5 เหตุผลที่ทำให้คลอปป์เลือกอาคันทาร่าเข้ารังลิเวอร์พูล

กุหลาบไม่อาจบานสวยได้หากปราศจากการลดน้ำและลงดิน

รถยนต์ไม่อาจวิ่งด้วยประสิทธิภาพเต็มที่หากปราศจากการหมั่นดูแล ระบบเครื่องยนต์และช่วงล่าง

คู่ชีวิตย่อมแหนงหน่ายกันไปตามกาลเวลาหากไม่เติมความหวานให้กันและกัน

ในขณะที่ทีมฟุตบอลไม่อาจก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ หากปราศจากการเติมความสดใหม่ด้วยการซื้อนักเตะหน้าใหม่เข้าสู่ทีม!

1.ความสัมพันธ์ที่ยังไม่แนบสนิท

ลิเวอร์พูลยุคคลอปป์ดูคล้ายเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบ ทั้งระบบการเล่นและความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะด้วยกันเอง หลายปีมาแล้วที่ไม่เคยมีข่าวหลุดมาว่า นักเตะของเจเคมีเรื่องไม่กินเส้นต่อกันและกัน พวกเขาอยู่กันอย่างครอบครัวและเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ (จะมีก็แต่โรเบิร์ตสันเท่านั้นที่ท้าแข่งกับคนอื่นไปทั่วตั้งแต่แข่งแอสซิสต์กับอเล็กซานเดอร์ อาโนล จนถึงท้าทายให้เชมเบอร์เลนแขวนเสื้อเขาเอาไว้ที่ผนังบ้าน หากโรเบิร์ตสามารถทำแอสซิสต์ได้ถึง 11 ครั้งในฤดูกาล 2018-19 / ตลกร้ายที่เชมเบอร์เลนรับคำท้าและเขาต้องแขวนเสื้อโรเบิร์ตสันเอาไว้ที่บ้านจริงๆ)

การที่นักเตะลิเวอร์พูลมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม แต่นั่นทำให้พวกเขาไม่สมบูรณ์แบบ

เพราะความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างนักเตะจะทำให้พวกเขารักษาน้ำใจและเห็นใจซึ่งกันและกัน ในขณะที่โค้ชต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเค้นศักยภาพสูงสุดของนักเตะออกมาให้ได้ และนั่นต้องอาศัยการแข่งขันมิใช่ความสัมพันธ์ที่ดี แต่การทำให้นักเตะทะเลาะกันเองภายในทีมก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอีก เพราะแม้จะทำให้เกิดการแข่งขัน แต่จะทำให้ห้องแต่งตัวมีอุณหภูมิที่ระอุเกินกว่าจะควบคุมได้

ทางเดียวที่กุนซือมีก็คือการเติมนักเตะหน้าใหม่เข้ามาสู่ทีม นักเตะหน้าใหม่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันร้าวฉานกับคนในทีม ดังนั้นพวกเขาจะไม่ทะเลาะกัน แต่พวกเขาจะไม่มีความเห็นแกเห็นใจต่อกันเท่าไหร่นัก

เมื่อไหร่ก็ตามที่นักเตะใหม่เข้ามาสู่ทีม นักเตะหน้าเก่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาตำแหน่งตัวจริงของเขาต่อไป ในขณะที่นักเตะใหม่ก็จะทำเช่นเดียวกันเพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริงมา และการแข่งขันภายในก็เริ่มต้นขึ้นโดยที่อุณหภูมิในห้องแต่งตัวยังเป็นเรื่องที่ควบคุมได้!

2.เสาหลักต้นสุดท้าย

ติอาร์โก้ อาคันทาร่า เป็นเชื้อไฟชั้นเลิศที่จะทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อแย่งตำแหน่งตัวจริง ติอาร์โก้มิใช่นักเตะโนเนมหรือดาวรุ่งที่เข้าทีมมาเพื่อรอเวลาเพื่อนร่วมทีมบาดเจ็บ จึงจะมีโอกาสลงไปพิสูจน์ตัวเอง ทว่าความสำเร็จระดับแชมป์ลาลีก้า 2 สมัย บุนเดสลีก้า 7 สมัยและยูฟ่าแชมป์เปียนลีกอีก 2 สมัยนี้ ก็การันตีได้แล้วว่าเขาจะต้องเป็นหนึ่งใน ‘ตัวจริง’ แดนกลางของลิเวอร์พูลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เท่านั้นยังไม่พอ หากย้อนเวลากลับไปในเกมนัดชิงชนะเลิศระหว่าง บาเยิร์นมิวนิคและปารีสแซงต์แชรกแมง ทราบกันหรือไม่ว่า นักเตะที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในสนามจนคว้าแมนออฟเดอะแมทซ์ของเกมวันนั้นไปครอง

มิใช่ เนย์มาร์ จูเนียที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก

มิใช่ เอ้มบัปเป้ ที่ถูกระบุว่าเป็นดาวรุ่งที่จะทำให้โลกฟุตบอลบ้าคลั่งต่อไป

มิใช่ เลวานดอสกี้ ที่ทุกเสียงยืนยันว่าเขาควรคว้าบัลลงดอร์ในปีนี้ไปครอง หากมีการจัดแข่งเกิดขึ้นตามปกติ

แต่แมนออฟเดอะแมทซ์ในเกมวันนั้นกลับเป็นเพียงนักเตะในแดนกลางในชื่อ ติอาร์โก้ อาคันทาร่า ผู้ที่กำลังจะย้ายเข้ามาเป็นนักเตะลิเวอร์พูลในค่าตัวไม่ถึง 30 ล้านปอนด์!

นอกจากนั้นแล้ว เมื่อยูฟ่าแชมป์เปียนลีกจบลง ติอาร์โก้ ยังได้ชื่อให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปีร่วมกับ เควิน เดอบรอย อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกอะไรเราเลย นอกเสียจาก ลิเวอร์พูลกำลังจะมีเสาหลักระดับ S คลาสค้ำแดนกลาง แบบที่เกิดขึ้นกับฟานไดก์ในแนวรับ อลีสซงในตำแหน่งผู้รักษาประตู ซาลาห์กับมาเน่ในตำแหน่งแนวรุก

3.สิ่งที่ได้มากกว่าฝีเท้า

ประสบการณ์การลุ้นแชมป์ของนักเตะเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ในการไปให้ถึงจุดสูงสุดของแต่ละฤดูกาล นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ว่า ทำไมลิเวอร์พูลจึงกลายเป็นแชมป์ยูฟ่าในปี 2018-19 ได้หลังจากเข้าชิงและพ่ายแพ้ไปในปี 2017-18

นักเตะลิเวอร์พูลทุกคนในเวลานี้ มีประสบการณ์การลุ้นแชมป์ด้วยกันทั้งสิ้น พวกเขาสามารถแนะนำดาวรุ่งในทีมถึงการควบคุมตัวเองไม่ให้ตื่นเต้นจนเกินไปในห้องแต่งตัวในเกมลุ้นแชมป์ แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่มีก็คือประสบการณ์ในการป้องกันแชมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเกมลีกที่ต้องใช้ความอดทนทางจิตวิญญาณอันเยือกเย็นในการเอาชนะ

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่เจอร์เก็น คลอปป์ ให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะไม่ป้องกันแชมป์ลีกในซีซั่นถัดไปหรอกครับ แต่จะออกล่ามันอีกครั้งต่างหาก”

ทว่าเราไม่ต้องสงสัยเลยว่า อาคันทาร่าในฐานะนักเตะที่คว้าแชมป์บุนเดสลีก้า 7 สมัยจะมีประสบการณ์การป้องกันแชมป์ และนั่นจะเป็นประโยชน์ให้กับลิเวอร์พูลอย่างมากในฤดูกาล 2020-21 และเป็นผลพลอยได้ของลิเวอร์พูลในการซื้อเขาเข้ามาสู่ทีม

ปีนี้ใครว่าลิเวอร์พูลไม่เอาจริง ต้องคิดดูอีกทีแล้วนะจ้ะ

4.ชาบี ติอาร์โก้ อาคันทาลอนโซ่

ถ้ามีกองกลางสักคนที่เด็กหงส์อยากเห็นเขาย้ายกลับมาสโมสรมากที่สุด (และคนๆ นั้นต้องไม่ใช่ สตีเวน เจอร์ราด) ร้อยละ 90 ต้องตอบเหมือนกับผู้เขียนก็คือ ชาบี อลอนโซ่!

อลอนโซ่ ออกจากลิเวอร์พูลไปนานแล้ว และไม่มีทางกลับมาได้ในฐานะนักเตะอีกต่อไป แต่บางสิ่งบางอย่างในตัวเขายังกลับมาที่สโมสรแห่งนี้ได้ … บางสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้กับคนบางคนที่บาเยิร์นมิวนิคเพราะต้องลงเล่นตำแหน่งเดียวกัน

จิตวิญญาณบางอย่างของชาบีกำลังกลับมา (มีบางทฤษฏีถึงกับเชื่อว่า ติอาร์โก้ ย้ายมาลิเวอร์พูลเพื่อเล่นตำแหน่ง โฮลดิ้งมิดฟิลด์โดยแท้จริง เพราะคลอปป์ต้องการเซ็นเตอร์แบ็ค 4 คน และเขาจะดันฟาบินโย่ลงไปเป็นหนึ่งในแกนกลางของแนวรับ จากนั้นเมื่อฟาบินโย่เล่นได้ทั้งเซ็นเตอร์แบ็คและโฮลดิ้งมิดฟิลด์แล้ว เขาก็จะเป็นนักเตะที่มีความหลากหลายและทำให้ทีมได้ประโยชน์)

5.ต้องได้และต้องได้เท่านั้น

ทุกครั้งที่ลิเวอร์พูลซื้อนักเตะ จะมีนักเตะอยู่สองประเภท

ประเภทแรกคือนักเตะที่ไม่เฉพาะเจาะจง ขอแค่เล่นตำแหน่งนั้นได้หรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่ลิเวอร์พูลต้องการก็พอ ยกตัวอย่างเช่น คอสตาส (ที่มาทดแทนจามาล ลูอิส ที่หงส์แดงพลาดไป) ซาลาห์ (ที่ทดแทนการพลาดเซ็นยูเลี่ยน บรันท์)

ประเภทที่สองคือนักเตะที่คลอปป์ต้องได้และต้องได้เท่านั้น เวอร์กิล ฟานไดก์คือตัวอย่างแรก (เรื่องนี้มือขวาของคลอปป์ยืนยันด้วยตัวเอง) จินี่ ไวนาดุมเองก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่คลอปป์ต้องได้เช่นกัน (ตอนที่ซื้อจินี่ คลอปป์ไม่ได้สนใจเลยว่าเขาจะมาจากทีมตกชั้นหรือเปล่า เจเคถึงกับเดินทางไปเจรจากับไวนาดุมที่เนเธอร์แลนด์กับครอบครัวของนักเตะด้วยตัวเอง) และสุดท้าย ติอาร์โก้ อาคันทาร่า ก็คือนักเตะในประเภทที่เจเคต้องได้ดุจกัน

ลิเวอร์พูลในยุคไมเคิล เอ้ดเวิร์ด นั่งเป็นหัวหอกในฝ่ายซื้อขาย ลิเวอร์พูลไม่เคยซื้อนักเตะที่มีอายุมากกว่า 27 ปีเข้ามาสู่สโมสรเลย เนื่องจากนักเตะที่อายุยังไม่ถึง 27 ปีนั้น ยังไม่ขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ (คือช่วงอายุราวๆ 29 ปี) ที่ร่างกายยังทำงานสมบูรณ์และมีความเก๋าในเกมจนถึงขีดสุด ทำให้ราคานักเตะที่อายุต่ำกว่า 27 ไม่ใช่ราคาที่แพงที่สุดของนักเตะคนนั้นด้วย

ในขณะที่ถ้าลิเวอร์พูลขายนักเตะคนนั้นในวันที่พีคที่สุดคือช่วง 29 ปีแล้ว หงส์แดงก็จะทำกำไรสูงสุดแทน

อาคันทาร่า อายุ 29 ปี การซื้อเขาเข้าทีมทำลายขนบที่ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด ตั้งเอาไว้ลงอย่างบ้าคลั่ง !

นั่นทำให้เราแน่ใจได้เลยว่า อาคันทาร่า คือนักเตะที่เจเคยืนยันว่าเขาต้องได้เท่านั้น และด้วยความสำเร็จระดับแชมป์ยูฟ่าและพรีเมียร์ลีก ทำให้ฝ่ายซื้อขายไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องของเจเคได้เลย ไม่กี่วันก่อน (คือราวๆ วันศุกร์ที่แล้ว) คลอปป์ ให้สัมภาษณ์ผ่านการแถลงข่าวก่อนเกมปะทะลีดส์ มีนักข่าวถามบอสว่า

ลิเวอร์พูลจะซื้อผู้เล่นระดับท็อปเข้าสู่ทีมบ้างไหม ?

เจเค เงียบไปสักพักก่อนตอบ “ถ้าผมเจอนักเตะที่ใช่ ผมก็ไม่ลังเลที่จะซื้อเขาเข้ามาสู่ทีมอยู่แล้ว!”

ไม่กี่วันถัดมา…ข่าวลิเวอร์พูลซื้อติอาร์โก้ก็สะพัดไปทั่วโลกฟุตบอล และทั้งหมดที่ยกมานี้ยืนยันว่า ติอาร์โก้ อาคันทาร่า มิใช่เพียงผู้เล่นระดับท็อปเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้เล่นที่เจเค “ต้องได้และต้องได้” เท่านั้น แม้เราจะไม่รู้ว่า คลอปป์ มองเห็นอะไรในตัวนักเตะคนนี้แบบที่คนดูอย่างเรามองไม่เห็นก็ตาม

ส่งท้าย – เหมือนไปเชียงใหม่แล้วไม่ได้ขึ้นดอยสุเทพ (ห้ะ!หัวข้ออะไรวะ)

สุดท้ายติอาร์โก้เหมือนทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นลิเวอร์พูลอีกครั้ง

เคยได้ยินไหมครับที่คนเขาชอบพูดกันว่า ไปชลบุรีแล้วไม่แวะหนองมนก็เหมือนไปไม่ถึง ขึ้นเชียงใหม่แต่ไม่นมัสการพระธาตุดอยสุเทพก็เหมือนไม่ได้ไป!

อาคันทาร่า กับ ลิเวอร์พูล ก็อยู่ในเรื่องทำนองนี้เหมือนกัน เพราะอะไรน่ะหรือ …

คิดดูนะครับ หลังจากลิเวอร์พูลกลายเป็นแชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยคะแนนระดับประวัติศาสตร์ที่ 99 คะแนน มันก็สมควรแล้วที่จะต้องดึงดูดผู้เล่นระดับเวิร์ลคลาสเข้ามาสู่ทีม เพื่อยืนยันพวกเขาได้กลายเป็นสโมสรระดับโลกอย่างแท้จริง แต่หลังจากเป็นแชมป์ยุโรปผ่านตลาดสองครั้ง กลับยังไม่มีนักเตะระดับโลกคนไหนย้ายเข้าสู่ลิเวอร์พูลเลย

แต่เมื่อ ติอาร์โก้ อาคันทาร่า มาถึง เขาก็กลายเป็นนักเตะระดับโลกคนแรกที่เลือกย้ายเข้าสู่ลิเวอร์พูล ไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ดีลนี้ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นลิเวอร์พูล สมกับการที่พวกเขาเป็นทีมแชมป์ยุโรปอย่างแท้จริง (เหมือนกับคนที่ไปเชียงใหม่ต้องพูดว่า “ในที่สุดก็ถึงยอดดอยสุเทพสักที!”)

END

ปล. สถานีต่อไป อิสไมลา ซาร์

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน