4 ความเคลื่อนไหวหงส์แดงประจำวันเสาร์ที่ 05 กันยายน 63

1.สงครามจิตวิทยาของราฟาปะทะเฟอร์กี้

นอกจากเจอร์เก็น คลอปป์แล้ว กุนซือที่สร้างปาฏิหาริย์ให้กับลิเวอร์พูลยังมีอีกคนหนึ่ง นั่นคือ ราฟา เบนิเตช

เบนิเตซ ทิ้งหลายสิ่งหลายยอย่างไว้กับลิเวอร์พูล ทั้งความทรงจำที่ยิ่งใหญ่กับอิสตัลบูลเมื่อปี 2005 หรือ ศักยภาพของราฟาในการฟาดฟันกับ เซอร์อเล็กเฟอร์กุสันสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

หมุนเวลากลับไปปี 2008-09 ฤดูกาลนั้นลิเวอร์พูลเก็บคะแนน 86 แต้ม (สูงพอจะเป็นแชมป์ลีกได้สบายๆ) แต่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเจ้ากรรมกลับคว้า 90 คะแนนภายใต้การคุมทีมของเซอร์อเล็กที่แสนบ้าคลั่ง ปีนั้น ราฟา เบนิเตช ใช้ทั้งแทคติคและเกมจิตวิทยาเข้าต่อสู้ เดือนมกราคมฤดูกาลนั้นมีการตั้งโต๊ะแถลงของ ราฟา เบนิเตซ ก่อนเกมการแข่งขันครั้งหนึ่ง เขาได้ประกาศต่อหน้านักข่าวทุกคนที่กำลังอัดวิดีโอและถ่ายทอดสดเอาไว้ในเวลานั้นว่า “ผมมั่นใจว่าทีมของผมไม่มีทางเอาชนะพรีเมียร์ลีกในปีนี้ได้ เพราะอเล็กเฟอร์กุสันควบคุมกรรมการเอาไว้ทั้งหมดแล้ว!”

ยอสซี่ เบนายูน อดีตกองกลางตัวรุกของลิเวอร์พูลในสมัยนั้นพูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “พวกเราไม่รู้เลยว่าเขา(ราฟา)กำลังจะทำอะไร แต่หลังจากที่เขาประกาศออกไปแบบนั้นมันก็ทำให้เราตระหงิดใจไม่น้อยเหมือนกัน เพราะบางครั้งเราล้มลงตรงนั้น เราล้มลงตรงนี้ แต่พวกกรรมการก็ทำแค่วิ่งผ่านไปแบบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ผมจำได้ว่าเกมกับฟูแล่มในปีนั้นเราเอาชนะพวกเขาได้ในนาทีที่ 94 จากการจบสกอร์ของผมเอง จากนั้นพวกเราก็ขยับขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่ง วันต่อมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีเกมเปิดบ้านรับการมาเยือนของแอสตัลวิลล่า พวกเขาถูกออกนำ 1-2 จนถึงนาทีที่ 80 แต่หลังจากนาทีที่ 90 ผ่านไป สกอร์รวมของเกมวันนั้นก็ยืนยันในชัยชนะของพวกเขาที่ 3 ประตูต่อ 2 ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมย้อนกลับไปคิดถึงคำประกาศของเบนิเตชวันนั้น!”

เบนายูนพยายามอธิบายว่าการเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมที่ราฟาประกาศไว้มีผลต่อการแข่งขันในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดีใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ราฟาประกาศต่อสื่อมวลชนในวันดังกล่าว ยอสซี่ เบนายูน เล่าต่อไปว่า หลังจากที่ราฟาพูดเรื่องการควบคุมกรรมการของเซอร์อเล็กและความเป็นไปไม่ได้ที่ลิเวอร์พูลจะกลายเป็นแชมป์ลีกออกไป เจมมี่ คาราเกอร์ก็เข้าไปพูดกับราฟาว่า

“เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันถัดมาเมื่อนักเตะมีนัดรวมพลกันอีกครั้ง เจอร์ราด กับ คาราเกอร์ เข้าไปคุยกับเบนิเตซว่า ‘คุณไม่รู้ตัวหรือว่าสิ่งที่คุณได้ทำไปนั้นคือการปลุกใจพวกเขาว่าพวกเรายอมแพ้ และเรื่องนี้จะมีผลไปจนจบซีซั่นแน่ๆ’”

ราฟา เบนิเตซ ทำถูกหรือผิดในเรื่องนี้ ? 

ต่อไปนี้คือบทวิเคราะห์

หนึ่ง – การกระทำของราฟามิได้มีเจตนาเพื่อปลุกใจแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแน่ๆ แต่การที่ประกาศออกไปอย่างนั้นมีผลหนึ่งอย่างก็คือ ทุกสายตาบอลโลกฟุตบอลจะจับจ้องไปที่การตัดสินของกรรมการในเกมของแมนยูไนเต็ด แม้เบนิเตซจะออกมาให้สัมภาษณ์ในเวลานั้นว่า “ผมไม่ได้ต้องการเล่นเกมจิตวิทยากับใคร สิ่งที่ผมต้องการในวันนั้นมีเพียงแค่การยืนหยัดในความจริงเท่านั้น!”

สอง – แต่จริงอยู่ที่ทุกสายตาบอลโลกฟุตบอลจะจับจ้องไปที่การตัดสินของกรรมการ ทว่าการที่เบนิเตซพูดถึงขั้นว่า “ไม่มีทางเอาชนะเกมลีกได้” ทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวเป็นพิษ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเฉกเช่นเดียวกับที่ เบนายูน เล่าให้ฟังว่า เจอร์ราดและคาราเกอร์เข้าไปต่อว่าผู้จัดการทีมของพวกเขา หลังจากการแถลงข่าวในวันนั้น ลิเวอร์พูลเสมอ 3 เกมติดต่อกัน ในขณะที่แมนยูไนเต็ดชนะ 3 เกม !

สาม – สุดท้ายถ้าเรามองทุกอย่างด้วยผลลัพธ์เรื่องมันก็ไม่เลวร้ายไปทั้งหมด แม้จะจริงอยู่ที่ห้องแงตัวจะเป็นพิษตามมาหลังจากที่เบนิเตซประกาศออกไปอย่างนั้น แต่คะแนนรวมพรีเมียร์ลีกในปีนั้นของลิเวอร์พูลก็สูงมากที่ 86 คะแนน (สูงกว่าปี 2013-14 ที่รอดเจอร์พาลิเวอร์พูลจบอันดับสองที่ 84 คะแนนอีก) นั่นหมายความหรือเปล่าว่า สิ่งที่เบนิเตซทำในวันนั้นจะเป็นการกระตุ้นลูกทีมของเขาให้ฮึดสู้ต่อระบบการตัดสินที่อยุติธรรมอย่างมีศักดิ์ศรีดิ์แล้ว

ถ้าสิ่งที่เบนิเตซทำในวันนั้นคือการต่อสู้กับความจริงที่โลกฟุตบอลควรรู้ มันก็เป็นการทำด้วยความกล้าหาญมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะปัจจุบันทีมเดียวกับที่ราฟาประกาศว่า “ได้ควบคุมกรรมการเอาไว้” นั้นคือทีมเดียวกับที่คว้าสถิติเก็บจุดโทษมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก 2 ฤดูกาลติดต่อกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

[ตารางพรีเมียร์ลีกปี 2008-09]

2.ลิเวอร์พูลกับ PFA

ชื่อนักเตะเข้าชิงรางวัล PFA ประจำปีนี้ออกมาแล้ว ประกอบไปด้วยนักเตะลิเวอร์พูล 4 คน คือ ฟานไดก์ เทรนต์ มาเน่ และ เฮนเดอร์สัน ในขณะที่มีนักเตะแมนเชสเตอร์ซิตี้อีก 2 คนคือ ราฮีม สเตอร์ริง และ เควิน เดอบรอย

(ในต่างประเทศมีเรื่องถกเถียงกันนิดหน่อยว่า ทำไมโมฮาเม็ด ซาลาห์ จึงไม่มีชื่อในปีนี้ทั้งๆ ที่เขาเป็นนักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดในบรรดาสามประสาน และทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดในบรรดาสามประสานอีกด้วย)

อย่างไรก็ดีแอดมินจับยามสามตาดูแล้ว นักเตะลิเวอร์พูลมีมากกว่า ไม่ใช่เรื่องดี เพราะนักเตะที่เชียร์หงส์ (นักเตะอังกฤตเป็นคนโหวต) มีจำนวนไม่น้อย เผลอๆ คะแนนจะเฉลี่ยกันไปแล้วสุดท้ายจะลงเอ่ยที่เควินเดอบรอยแหงๆ

(เดอบรอยปีนี้โหดแค่ไหนขอให้ดูสถิติแอสซิสต์ 20 ประตูของคุณชายเอาไว้ครับ เพราะคนที่ตามคุณชายมาอันดับสองคืออเล็กซานเดอร์ที่ทำแอสซิสต์ได้ 13 ประตูซึ่งถือว่าสูงแล้วในฐานะกองหลัง แต่ทั้งหมดนั่นหมายความว่า พรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมาไม่มี AMC คนไหนจะโหดเท่า เควิน เดอบรอย อีกแล้ว! แต่นั่นก็ต้องวัดกับอิทธิพลและกระแสความนิยมในตัวจอร์แดน เฮนเดอร์สันที่เป็นกัปตันผู้ชูถ้วยลิเวอร์พูลคนแรกในรอบสามสิบปีเหมือนกัน)

3.อัพเดทสัญญาไวนาดุม

สื่อฟุตบอลอย่าง GOAL ได้ลงความเห็นว่า ลิเวอร์พูลได้ตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยตัว จินี่ ไวนาดุม ออกจากทีมไปในช่วงที่สัญญาของเขากับสโมสรยังคงค้างอยู่ที่ 1 ซีซั่นแบบนี้ สถานะของจินี่ตอนนี้คือ “รอคนยื่นเสนอราคา” เข้ามาเท่านั้น ทว่าบาเซโลน่ากลับยังไม่ยื่นข้อเสนอเข้ามาเสียที

แต่ถ้ายึดตามการรายงานฉบับนี้แล้ว บาเซโลน่าจะยื่นข้อเสนอให้ลิเวอร์พูลแน่ แต่ต้องรอพวกเขาขายนักเตะบางคนออกจากทีมไปเสียก่อน และนักเตะคนนั้นมีชื่อว่า หลุย ซัวเรซ…

อย่างไรก็ดีไม่กี่วันก่อน จินี่ ไวนาดุม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในแคมป์ทีมชาติว่า เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวลานี้ระหว่างเขากับบาเซโลน่านั้นเป็น “เพียงแค่ข่าวลือน่ะครับ” เท่านั้น (แต่คำถามก็คือ จินี่ จะพูดได้เหรอว่า ‘ทั้งหมดคือเรื่องจริงและผมกำลังจะออกจากลิเวอร์พูล’ ถ้ามีการติดต่อมาจริงแต่ทุกอย่างยังไม่การันตีร้อยเปอร์เซ็น ?)

4.”รักมิใช่เพียงครอบครอง”

“การย้ายทีมของผมไม่เกี่ยวกับผลการแข่งขันใดๆ ผมคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ประธานสโมสรพูดกับผมเสมอว่า จบฤดูกาลผมจะตัดสินใจเมื่อไหร่ก็ได้ว่าจะอยู่หรือไป แต่เมื่อฤดูกาลจบลงและผมแจ้งต่อเขาว่าต้องการไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเขาไม่รักษาคำพูดของเขา ผมเสียใจที่คนยังคงสงสัยในความรักที่ผมมอบให้สโมสรแห่งนี้”

นั่นคือบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ของเมสซี่ ที่ประกาศจะอยู่ต่อกับบาเซโลนาแม้หัวใจจะโบยบินออกไปจากคัมป์นูแล้วก็ตาม (นึกถึงเพลงจำเลยรัก “กักขังฉันเถิด กักขังไป ขังตัวอย่างขังหัวใจดีกว่า”)

(จากภาพด้านบน สงสัยจะเป็นได้แค่ Just dream จริงๆ ฮ่าๆ / มันก็เป็นแค่ Just dream ตั้งนานแล้วโว้ย)

บทเรียนของเมสซี่กับบาเซโลน่านี้ทำให้เข้าใจประโยคที่ว่า “รักมิใช่เพียงครอบครอง” อย่างแท้จริงก็วันนี้เอง สุดท้ายแล้ว เมสซี่กับบาซ่ายังคงอยู่ด้วยกันต่อไป แต่ไม่มีความสุขเจืออยู่ในนั้นเลย สโมสรต้องแบกรับค่าเหนื่อยมหาศาลในช่วงเวลาวิกฤตที่ทีมกำลังถังแตก เพื่อรักษาสิ่งที่วันหนึ่งก็จะต้องเสียไปตามกาลเวลาอยู่ดี

“ดูกรอานนท์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ‘ขอสิ่งนั้นอย่าได้ถูกทำลายไปเลย’ มิใช่สิ่งที่จะมีได้” (บางส่วนจาก สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค หน้าที่ 98-100 ข้อที่ 106-108)

END – ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

นักเดียวจอด ชงกาแฟ

เลิฟหงส์แดง เสิร์ฟข่าว!