4 อาวุธของบิเอลซาที่ลิเวอร์พูลไม่ควรประมาท

12 กันยายนนี้ พรีเมียร์ลีกจะระอุด้วยศึกแชมป์ (พรีเมียร์ลีก) ชน แชมป์ (แชมเปี้ยนชิพ) ซึ่งถือเป็นครั้งที่สามของลิเวอร์พูลในการศึกพรีเมียร์ลีก สองครั้งแรกเกิดในปี 1994 ชนะคริสตัล พาเลซไป 6 ประตู ครั้งที่สองปี 2019 ชนะนอริช ซิตี้ไป 4 ประตู แต่ครั้งที่สามกับลีดส์ ยูไนเต็ดในปี 2020 นี้ ทีมของมาร์เซโล่ บิเอลซ่า น่าจับตามองยิ่งกว่าทีมอื่น ๆ ที่เคยเลื่อนชั้นขึ้นมา เราไปทำความรู้จักกับลีดส์ ยูไนเต็ดยุคใหม่กัน

1. บิเอลซ่า อาจารย์ของเป็ป ที่ใช้แนวทางคล็อปป์สร้างทีม!

ทั้งเจอร์เก็น คล็อปป์และมาร์เซโล บิเอลซ่า ต่างใช้ตำราฟุตบอลเพรสซิ่งของ อาร์ริโก ซาคคี่ ผู้สร้างตำนานเอซี มิลานในยุค 80

ฟุตบอลคาเตนัคโช่ กลิ่นอิตาเลี่ยนดั้งเดิมคือการมี “ลิเบอโร่ หรือ สวีปเปอร์” อยู่ในแผงหลัง ลิเบอโร่ในภาษาอิตาเลียนแปลว่า “อิสระ” ในระบบ 4-4-2 ผู้เล่นกองกลางหนึ่งคนจะถูกถอยมาเล่นเป็นลิเบอโร่ (ใส่เสื้อหมายเลข 6) เพื่อรับบทบาทกองหลังตัวสุดท้าย ทำหน้าที่ “เก็บกวาด” ลูกบอลให้พ้นจากหน้าประตู รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเล่น “เคาน์เตอร์แอตแท็ก” จากแดนหลั งเพราะว่าแนวรับในยุคนั้นยังไม่มีระบบ “เช็คล้ำหน้า” และประกบคู่ต่อสู้แบบแมนมาร์ค ลิเบอโร่จึงต้องทำหน้าที่ควบคุมโซนเกมรับ และเปลี่ยนเป็นเกมรุก

แต่ซาคคี่ได้ถอดลิเบอโร่ออกไป เปลี่ยนระบบเกมรับเป็น “คุมโซน” ที่ดันขึ้นสูง ซึ่ง วูล์ฟกัง แฟรงค์ ก็ได้นำไปประยุกต์ใช้กับสโมสรไมนซ์ 05 ที่อิตาลี เจอร์เก็น คล็อปป์เคยให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์แบบรุ่นสู่รุ่นไว้ว่า

“ทุกเคล็ดวิชาของผมถูกถ่ายทอดมาจากอดีตโค้ช วูล์ฟกัง แฟรงค์ ซึ่งได้รับมาจาก ซาคคี่ อีกทีหนึ่ง”

ซาคคี่ยังเป็นผู้สร้างแท็กติก “เช็คล้ำหน้า” และสั่งให้ลูกทีมของเขา “รุมแย่งบอล” จากคู่ต่อสู้ ซึ่งก็คือการเพรสซิ่งนั่นเอง ซึ่งมันทำให้คู่แข่งหัวเสียมาก มิลานเป็นทีมเดียวที่ทำได้ในเวลานั้น เพราะรูปแบบการฝึกซ้อมพิเศษของซาคคี่ ลูกทีมของเขาเคลื่อนที่ตลอดเวลา ทั้งตอนมีบอลและไม่มีบอล และซาคคี่ยังโดดเด่นมากเรื่องจิตวิทยาและการปลุกใจนักฟุตบอล กล่าวได้ว่า สไตล์ฟุตบอลที่สร้างเอซีมิลานยุคเรืองรองได้กลับมาเกิดใหม่ที่สโมสรลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก็น คล็อปป์

แต่สำหรับมาร์เซโล่ บิเอลซ่า เขาไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับ อาร์ริโก ซาคคี่ เหมือนกับคล็อปป์ แต่มันเป็นความใฝ่ฝันของบุคคลที่เดินทางสายโค้ชตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม บิเอลซ่าฝันอยากเป็นแบบซาคคี่ สไตล์ฟุตบอลของเขาจึงถอดแบบมาจากซาคคี่ และเมื่อมาทำทีมที่ลีดส์ ยูไนเต็ด

มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ผู้เป็นอาจารย์ของเป็ป กวาร์ดิโอล่า ก็ยอมรับแบบแมน ๆ ว่า เขาก้อปปี้วิธีการทำทีมของคล็อปป์ เพื่อพาลีดส์คว้าแชมป์และเลื่อนชั้น

2.การเตรียมทีมที่แสนบ้าคลั่ง

มกราคมปี 2019 แลมพาร์ดได้กลิ่นแปลกๆ ในรั้วฝึกซ้อมของดาร์บี้เคาตี้ และสุดท้ายเขาก็ตระหนักว่ามีใครสักคนที่ไม่เคยเป็นสมาชิกของสโมสรเพ่นพ่านอยู่ในสนามซ้อมของเขา! มีใครสักคนจงใจส่ง “สายสืบ” เข้ามาดูการฝึกซ้อมของเขาแลมพาร์ดสั่งหยุดการซ้อม เขาโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามายังสนามซ้อมแต่ สายสืบคนดังกล่าวไหวตัวทันและหนีออกไปก่อน

วันต่อมา บิเอลซา ยืดอกรับอย่างภาคภูมิว่า เขาเป็นคนส่งสายสืบเพื่อเข้าไปดูแทคติคการเล่นของดาร์บี้เคาตี้ด้วยตัวเองเพื่อเตรียมทีมในการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น อันที่จริงเขาใช้วิธีนั้นมาก่อนสมัยคุมอาเจนติน่า และประกาศแน่ชัดว่า มันเป็นเรื่องที่ทำกันได้และไม่ผิดกฏหมายใดๆ

อย่างไรเสีย ไม่สำคัญว่า บิเอลซา จะส่งสปายเข้ามาสืบในสนามซ้อมเมลวู้ดหรือไม่ เพราะในช่วงเวลาที่ต้องตรวจคนเข้าออกสนามซ้อมทุกครั้งอย่างทุกวันนี้เป็นเรื่องยากถึงยากที่สุดที่จะส่งสปายเข้ามาได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ปฏิเสธความจริงที่ว่า บิเอลซาคือกุนซือที่เตรียมการแข่งขันแบบ “เก็บทุกเม็ด” เฉกเช่นเดียวกับที่กวาร์ดิโอลาห์(ศิษย์ของเขา) ยกย่องว่า “ผมรู้จักกุนซือที่เตรียมการแข่งดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง และบิเอลซาก็คือคนๆ นั้น!”

3. แท็กติกของบิเอลซ่า

บิเอลซ่านิยมใช้แผน 4-1-4-1 สลับกับ 3-3-1-3 โดยเขานิยมใช้เซ็นเตอร์แบ็คที่มีทักษะการครองบอลและการผ่านบอล เพื่อเซ็ตอัพเกมจากแดนหลัง แผงหลังของลีดส์จะดันสูง โดยมีกลางรับถอยต่ำลงมารับบอลเป็นกองหลังคนที่ 5

เกมรับรูปแบบ “กับดัก”

ในยามที่ทีมไม่ได้ครองบอล ผู้เล่นทุกคนของลีดส์จะต้องแมนมาร์คผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม เพื่อปิดช่องทางจ่ายบอลให้ได้มากที่สุด และจะมีผู้เล่น 1-2 คนที่วิ่งเพรสซิ่งตั้งแต่แดนบน สลับกันเข้าบอลจนกว่าคู่แข่งจะเสียการครอบครองบอล เมื่อแย่งบอลกลับมาได้ ก็จะเล่นเกมสวนกลับอย่างรวดเร็ว

แต่หากคู่แข่งเลือกที่จะหนีเพรสซิ่งโดยการใช้บอลยาว แนวรับของลีดส์ที่ถนัดเกมกลางอากาศ ก็จะทำหน้าที่เก็บกวาดโดยใช้ศีรษะ การเคลื่อนที่ยามไม่มีบอลของผู้เล่นลีดส์ทุกคนจะวิ่งแบบสอดประสานกัน มีการทดแทนตำแหน่งเพื่อปิดช่องว่างตลอดเวลา หัวใจสำคัญของเกมรับลีดส์คือกองกลางตัวรับที่คอยสั่งการและเคลื่อนที่ระหว่างแดนกลางและหลังเพื่อเพิ่มความได้เปรียบเรื่องจำนวนผู้เล่น

เกมรุกรูปแบบ “เพชร”

เวลาเล่นเกมรุก ลีดส์จะค่อย ๆ ปรับวิธีการยืนจนกลายเป็น 3-3-1-3

สเต็ปแรก ฟูลแบ็คจะเติมเกมสูงจนกลายเป็นวิงแบ็ค เพื่อไปสนับสนุนปีกทั้งสองข้างที่หุบเข้าในจนกลายเป็นกองหน้า

สเต็ปสอง กลางรับจะถอยต่ำลงไปทำหน้าที่เซ็นเตอร์แบ็คคนที่ 3 ส่วนเซ็นเตอร์แบ็คจะถ่างออกเพื่อรักษาแนวป้องกันริมเส้น

สเต็ปสาม กองกลางสองคน จะสลับหน้าที่กัน คนหนึ่งจะถอยลงมายืนตรงกลางร่วมกับวิงแบ็ก เพื่อคุมพื้นที่แดนกลาง 3 คน ส่วนกลางอีกคนจะขยับขึ้นไปเป็นกองกลางตัวรุก ทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ เรียกว่า enganche (เอ็นกานเช่) คือผู้เล่นเบอร์ 10 ที่เคลื่อนที่อยู่ระหว่างแผงกองกลางกับแผงเกมรุก

สเต็ปที่สี่ ปีกสองข้างจะเติมขึ้นสูงจนกลายเป็นกองหน้ากึ่งปีก สามารถที่จะสร้างเกมจากริมเส้นเพื่อสนับสนุนกองหน้า หรือ ตัดเข้าใจเพื่อทำประตูเองก็ได้

(ขอบคุณภาพจากเว็ปไซต์ Footballcoin.io)

ส่วนกองหน้าตัวเป้านั้นคือหัวใจสำคัญ ผู้เล่นจะเคลื่อนที่หาช่อง ดึงตัวประกบ ผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมสอดขึ้นไปทำประตู

ลักษณะการเซ็ตบอลของผู้เล่นบิเอลซ่า จะผ่านบอลกันแบบ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เริ่มต้นตั้งแต่แดนหลังที่มี ผู้รักษาประตู-เซ็นเตอร์สองคนที่ยืนกว้าง และกลางรับ ค่อย ๆ เซ็ตบอลหาจังหวะผ่านบอลไปแดนต่อไป เมื่อบอลถูกลำเลียงไปยังแดนกลางสำเร็จ ผู้เล่น 4 คนในแดนกลางประกอบด้วย กลาง-วิงแบ็ก 2 คน-กลางรุก ก็จะผ่านบอลกันแบบเดิม เพื่อสร้าง “เพชร” ในแดนกลาง

ขั้นตอนสุดท้ายก่อนการเอาบอลเข้าสู่พื้นที่ทำประตู วิงแบ็กจะเป็นคนกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่ ยกตัวอย่าง หากมีช่องว่างทางริมเส้นฝั่ง “เพชร” จะเคลื่อนที่ไปทางฝั่งซ้าย แต่วิงแบ็กขยับเข้าในมาตรง half-spaces การโจมตีรูปแบบเพชรก็จะอยู่ตรงหน้ากรอบเขตโทษ

“เพชร” เม็ดสุดท้าย คือการประสานกันของผู้เล่น 4 คนในแดนหน้า ประกอบด้วย กลางรุก (enganche)-ปีก 2 ข้าง-ศูนย์หน้าตัวเป้า โดยที่เอ็นกานเช่จะเป็นคนกำหนดทิศทางว่าจะจ่ายคิลเลอร์พาสให้ศูนย์หน้า หรือจ่ายบอลออกริมเส้นให้ปีกทำเกม

4. แนะนำนักเตะตัวร้ายของลีดส์

*พาโบล เอนานเดซ (Pablo Hernandez) – enganche ควบคุมจังหวะของเกมรุก – 9 ประตู 9 แอสซิสต์,

**แพททริก แบมฟอร์ด (Patrick Bamford) – ศูนย์หน้าตัวเป้า/false-9 – 16 ประตู 2 แอสซิสต์,

แจ็ค แฮริสัน (Jack Harrison) – ปีก/กองหน้าฝั่งซ้าย – 6 ประตู 8 แอสซิสต์,

เอลแดร์ คอสต้า (Hélder Costa) – ปีก/กองหน้าฝั่งขวา – 4 ประตู 5 แอสซิสต์,

มาเตอุสซ์ กลิค (Mateusz Klich) – กองกลาง – 6 ประตู 5 แอสซิสต์,

สจ๊วต ดัลลาส (Stuart Dallas) – แบ็กซ้าย – 5 ประตู 3 แอสซิสต์,

ลุค อายลิ่ง (Luke Ayling) – แบ็กขวา – 4 ประตู 4 แอสซิสต์,

เลียม คูเปอร์ (Liam Cooper) – เซ็นเตอร์แบ็ก , กีโก้ กาซิญ่า – ผู้รักษาประตู, และ

***คาลวิน ฟิลลิปส์ (Kalvin Phillips) – เรจิสต้า (เพลย์เมกเกอร์แนวลึก)/กลางรับ – หัวใจสำคัญของลีดส์ ยูไนเต็ด

โดยสรุปแล้ว บิเอลซ่าทำทีม โดยใช้การผสมผสานระหว่าง สไตล์โยฮัน ครัฟฟ์กับอาร์ริโก ซาคคี่ หรือถ้าให้เปรียบในยุคปัจจุบันก็คือ กวาร์ดิโอลา+คล็อปป์ ลีดส์ ยูไนเต็ดของบิเอลซ่ามีความแตกต่างกับทีมที่เลื่อนชั้นทีมอื่นพอสมควร เพราะเป็นทีมที่มีระบบเฉพาะตัว ไม่ได้เน้นรุกเต็มสูบ หรือ รับเต็มตัว แต่ใช้การเซ็ตบอลจากแดนหลังเหมือนกับทีมระดับท็อปในยุโรป

คีย์แมนที่ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องใช้ในการหยุดลีดส์ ยูไนเต็ดคือ ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า, และจอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุม เนื่องจากจะเป็นเกมที่ดึงเชิงกันในแดนกลางค่อนข้างเยอะ ทีมที่ควบคุมพื้นที่ในแดนกลางได้ดีกว่ามีสิทธิเป็นผู้ชนะ จากสถิติแล้ว ฟาบินโญ่ และ นาบี้ คือผู้ที่แย่งบอลจากเท้าคู่ต่อสู้ได้ดีที่สุดในทีม รองลงมาคือกัปตัน ผู้มีความสำคัญในการซ้อนตำแหน่งฟูลแบ็ก และคุมจังหวะเกม ส่วนจินี่ก็เป็นคนที่ครองบอลเหนียวแน่นที่สุด จ่ายบอลสั้นแม่นที่สุด และชะลอเกมรุกคู่แข่งได้ดีที่สุด

แต่อนาคตของจินี่นั้นยังไม่แน่ว่าจะอยู่กับทีมในวันเปิดฤดูกาลหรือไม่ และความฟิตของเฮนเดอร์สันก็ยังเป็นคำถาม เพราะฉะนั้น จึงต้องฝากความหวังไว้ที่ เกอิต้า และ ฟาบินโญ่ อีกหนึ่งตำแหน่งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า คล็อปป์จะเลือกเติม ทาคูมิ มินะมิโนะเป็น 4 ประสาน หรือใช้เคอร์ติส โจนส์ช่วยคุมจังหวะของเกม (แต่สังหรณ์ใจว่าจะเป็นเจมส์ มิลเนอร์ ยังไงไม่รู้)

เจอร์เก็น คล็อปป์ ปะทะ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า 12 กันยายนนี้ มันเหงื่อหยด แน่นอน!!!

END

JB เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน