4 ความเคลื่อนไหวหงส์แดงประจำวันพุธที่ 02 กันยายน 63

1.เหตุผลสำคัญที่ทำหงส์ชวดแชมป์ปี 2013-14

ถ้าไม่มีเจอร์เก็น คลอปป์ แฟนบอลลิเวอร์พูลที่แสนงมงายอย่างผม ก็คงวนเวียนอยู่กับความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ซิตี้ในปี 2013-14 คงได้แต่คิดว่าทำไมหนอสโมสรที่รักจึงไม่มีวาสนาไปให้สุดทาง ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าสายลมแห่งโชคชะตาจะอำนวยให้แล้วแท้ๆ

ล่าสุดในสารคดีของ BBC เรื่อง Liverpool Fc: The 30 year wait  เบรนดรัน รอดเจอร์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลที่พาสโมสรไปอัปปางลงที่ปลายฤดูกาล 2013-14 รอดเจอร์ได้พูดถึงโชคชะตาที่ขาดวิ่นปีนั้นเอาไว้ว่า ความผิดพลาดทั้งหมดเป็นเพราะเกมรับที่ไม่สม่ำเสมอของลูกทีมของเขา “we just that bit inconsistent defending”

“ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า ปีนั้นเราจะกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกแน่ๆ ถ้าผมมีเวอร์กิลฟานไดก์เป็นหนึ่งในสี่แนวรับของผม!”

สิ่งที่รอดเจอร์พูดมิใช่โทษปี่โทษกลองเสียทีเดียว เพราะในฤดูกาล 2013-14 ปีนั้นลิเวอร์พูลเสียประตูไปร่วม 50 ลูก หรือมากที่สุดในบรรดา สโมสรท๊อป 5 แม้ว่าพวกเขาจะตามหลังแมนซิตี้เพียงแค่ 2 คะแนนก็ตาม

ในขณะที่ลิเวอร์พูลปี 2018-19 ที่เก็บ 97 คะแนนเป็นประวัติศาสตร์อันดับสองของพรีเมียร์ลีกนั้น พวกเขาเสียประตูเพียงแค่ 22 ลูกเท่านั้น (ปีดังกล่าวแม้จะลงเอ่ยด้วยอันดับสอง แต่อลีสซงเบคเกอร์คว้าสามถุงมือทองคำ และฟานไดก์เกือบคว้าบัลลงดอร์แทนที่เมสซี่ได้) และลิเวอร์พูลปี 2019-20 ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเสียประตู 33 ลูก แม้จะมากกว่าปีก่อน 11 ประตู แต่ทราบหรือไม่ว่ามันเป็นฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลเสียประตูน้อยที่สุดในบรรดา 20 ทีมพรีเมียร์ลีก

ประโยคที่ว่าเกมรุกจะทำให้เราชนะ แต่เกมรับจะทำให้เราเป็นแชมป์ไม่เกินจริงแต่ประการใดเลย

สิ่งที่รอดเจอร์โอดครวญนั้นมีเหตุผลอยู่ครับ แต่ถ้าแนวรับของลิเวอร์พูลมันพังยับเยินเสียขนาดนั้น ทำไมผู้จัดการทีมอย่างเขาถึงไม่แก้ไขมันให้รู้แล้วรู้รอด ? อันที่จริงเรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับรอดเจอร์สักนิด เพราะ FSG ได้ทำการดึงตัว Michael Edwards เข้ามาสู่ทีมในปี 2011 และตั้ง “คณะกรรมการซื้อขาย” เข้ามาแทรกแซงกิจการการซื้อนักเตะของผู้จัดการทีมอยู่ไม่น้อยเลย (แม้ท้ายที่สุดแล้ว เวอร์กิล ฟานไดก์ จะเข้าทีมมาเพราะหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้อย่าง Michael Edwards เห็นดีเห็นงามด้วยก็ตามที)

2.เวอร์กิล ฟานไดก์ มีความสำคัญกับลิเวอร์พูลมากขนาดไหน ?

แม้แฟนบอลอย่างเราๆ จะรู้ดีว่า เวอร์กิล ฟานไดก์ คือจิ๊กซอว์ตัวสำคัญสำหรับสโมสร แต่เคยสงสัยไหมครับว่า อันที่จริงแล้ว ฟานไดก์ นั้นสำคัญมากแค่ไหนในบรรดานักเตะของเจเค

เรื่องนี้ปีเตอร์ คราเวียรซ์ มือขวาของคลอปป์เจ้าของฉายา “ดวงตา” เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้กับ Theathletic ว่า “ถ้าเราไม่ได้ฟานไดก์ในฤดูกาลนั้น เราก็จะไม่ซื้อเซ็นเตอร์แบ็คคนอื่นเข้ามาแทน มันไม่มีนักเตะคนไหนในตลาดซื้อขายที่เป็น ‘ความแตกต่างอันแท้จริง’ เหมือนฟานไดก์อีกแล้ว ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้และให้เราตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะไม่ต้องจ่าย 75 ล้านปอนด์ เราก็จะยังคงเลือกตัดสินใจแบบเดิมคือจ่ายเงินมหาศาลแบบนั้นเพื่อให้ได้ตัวเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม”

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ของคราเวียรซ์ทำให้เราเข้าใจการทำงานของทีมซื้อขายลิเวอร์พูลมากยิ่งขึ้นคือ นักเตะที่ลิเวอร์พูลจะซื้อเข้าทีมมีสองประเภท ประเภทแรกคือเป็นตำแหน่งที่ต้องการเหมือนกับที่ ลิเวอร์พูลต้องการสำรองแบ็คซ้าย เมื่อตกลงกับนอริชซิตี้ไม่ได้ พวกเขาจึงซื้อคอสตาส ซิมิกาส เข้ามาแทน

ในขณะที่นักเตะอีกประเภทหนึ่งเป็นนักเตะที่ลิเวอร์พูลเฉพาะเจาะจงต้องได้ตัวอย่างเช่น ฟานไดก์ ตามที่คราเวียรซ์ได้กล่าวไป นาบิล เฟคีย์ และ ติโม แวร์เนอร์ก็เช่นกัน สังเกตไหมครับ นักเตะทั้งสองคนเป็นนักเตะที่เกือบได้ลงเอ่ยกับลิเวอร์พูลแล้ว แต่สุดท้ายก็มีเหตุที่ทำให้ไม่ได้ลงรอยกัน

แต่ประเด็นก็คือ ลิเวอร์พูลไม่ได้ตามหาตัวแทนของเฟคีย์และแวร์เนอร์ เหมือนกับที่เอาคอสตาสมาแทนที่จามาล ลูอิสเลย!

3. ลาก่อนเบนไวท์

เบนไวท์ หนึ่งในเซ็นเตอร์แบ็คที่ลิเวอร์พูลหมายตาได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับต้นสังกัดของเขาอย่างไบร์ทตันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นทำให้ตอนนี้หลายฝ่ายจับตามองเซ็นเตอร์แบ็คของลิเวอร์พูลอีกครั้ง เพราะฤดูกาลก่อนๆ เจเคมีเซ็นเตอร์แบ็คถึง 4 คนแต่อาการบาดเจ็บก็ยังรบกวนพวกเขาจนไม่พอใช้ กระทั่งวันนี้ เขาเหลือนักเตะปราการหลังแค่ 3 คนเท่านั้น และดาวรุ่งทั้งหมดที่เล่นตำแหน่งนี้ได้ยังคงประจำอยู่กับลิเวอร์พูลชุด U23

(แอดมินขอพยากรณ์ว่า คลอปป์จะใช้กรูยิชมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็คคนที่สี่ แต่ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้นก็จับตาดูตลาดซื้อขายช่วงปลาย หรือช่วงต้นเดือนตุลาคมให้ดี รับรองว่าอย่างไรเสียเราจะได้เห็นนักเตะเซ็นเตอร์แบ็คเข้ามาใหม่แน่นอน)

4.ความในใจของโมฮาเม็ด ซาลาห์ กรณีแชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบสามสิบปี

ในสารคดีฉลองแชมมป์ของลิเวอร์พูล โมฮาเม็ดซาลาห์พูดถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกเอาไว้ว่า

“ผมมักพูดเสมอในทุกๆ ครั้งที่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า พรีเมียร์ลีกคือถ้วยที่ผมต้องการมากที่สุด คนส่วนใหญ่จะบอกผมกลับมาว่า ‘นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ’ แต่ รู้อะไรไหมมันบ้าเสมอนั่นแหละและเราก็ทำมันจนสำเร็จแล้วด้วย

“ความมั่นใจสำหรับพวกเรามันเริ่มต้นขึ้นตอนที่ สามารถฟาดแมนเชสเตอร์ซิตี้ในเดือนพฤศจิกายนลงให้พบกับความพ่ายแพ้ในแอนฟิลด์ได้ ผมตื่นเต้นมากๆ ที่สามารถทำประตูใส่แชมป์เก่าอย่างพวกเขา และเสียงเชียร์จากแฟนบอลก็กระหึ่มไปทั่วทั้งอัฒจันทร์อย่างบ้าคลั่ง มันเป็นเรื่องที่พิเศษสำหรับผม และคงพิเศษสำหรับทุกคนเช่นเดียวกัน

“เมื่อเรารู้กันว่า มันมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก มันมีความเครียดเข้ามาจริงๆ นะครับ บางทีนักเตะทุกคนในทีมอาจรู้สึกตระหนกมากๆ เลยก็ได้ แต่สำหรับผมสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ ผมใช้ช่วงเวลาสั้นๆ ตรงนั้นไปกลับครอบครัวพร้อมดื่มด่ำมันไปอย่างมีความสุข

“กระทั่งเราทุกคนในทีมได้รู้ว่า เรากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้วจริงๆ (หลังจากเชลซีเอาชนะแมนซิตี้) ความมหัศจรรย์ที่เฝ้ารอกันมาก็เกิดขึ้น”

ในฤดูกาลล่าสุด โมฮาเม็ด ซาลาห์ คือกองหน้าที่ทำประตูและแอสซิสต์มากที่สุดในบรรดาสามประสาน นั่นคือ 19 ประตู 10 แอสซิสต์

END

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

เลิฟหงส์แดง – นัดเดียวจอด