ทำความรู้จัก 7 คุณสมบัติของดิโอโก้ โจต้ากองหน้าตัวใหม่ของลิเวอร์พูล

หนึ่ง – จุดเด่นของวูล์ฟแฮมตันมิใช่เสื้อสีเหลืองแสบตา แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาเก็บอันดับ 7 ได้ติดต่อกันสองฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก เป็นเพราะเคาน์เตอร์แอคแท็คของ นูโน ซานโต้ ต่างหาก และหัวใจสำคัญของเกมสวนกลับจากวูล์ฟแฮมตันมีชื่อว่า ดิโอโก้ โจต้า

[ซานโต้ รู้ดีว่าการพึ่งพานักเตะคนเดียวในการแบกจุดเด่นของทีมไม่ใช่เรื่องที่ดี ปัจจุบันเขาจึงหันไปใช้นักเตะอย่าง โพแดงซ์ เนโต้ และ ฟาบิโอ ซิลวา เข้ามาทดแทนระบบเคาน์เตอร์แอคแท็คและเติมเต็มส่วนอื่นๆ ของฟุตบอลที่ขาดหายไป]

แต่การเล่นเกมสวนกลับของโจต้าสำคัญอย่างไร ?

ย้อนเวลากลับไปในวันแรกๆ ที่เจอร์เก็น คลอปป์ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูลในเวลานั้นแบกความโดดเด่นคือเกมเพรสซิ่งและเกมสวนกลับเอาไว้เช่นกัน

สำคัญก็คือ ถ้าโจต้ามีเกมสวนกลับที่เป็นเลิศ เป็นไปได้ไหมว่า ทีม B ที่เจเคจะใช้ลุ้นบอลถ้วยนั้น จะกลับมาใช้การเพรสซิ่งและเคาน์เตอร์ที่บ้าคลั่งอีกครั้ง ? เพราะบอลถ้วยสมัยนี้เป็นบอลนัดเดียวซึ่งต้องอาศัยความหวือหวาและดวงชะตา มากกว่าความเยือกเย็นทางจิตวิญญาณในการเก็บชัยชนะแต่ละครั้งแบบเกมลีก นั่นอาจหมายความได้หรือเปล่าว่า โจต้านอกจากจะเป็นสำรองแนวรุกของลิเวอร์พูลในเกมลีกแล้ว เขายังเป็นตัวจริงของหงส์แดงในบอลถ้วยอีกด้วย

สอง – แม้หงส์แดงจะมีกองหน้าเก่งๆ มากมาย แต่ทราบหรือไม่ว่า “ราคารวม” ที่ลิเวอร์พูลจ่ายให้กับวูล์ฟแฮมตันในการซื้อ ดิโอโก้ โจต้า นั้นคือสถิติการซื้อแนวรุกที่สูงที่สุดของสโมสร แม้แต่หลุยส์ ซัวเรส ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหน้าเป้ามหากาฬของทีมก็ยังถูกซื้อเข้ามาในราคาราวๆ 23 ล้านปอนด์เท่านั้น ในขณะที่แนวรุกที่มีราคาสูงที่สุดก่อนหน้าการมาถึงของ ดิโอโก้ โจต้า ก็คือการซื้อโมฮาเม็ด ซาลาห์ ในราคา 38 ล้านปอนด์ แต่ราคารวมของโจต้านั้นอยู่ที่ราวๆ 45 ล้านปอนด์

สาม – การมาถึงของโจต้าดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข่าวสะพัดที่บอกว่า ซาลาห์ อาจต้องย้ายออกจากลิเวอร์พูลไปสักวันหนึ่ง เหตุผลนั้นมีหลายข้อ แต่หนึ่งในนั้นก็คือ เจเคเคยเปรยเอาไว้ว่า “ลิเวอร์พูลจะต้องไม่ใช่ทางผ่านของผู้เล่นเพื่อก้าวไปสู่ทีมระดับท็อปอีก เราจะกลายเป็นทีมระดับท็อปเสียเอง” เหตุผลข้อที่สอง ตำแหน่งที่โจต้าลงเล่นนั้นคือปีกซ้ายและหน้าเป้า เขาไม่สามารถทดแทนการจากไปของซาลาห์ได้

สี่ – สมัยช่วงกักตัวและการแข่งขันหยุดลง พรีเมียร์ลีกได้จัดการแข่งขัน E-Sport ในเกม FIFA ขึ้น เทรนอเล็กซานเดอร์ อาโนล เป็นตัวแทนของลิเวอร์พูลเอาชนะ ราฮีม สเตอร์ริ่ง ตัวแทนจากแมนซิตี้ จนเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่คนที่เอาชนะศึกในครั้งนั้นมิใช่ตัวแทนจากลิเวอร์พูลอย่างอาโนล แต่เป็น ดิอาร์โก้ โจต้า จากวูล์ฟแฮมตันต่างหาก [พวกเขาเสมอกัน 1-1 ในเวลาและตัดสินด้วยกฎโกลเด้นโกล เป็นโจต้าที่สามารถจบประตูได้ก่อนและคว้าชัย]

ชัยชนะของโจต้าบอกอะไรแก่เรา ? มันบอกว่า แม้เขาจะเป็นผู้เล่นในแนวรุก แต่ก็มีความเข้าใจในเกมจนถึงกับเอาชนะนักเตะที่มีฉายาว่า “เพลย์เมคเกอร์วิงแบ็ค” อย่างอเล็กซานเดอร์ได้ ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะได้ แนวรุกที่ไม่ธรรมดามาแล้วหนึ่งคน

[หรือไม่ลิเวอร์พูลก็แค่อยากเอาดีด้านการแข่งขัน ESPORT หากมีการจัดแข่งครั้งหน้าขึ้น ฝ่ายซื้อขายก็เลยซื้อแชมป์เก่ามาเข้าทีมเสียอย่างนั้น เมื่อมีอันดับหนึ่งและสองของ E-Premier league เป็นตัวแทนของทีมแล้ว แชมป์จะยังหนีพวกเขาไปไหนอีก?]

ห้า – “พระเจ้าช่วย” เจเคตกใจที่นักข่าวทำเหมือนไม่เคยเห็นความโดดเด่นของโจต้า และถามเขาว่านักเตะคนนี้มีอะไรดีที่ทำให้คลอปป์เลือกซื้อเขาเข้ามาสู่ทีม คลอปป์ตอบว่า “ผมมีเหตุผลให้คุณเยอะแยะ ข้อแรกเขาอายุ 23 ปี ซึ่งยังอยู่ห่างจากจุดสูงสุดของการเป็นนักฟุตบอล แต่อายุ 23 ปีของเขากลับเต็มไปด้วยความเร็วและการเข้าใจในเกมรับ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเล่นเกมเพรสซิ่ง คุณสมบัติทั้งหมดที่เขามีทำให้แม้แต่เราเองก็คาดเดาไม่ได้ว่า ระบบการเล่นของทีมจะเต็มไปด้วยเสน่ห์มากแค่ไหน เพราะเขาสามารถเข้ากันได้ดีกับระบบ 4-3-3 ของเรา หรือถ้าเราปรับกลับไปเล่น กลางสี่คน เขาก็สามารถเล่นเป็นปีกทั้งสองข้างได้ อะไรทำนองนี้ที่เขามี คือสิ่งที่เราใช้เป็นปกติอยู่แล้วในเกมของเรา ดังนั้นมันเจ๋งไปเลยใช่ไหมล่ะ”

หก – บทสัมภาษณ์ข้างต้น ตีความเป็นอื่นใดไม่ได้เลยนอกจาก คลอปป์กำลังพยายามหาตัวแทนของระบบ 4-3-3 ที่เขาพามันไปคว้าแชมป์ยุโรปและพรีเมียร์ลีกมาแล้ว ในขณะที่อีกสามปีข้างหน้า ซาลาห์และมาเน่จะมีอายุ 31 ปีซึ่งเป็นช่วงใกล้เกษียรฟุตบอลพอดี ดิเอโก้ โจต้าจะมีอายุ 26 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุเดียวกับที่ซาลาห์และมาเน่ย้ายเข้าสู่ลิเวอร์พูล ในขณะที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเจอร์เก็น คลอปป์ ตามจีบ ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งเกิดในปี 1996 เช่นเดียวกับโจต้า

ความพยายามตามหานักเตะ อายุ 23 ปีสองคนเข้าสู่ทีมในตำแหน่งกองหน้า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ คลอปป์กำลังวางแผนหาตัวแทนของซาลาห์และมาเน่อยู่

เรื่องนี้สำคัญอย่างไร มันก็ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่กุนซือจะหาตัวแทนของนักเตะมิใช่หรือ ? แต่อย่าลืมครับว่า อีกสามปีข้างหน้า ซาลาห์และมาเน่เป็นวัยเกษียรตัวจากการเป็นนักเตะก็จริง แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ใกล้หมดสัญญาของเจอร์เก็น คลอปป์ ด้วย ความพยายามอย่างหนักหน่วงในการหาตัวแทนในระบบ 4-3-3 ของเขาจะมีความหมายอะไรถ้าตัวเขาไม่ได้คุมทีมต่อ ? ในขณะที่ไม่กี่วันก่อน เจเค เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่าเขาจะใช้ช่วงเวลาตลอด 4 ปีที่เหลือนี้ในการคิดทบทวนเรื่องการต่อสัญญากับลิเวอร์พูล การตามหานักเตะในระบบ 4-3-3 ของเขาในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ไม่ได้หมายความอื่นใดเลยนอกจาก ในใจของเจอร์เก็นคงมีเมล็ดพันธุ์แห่งการ “ต่อสัญญา” ฝังอยู่ในนั้นเหมือนกัน

เจ็ด – สุดท้าย โจต้า เล่นได้ในตำแหน่งปีกซ้ายซึ่งจะกลายเป็นทายาทของ ซาดิโอ มาเน่ ในอนาคตแน่ๆ แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากทิ้งให้ทุกคนได้เห็นก็คือ สถิติก่อนที่มาเน่และโจต้าจะย้ายเข้าลิเวอร์พูล เซาแธมป์ตันของมาเน่ในเวลานั้น เหมาะมากที่จะเทียบกับ วูล์ฟแฮมตันเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เพราะนักบุญในฤดูกาล 2015-16 กับ วูล์ฟในฤดูกาล 2019-20 เป็นสองทีมที่ได้เล่นในยูฟ่ายูโรป้าเหมือนกัน ทั้งมาเน่และโจต้าต่างก็มีประสบการณ์ในเกมยุโรปเล็กๆ ก่อนย้ายเข้าลิเวอร์พูล

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ในก่อนฤดูกาลที่มาเน่จะย้ายเข้าลิเวอร์พูลนั้น มาเน่ทำประตูไป 15 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์ ในขณะที่โจต้าทำไว้ 16 ประตู 6 แอสซิสต์ สถิติของทั้งสองคนเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกันมาก และเหมาะสมทุกประการหากจะเรียกโจต้าว่า ทายาทของ ซาดิโอ อย่างแท้จริง [และต้องไม่ลืมนะครับว่า มาเน่ ย้ายเข้าลิเวอร์พูลในอายุ 26 ปี ส่วนโจต้าย้ายเข้าในอายุ 23 ปี!]

นี่คือสถิติของมาเน่

นี่คือสถิติของโจต้า

แต่แม้จะมีสถิติการทำประตูใกล้เคียงกันแค่ไหน ระดับความหล่อเท่ของโจต้าก็ไม่อาจเทียบซาดิโอ มาเน่ พระเอกแห่งแอนฟิลด์ได้แน่นอน

END

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน

นัดเดียวจอด เขียน