประตูแบบเดียวกับอาโนลหรือโรเบิร์ตสัน แต่ความโดดเด่นของเขาคือการทำให้คนรอบตัววางใจที่จะส่งบอลให้กับเขาแม้จะไม่มีประสบการณ์ลงซ้อมร่วมกันเลยต่างหาก คิดดูนะครับ ติอาร์โก้ ลงสนามในนาทีที่ 46 ของเกม แปลว่าเขามีเวลาเล่นน้อยกว่าเพื่อนครึ่งหนึ่ง แต่สถิติกลายจ่ายบอลของเขาอยู่ที่ 83 ครั้ง ซึ่งเป็นอันดับ 4 ของเกม ในขณะที่นักเตะที่จ่ายบอลสูงสุดในเกมนี้คือโรเบิร์ตสันที่จ่ายบอลไป 89 ครั้ง

แม้จะลงเล่นเพียงครึ่งเกม แต่ติอาร์โก้จ่ายบอลน้อยกว่าอันดับหนึ่งเพียงแต่ 6 ครั้งเท่านั้น

การจ่ายบอลได้มากขนาดนี้ ไม่ได้หมายความเป็นอื่นใดเลยนอกเสียจาก เพื่อนร่วมทีมไว้ใจเขามากพอจนถ่ายบอลไปหาเขา เพื่อให้เขาผ่านบอลไปหาคนอื่นได้!

สี่ – นอกจากนั้นแล้วยังทราบหรือไม่ว่า หากไม่นับฟานไดก์กับฟาบินโย่แล้ว อาคันทาร่า ยังเป็นนักเตะที่จ่ายบอลแม่นเป็นอันดับ 2 ของเกมอีกด้วย [เหตุผลที่ไม่นับฟาบินโย่กับฟานไดก์ในสถิตินี้เป็นเพราะตำแหน่งการยืนของทั้งสองคนจะถูกเพรสซิ่งน้อยที่สุด และในฐานะกองหลังจะถูกบังคับให้จ่ายอย่างปลอดภัยมากที่สุด] ในขณะที่อาคันทาร่าเป็นกองกลางเพียงคนเดียวที่มีความแม่นยำในการส่งบอลสูงถึง 75 ครั้ง [ส่วนนักเตะอีกคนที่ทำได้มากกว่าเขาคือโรเบิร์ตสันที่ 78 ครั้ง]

ห้า – ลิเวอร์พูลค้นพบเสาหลักในแดนกลางที่แท้จริงแล้ว

หก – แต่สถิติทั้งสองตัวที่กล่าวไปข้างต้นยังไม่ใช่ความยอดเยี่ยมสูงสุดของ ติอาร์โก้ อัลคันทาร่า หรอกครับ ความยอดเยี่ยมสูงสุดของกองกลางเวิร์ลคลาสรายนี้ คือความเข้าใจในเกมอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความเข้าใจในปรัชญาสูงสุดของลิเวอร์พูลที่ต้องสร้างความตื่นเต้นและความดันให้กับแฟนบอลอยู่เสมอ และนั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไม…เขาจึงทำฟาวส์ใส่แวร์เนอร์จนลิเวอร์พูลเสียจุดโทษในนาทีที่ 75

ติอาร์โก้ ทนไม่ได้ที่จะให้แฟนลิเวอร์พูลชื่นมื่นกับชัยชนะที่ได้มาอย่างง่ายดายเกินไป!

เจ็ด – แต่จุดโทษนั่นก็ไม่ผ่านมือโคตรผู้รักษาประตูผู้มีค่าตัวสถิติโลกเป็นอันดับ 2 อย่างอลีสซง เบคเกอร์ไปได้ ในขณะที่ผู้รักษาประตูค่าตัวสถิติโลกที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้น สร้างความผิดพลาดจนเสียประตูในนาทีที่ 53 แทน [ฮา]

แปด – แต่พระเอกเกมนี้ยังไงก็หนีไม่พ้น ซาดิโอ คูกิมิยะ แห่งสโมสรลิเวอร์พูล ผู้ซึ่งทำสองประตูติดกันภายใน 5 นาที แถมหนึ่งในประตูนั้นยังเป็นการอ่านเกมฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของผุ้รักษาประตูอีกด้วย มาเน่ ได้ประกาศให้เป็นแมนออฟเดอะแมทซ์ของเกมจากเว็ปไซต์สถิติอย่าง Whoscored ด้วยคะแนนที่มากถึง 9.0

เก้า – ติโม แวร์เนอร์ เร็วมาก….เร็วจนไม่แน่ใจว่า ความเร็วที่เขาใช้ในสนามวันนี้ คือความเร็วระดับเดียวกับตอนที่เขาเปลี่ยนใจเลือกเชลซีทั้งๆ ที่ คุยกับลิเวอร์พูลมาตลอดด้วยไหม แต่แม้ว่าจะเร็วขนาดไหน มันก็ยังเร็วไม่พอจะผ่านกองหลังจำเป็นอย่าง ฟาบินโย่ ได้หรอกนะโว้ย

[และนี่คือเหตุผลที่เด็กหงส์ควรดีใจที่เวลานั้นลิเวอร์พูลเม้มกระเป๋าตังค์แน่นพอจนไม่คว้าเขาเข้าสู่ทีม!]

สิบ – เจอร์เก้น คลอปป์ ทิ้งบทสัมภาษณ์สั้นๆ เกี่ยวกับความยอดเยี่ยมของฟาบินโย่ในตำแหน่ง CB เอาไว้ว่า “ถ้าซาดิโอ มาเน่ไม่ได้ทำสองประตู ฟาบินโย่ก็น่าจะเป็นแมนออฟเดอะแมทซ์ไปแล้ว” แต่เจเค คงไม่ทราบว่า ทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของลิเวอร์พูลประกาศให้ฟาบินโย่เป็นแมนออฟเดอะแมทซ์จริงๆ ! (เจเคเขาไม่เล่นโซเชี่ยลมีเดียน่ะ…) และ…โกเมสกับมาติปเตรียมปาดเหงื่อบนม้านั่งสำรองได้!

สุดท้ายเรื่องฟาบินโย่ เจอร์เก็น ที่ประกาศมาตลอดว่า “ผมต้องการเซ็นเตอร์แบ็คสี่คน” เขาก็ได้เติมเต็มความต้องการนั่นเสียที

สิบเอ็ด – ทิ้งทวนเรื่องฟาบินโย่ด้วยคะแนนเรตติ้งจากเว็ปไซต์สถิติอย่าง Whoscored นะครับ สังเกตที่ฟาบินโย่เขาได้ 7.4 สูงกว่าฟานไดก์ที่ได้ 6.6 เสียอีก ส่วนคนอื่นๆ ก็ตามรูปนะจ้ะ

สิบสอง – นี่คือความเห็นหลังเกมของเจอร์เก็น คลอปป์

“ผมรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปในครึ่งหลัง แต่ผมชอบที่เรารับมือกับเกมยากๆ แบบนี้ได้ โดยเฉพาะครึ่งแรกที่ลูกทีมของผมค้นพบทางออกด้วยการเคลื่อนทีมรวดเร็วขึ้นในช่วงท้ายครึ่งแรก จากนั้นใบแดงก็เกิดขึ้น เฮนเดอร์สันเองก็บาดเจ็บเล็กน้อย ในห้องแต่งตัวผมก็เลยต้องตัดสินใจและทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในครึ่งหลัง เชลซีเหลือสิบคนและผมส่งติอาร์โก้ลงไปในสนาม ไม่ใช่เพราะผมกล้าเทหมดหน้าตักกับเขาทั้งๆ ที่เขาไม่เคยซ้อมกับเราเลย แต่เขาคือตัวเลือกเดียวที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

ขยายความ*** ติอาร์โก้คือหนึ่งในสองกองกลางที่เล่นตำแหน่งหมายเลข 6 ได้ ในขณะที่อีกคนที่เล่นได้ก็คือ ฟาบินโย่ แต่ฟาบินโย่ประจำอยู่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คไปแล้ว และคลอปป์ไม่มีสำรองเซ็นเตอร์แบ็คเหลืออยู่เลย ดังนั้นคลอปป์จึงไม่มีทางเลือก หรือจริงๆ – ผู้แปล)

เจอร์เก็น กล่าวต่อว่า “อลิเซฟจุดโทษได้ ติอาร์โก้เปิดตัว ถ้าเฮนเดอร์สันไม่เจ็บทุกอย่างก็คงสมบูรณ์แบบ การฟาวส์จนเสียจุดดทษของเขาผมไม่เห็นแบบนั้น เขาดึงมือกลับมาแล้ว แต่ถ้ามีใคร (กรรมการ) เห็นเป็นอื่นผมก็เคารพความเห็นของเขา ผมชอบเกมวันนี้โดยสรุป”

อีกเรื่องหนึ่งที่แอดคิดว่าอยากให้แฟนบอลได้ทราบกันก็คือ คลอปป์ได้ยืนยันว่า เขาได้สั่งให้ทีมสตาฟและนักเตะสำรองของลิเวอร์พูล ส่งเสียงเชียร์นักเตะในทีมด้วยเพื่อสร้างบรรยากาศของเกม “ผมบอกพวกเขาให้ทำแบบนั้น แต่มันเป็นอะไรที่ผมไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่” [เก็บทุกเม็ดจริงๆ ผู้ชายคนนี้ที่ชื่อ เจอร์เก็น คลอปป์] โชคไม่ดีที่ในการถ่ายทอดสดมีการใส่ซาวเอฟเฟคการเชียร์บอลจนเราไม่ได้ยินเสียงเชียร์จากทีมสตาฟของเจเคเลย

สิบสาม – ชักจะเห็นเส้นทางแชมป์ลีกสมัยที่ 20 แบบไร้พ่าย รำไรๆ แล้วแหะ

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด เขียน