4 สถิติสุดคลั่งของโมฮาเม็ด ซาลาห์

1.เร็วดุจแสง

โมฮาเม็ด ซาลาห์ เริ่มต้นซีซั่นกับลิเวอร์พูลด้วยการเป็นนักเตะที่ทำ 40 ประตูเร็วสุดในประวัติศาสตร์สโมสร นอกจากการพังประตูคู่ต่อสู้ล้มครืนลงจนระเนระนาดแล้ว โมฮาเม็ดยังมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับค่าฉีกสัญญาของเขากับโรม่าที่ 36 ล้านปอนด์)

กระนั้นก็ดี ฤดูกาลแรกของซาลาห์ไม่ได้เต็มไปด้วยสถิติอันแสนมหัศจรรย์และคำเยินยอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุผลบางอย่างแฟนบอลส่วนหนึ่งมองว่า ความมหัศจรรย์ของซาลาห์ไม่ได้มีเหลี่ยมคมอะไรที่ทำให้เขายืนระยะได้ในพรีเมียร์ลีก บางคนคาดว่า บางทีโมฮาเม็ดอาจเป็นเหมือนกับพลุในงานเทศกาลที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้าก่อนส่องแสงสว่างจ้าเพียงชั่วเสี้ยววินาทีและดับลง หาใช่ดาราประดับราตรีหรือดาวเด่นค้างฟ้าในโลกฟุตบอลแต่ประการใดไม่

คนพวกนี้เชื่อว่าโมซาลาห์เป็นเพียงแค่ “One season wonder” หรือ มหัศจรรย์ซีซั่นเดียวเท่านั้น กระทั่งซีซั่นถัดมาของซาลาห์เริ่มต้นขึ้นผู้คนเหล่านั้นต่างก็ต้องถอนความคิดที่เคยพยากรณ์ราชาอียิปต์คนนี้ผิดๆ ไป

2.แขวนไว้บนฟ้า

ซาลาห์มิใช่เพียงแค่พลุที่จะหายไปในเวลาสั้นๆ แต่เขาคือดาวค้างฟ้าที่แท้จริง

โมฮาเม็ด จบซีซั่นแรกกับลิเวอร์พูลด้วยการคว้ารองเท้าทองคำ เขาทำประตูรวมกันในทุกรายการในซีซั่น 2017-18 เอาไว้ที่ 44 ประตู 16 แอสซิสต์ เราทุกคนรู้ดีว่าเหตุผลที่ซาลาห์ทำประตูได้อย่างบ้าคลั่งในซีซั่นนี้เป็นเพราะเกมสวนกลับของลิเวอร์พูลที่รวดเร็วดังสายฟ้าและมันต้องใช้ความเร็วระดับ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างซาลาห์(และมาเน่) เท่านั้นในการทำให้เคาท์เตอร์แอคแทคดังกล่าวสมบูรณ์แบบ

เมื่อรู้ดังนั้นฤดูกาลถัดไปของเขาจึงไม่ง่าย ทุกทีมในพรีเมียร์ลีกสั่งแนวรับอย่างน้อยสองคนตามประกบซาลาห์ไม่ขาดสาย และห้ามปล่อยพื้นที่ให้โมฮาเม็ดได้สวมวิญญาณ ยูเซน โบลต์ เปลี่ยนสนามฟุตบอลเป็นการวิ่งแข่งในระยะ 100 คูณ 100 เด็ดขาด

กองหลังของทีมส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการปิดพื้นที่ซาลาห์มิให้ใช้ความเร็ว แต่เรื่องตลกก็คือ ผลงานของซาลาห์ในฤดูกาล 2018-19 ยังคงจบลงด้วยการคว้ารางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง คราวนี้เขาทำประตูรวมกันในทุกรายการที่ 27 ประตู 12 แอสซิสต์ แม้จะน้อยลงเพราะถูกคู่ต่อสู้วางกับดักด้านความเร็วและตามประกบ แต่นั่นแหละคือความมหัศจรรย์ของเขา ทำไมอุปสรรคมากมายขนาดนั้นยังทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรอยู่ ?

ซาลาห์แขวนชื่อตัวเองเอาไว้บนพรีเมียร์ลีกสองฤดูกาลติดต่อกันด้วยรางวัลรองเท้าทองคำ นี่มิใช่เรื่องที่นักเตะธรรมดาทั่วไปจะกระทำได้

3.ความบ้าคลั่งในเกมลีดส์

จอห์น อันดริดจ์ คือนักเตะคนสุดท้ายที่ทำแฮททริคได้ในพรีเมียร์ลีก ซีซั่นที่เขาทำเอาไว้นั้นต้องย้อนกลับไปถึงปี 1988-89 สถิตินี่อยู่ค้ำฟ้ามานานถึง 30 ปี กระทั่งลิเวอร์พูลเอาชนะลีดส์ได้ด้วยสกอร์ 4-3 ซาลาห์ก็กลายเป็นนักเตะอีกคนหนึ่งที่ทำสถิตินั้น

บ้างว่า โมซาลาห์ โชคดีที่สองในสามประตูของเขาเกิดขึ้นจากจุดโทษ แต่ทราบหรือไม่ว่าสถิติในเกมของเขานั้นกลับยืนยันว่า โมฮาเม็ด สมควรแล้วที่จะทำสามประตูในเกมดังกล่าวได้…นี่คือสถิติที่ว่านั่น

เลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ 7 ครั้ง (อันดับหนึ่งในเกม)

สร้างโอกาสทำประตู 5 ครั้ง (อันดับหนึ่งของเกม)

มีโอกาสเหนี่ยวไก 9 ครั้ง (อันดับหนึ่งในเกม)

จ่ายบอลแบบคีย์พาส 4 ครั้ง (อันดับหนึ่งร่วมซาดิโอ)

ผ่านบอลเข้าสู่พื้นที่สุดท้าย 35 ครั้ง (อันดับหนึ่งของเกม)

สัมผัสบอล 88 ครั้ง (อันดับสองของเกม / สถิตินี่น่าสนใจมากเพราะอันดับ 1 3 4 และ 5 ที่เก็บสถิตินี้คือนักเตะกองหลังของลีดส์ยูไนเต็ดด้วยกันทั้งสิ้น เป็นเรื่องธรรมดามากที่นักเตะในแนวรับจะสัมผัสบอลมากที่สุดเพราะต้องเคาะบอลกันไปมาเพื่อหาช่องจ่าย ดังนั้นเรื่องน่าสงสัยก็คือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมซาลาห์จึงกลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลเพียงคนเดียวที่สัมผัสบอลมากขนาดนั้น แถมยังเป็นนักเตะในเกมรุก เขามีอิทธิพลกับเกมมากแค่ไหน เจอร์เก็น คลอปป์ มอบหมายหน้าที่พิเศษอะไรไว้กับราชาผู้นี้ ?)

เจอร์เก็น คลอปป์ เปรยถึงซาลาห์หลังเกมว่า “เหตุผลที่เขาคู่ควรกับทั้งสามประตูในวันนี้ มิใช่อื่นใดเลยนอกจากการเพรสซิ่งที่สม่ำเสมอของเขา การกลายเป็นปัญหาของคู่ต่อสู้ เขาคือนักเตะที่ทำได้ดีที่สุดในวันนี้เมื่อต้องดวลกับนักเตะลีดส์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ผมหวัง…ว่าเขาจะทำแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน”

นอกจากนั้นแล้ว ทราบกันหรือไม่ครับว่า ซาลาห์ ยังเป็นนักเตะลิเวอร์พูลเพียงคนเดียวที่ทำประตูทุกการลงเล่นในนัดแรกได้สี่ปีติดต่อกัน ไม่แปลกเลยหากเวอร์กิน ฟานไดก์ จะให้สัมภาษณ์หลังเกมลีดส์ที่ผ่านมาถึงราชาอียิปต์เอาไว้ว่า “มีผู้คนมากมายที่สงสัยในตัวเขา แต่เราไม่เคยสนใจเสียงวิจารณ์ในแง่ลบทำนองนั้น แฮททริคที่เขาทำได้มันสำคัญต่อเขาและเขาก็คู่ควรกับมัน มันถึงเวลาเสียทีที่โมฮาเม็ดจะได้รับการเคารพแบบที่เขาควรได้รับ”

4.ความกระหายและความเห็นแก่ตัวคือสองด้านของเหรียญเดียว

โมฮาเม็ดถูกกล่าวหาบ่อยครั้งว่า เป็นนักเตะที่เห็นแก่ตัวและไม่จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมในจังหวะที่จ่ายได้

แต่ความเห็นแก่ตัวกับความกระหายต่างกันที่คนจะเลือกมองมิใช่หรือ ? ร้อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตหน้าเป้าฉายาพระเจ้าแห่งแอนฟิลด์เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด เขากล่าวเอาไว้เมื่อปีที่แล้วว่า “บางคนพูดถึงแต่ความโลภของนักเตะว่าจะทำให้จิตวิญญาณของทีมพังลงอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่ผมสงสัยก็คือ คนพวกนี้เนี่ยเป็นพวกมือใหม่ที่เพิ่งหัดดูฟุตบอลหรือเปล่า ?

“คุณจะไม่สามารถเป็นกองหน้าระดับโลกได้หรอก หากคุณไม่มีความเชื่อจนหมดหัวใจว่าคุณจะทำประตูได้ (หรือเรียกอีกอย่างว่าความมั่นใจ) นั่นคือสิ่งที่คนจบสกอร์ต้องมี ถ้าผมจะบอกอะไรซาลาห์ได้อย่างหนึ่ง ผมจะบอกเขาว่า จงทำแบบที่คุณกำลังทำต่อไป คุณไม่ได้จบประตูมากมายเพื่อให้ผู้คนวิจารณ์คุณว่าเห็นแก่ตัวหรอก เพราะอันที่จริงแล้ว ไม่มีแฟนบอลคนไหนหรอกที่อยากเห็นแนวรุกของพวกเขาถนัดจ่ายบอลมากกว่าพยายามจบสกอร์”

ไม่รู้ว่า ซาลาห์ สลัดภาพ “กองหน้าที่เห็นแก่ตัว” ออกไปจากแฟนบอลได้หรือยัง แต่ถ้ายังเขาก็คงพยายามทำมันอย่างเต็มที่แล้ว ทราบหรือไม่ว่า ในฤดูกาลที่ผ่านมา (2019-20) โมฮาเม็ด เป็นนักเตะแนวรุกที่ทำแอสซิสต์สูงที่สุดคือ 10 ประตู ในขณะที่บ้อบบี้และมาเน่ทำไป 8 และ 7 แอสซิสต์ตามลำดับ

สุดท้ายไม่รู้จะเกี่ยวกันหรือไม่…แต่ฤดูกาล 2019-20 เป็นปีที่ซาลาห์ไม่ได้รองเท้าทองคำมาครอง แม้จะเป็นดาวซัลโวของสโมสร แต่การทำประตูก็ดรอปลงไปในขณะที่จำนวนแอสซิสต์กลับเพิ่มสูงขึ้น (จากฤดูกาล 2018-19 ที่ทำไว้ 8 แอสซิสต์) ก็ตามที

END

สถิติไม่เคยโกหกใคร

เลิฟหงส์แดง / นัดเดียวจอด