4 ความเคลื่อนไหวหงส์แดงประจำวันพฤหัสที่ 30 กรกฏาคม 2563

1.ข้อความจากเลวานถึงคลอปป์

เจอร์เก็น คลอปป์ ปั้นดินเป็นดาวไปแล้วหลายดวง แต่ดวงหนึ่งที่ค้างท้องฟ้าของโลกฟุตบอลอยู่นานนั้นมีชื่อ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

คลอปป์ กับ เลวานดอฟสกี้ มีความสันพันธ์ที่เป็นมากกว่าผู้จัดการทีมและนักเตะ เลวานดอฟสกี้ เปิดเผยด้วยตัวเขาเองว่า “บางครั้งผมก็ไม่คิดว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมของผม บางครั้งผมรู้สึกว่า ‘ห้ะ อะไรนะ นั่นคุณจริงๆ หรือครับ เจอร์เก็น’

“เจอร์เก็น ก็เหมือนพ่อของผม คุณสามารถพูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ตราบเท่าที่คุณต้องการ ได้แม้กระทั่งโทรศัพท์ไปหาเขาตอนตีห้าและเล่าปัญหาทั้งหมดที่คุณมีให้เขาฟัง หลังจากนั้นเขาจะรับฟังคุณแบบที่คุณไม่คาดคิดว่าจะมีผู้จัดการทีมคนไหนทำอย่างนั้นได้ ผมดีใจมากที่ในความทรงจำของผม จดจำเขาในฐานะเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง”

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ เจอร์เก็น คลอปป์ โทรศัพท์ไปหาเซอร์อเล็กตอนตีสาม แบบที่เป็นข่าวไปเมื่อวันสองวันก่อนก็ได้

(JK อาจคิดว่ามันเป็นธรรมเนียมในโลกฟุตบอลที่จะติดต่อกันเมื่อไหร่ก็ได้!)

2.แผนการซื้อขายของลิเวอร์พูลรอบนี้จะแตกต่างจากเชลซีและแมนยูไนเต็ด!

ข่าวนี้เด็ดและเผ็ดมาก

Kieran Maguire ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล และมีหนังสือชื่อดังเรื่อง The price of football (เป็นหนังสือที่บรรจุรายละเอียดเรื่องการเงินในการทำสโมสรฟุตบอลเอาไว้) นั่นทำให้ความเห็นของเขาที่วิเคราะห์แผนการซื้อขายของลิเวอร์พูลในตลาดที่กำลังจะมาถึงในครั้งนี้

ไปอ่านความเห็นของเขากันครับ

คีแกน แมคไกร์ว กล่าวว่า “เกมในแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล พวกเขาจะได้รับเงินจากการซื้อตั๋วและจิปาถะต่างๆ ราวๆ 3 ล้านปอนด์ต่อหนึ่งเกม ซีซั่นที่ผ่านมาพวกเขามีโปรแกรมการแข่งขันในบ้านประมาณ 27-28 เกม รวมทุกรายการ ดังนั้นพวกเขาควรจะมีรายได้ทั้งหมด 84 ล้านปอนด์ แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เราทุกคนรู้กันดี หลังจากฟุตบอลกลับมาแข่งขันอีกครั้ง ลิเวอร์พูลพลาดเกมในบ้านไป 4 ครั้ง นั่นทำให้พวกเขาสูยเสียรายได้ไปราวๆ 12 ล้านปอนด์

“และยังไม่นับว่า พรีเมียร์ลีกต้องคืนเงินค่าถ่ายทอดสดไปราวๆ 360 ล้านปอนด์ในกับผู้ซื้อลิขสิทธิ์อีกนะครับ ฟังดูเยอะ แต่มันคือจำนวนทั้งหมดที่ทุก 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกต้องคืนไป โดยทั่วไปแล้วสโมสรจะต้องจ่ายคืนราวๆ 18 ล้านปอนด์ แต่สำหรับลิเวอร์พูลแล้วพวกเขาเป็นสโมสรขนาดใหญ่ พวกเขาต้องจ่ายเงินคืนราวๆ 30 ล้านปอนด์ได้

(สมมติว่าเราเป็นฝ่ายบริหาร หมายความว่า เราจะต้องเสียเงินราวๆ 42 ล้านปอนด์ไปกับเฉยๆ โดยที่ไม่ได้อะไรมาเลย เงิน 42 ล้านปอนด์นี้ เป็นจำนวนที่มากกว่าค่าฉีกสัญญาของโมฮาเม็ดซาลาห์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดของหงส์แดงเสียอีก แต่บางทีเราอาจสงสัยว่า แล้วเงินทั้งหมดที่เก็บเอาไว้นับตั้งแต่เป็นแชมป์ยูฟ่ามันหายไปไหน เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปถึงรายได้ต่อการแข่งขันในบ้านของสโมสรที่หายไปนัดละ 3 ล้านปอนด์ ในมุมมองของเรา เราอาจจะมองว่า รายได้จาก 3 ล้านปอนด์เป็น 0 บาท ก็ไม่เสียหายอะไร หาทางอื่นเอา แต่ในมุมมองของสโมสรและฝ่ายบริหาร มันคือรายได้ที่หายไปนัดละ -3 ล้านปอนด์ต่างหาก เพราะเงินที่ได้มาส่วนนี้ไม่ใช่กำไรที่จะหยอดใส่กระปุกอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในสโมสรอีกด้วย บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าเงินที่ได้จากการเป็นแชมป์ของลิเวอร์พูลหายไปไหน นั่นคือพวกเขาต้องเอามาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เคยใช้กระแสเงินสดจากการซื้อตั๋วการแข่งขันในบ้านจ่าย แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว ถ้าฤดูกาลหน้ายังไม่มีผู้ชมเข้าสนามอีกตลอดทั้งฤดูกาล มันก็จะหมายความว่า ลิเวอร์พูลจะสูยเสียรายได้ไปราวๆ 60 ล้านปอนด์หรือนักเตะดีๆ สักคน – แอดมิน)

อย่างไรก็ดี คีแกน แมคไกวร์ อธิบายต่อว่า “ผมรู้ดีว่าแฟนบอลส่วนใหญ่จะต้องไม่พอใจ ที่สโมสรไม่ซื้อนักเตะเข้ามาเพิ่ม เพราะสิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องทำในเวลานี้ก็คือการขยายสัญญานักเตะของพวกเขา ให้อยู่กับสโมสรต่อไปต่างหาก

“ถ้าผมเป็นแฟนลิเวอร์พูล ผมคิดว่าสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในเวลานี้คือการขยายสัญญาซาดิโอ มาเน่ และ เวอร์กิล ฟานไดก์ ออกไปอีกสองสามปี พวกเขาเป็นเสาหลักของสโมสร แต่นักเตะที่แฟนบอลอยากเห็นเดินเข้าสู่ทีมเพื่อสร้างความตื่นเต้นนั้นการันตี อะไรไม่ได้เลยว่าพวกเขาจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในตำแหน่ง 11 ตัวจริง (การต่อสัญญานักเตะนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเพิ่มค่าเหนื่อยด้วย) นี่คือสิ่งที่ฝ่ายบริหารต้องลงทุน ลงทุนเพื่อผูกสิ่งที่ดีงามอยู่แล้วให้คงอยู่กับสโมสรต่อไป”

นั่นคือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางการเงินในโลกฟุตบอลนะครับ

แต่เรื่องที่น่าคิดก็คือ ความสดใหม่ก็เป็นเรื่องจำเป็นต่อสโมสรเหมือนกัน โดยเฉพาะการดึงนักเตะที่มีความสามารถเข้ามาสู่ทีม เพราะจะเพิ่มความกดดันให้กับนักเตะชุดเก่าในการป้องกันตำแหน่งตัวจริง  (เจอร์เก็นยืนยันว่า เด็กๆ ในทีม 3-4 คน กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายตำแหน่งตัวจริงจากนักเตะชุดใหญ่ มองในอีกแง่คนเป็นโค้ชเก๋าๆ อย่างคลอปป์อาจรู้ดีกว่าใครว่าเรื่องนี้จะต้องจัดการอย่างไรก็ได้)

สุดท้ายของข่าวนี้ – สำหรับคนที่กำลังส่ายหน้าอย่างเป็นกังวลต่อสโมสรที่อาจไม่ซื้อใครเข้ามาเพิ่ม ข้อหนึ่ง – อันที่จริงเราอาจเห็นการซื้อขาย แต่คงเป็นการซื้อขายในดีลเล็กๆ เหมือนการดึงโรเบิร์ตสันในราคา 8 ล้านปอนด์จากฮัลล์ซิตี้ที่ตกชั้น จากนั้นให้นักเตะปรับตัวด้วยวันเวลาก่อนเจียรไนขึ้นกลายเป็นเพชรชุดใหญ่ ฝ่ายซื้อขายของลิเวอร์พูลมีความสามารถในการหาของดีราคาถูกอยู่แล้ว เรื่องนี้น่าจะวางใจได้ มันจะมีการซื้อขายแน่นอน แต่มันคงเป็นการซื้อขายที่ไม่หวือหวาสักเท่าไหร่นัก

ข้อสอง – เป็นเรื่องธรรมดาครับที่เราต้องปรับตัวในช่วงวิกฤต ทฤษฏีวิวัฒนาการของชาร์ลดาวินกล่าวว่า “ผู้ที่อยู่รอดได้มิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุดต่างหาก” ถ้าลิเวอร์พูลสามารถผ่านวิกฤตการเงินในครั้งนี้ไปได้ พวกเขาจะกลายเป็นทีมที่มีระบบหลังบ้านที่ดีมากๆ ทีมหนึ่ง และนั่นคือความแข็งแกร่งที่แท้จริงเสียยิ่งกว่าการใช้เงินแก้ทุกอย่างอย่างฉาบฉวยแน่!

ลองนึกภาพถึงวันที่ลิเวอร์พูลกลายเป็นแชมป์อีกครั้งโดยที่ไม่ลงทุนซื้อนักเตะระคาสูงเข้าสู่ทีม เมื่อนั้นโลกการเงินของวงการฟุตบอลจะต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง ถึงวันนั้นสโมสรส่วนใหญ่ต้องเริ่มลงทุนกับทีมซื้อขายในการเก็บข้อมูลนักเตะ มากกว่าการดึงสตาร์เข้าสู่ทีมแล้ว

3.ทรงผมใหม่ของซาลาห์

นี่คือทรงผมใหม่ของโมฮาเม็ดซาลาห์ เขาไถด้านข้างออกเพื่อระลึกถึงลอฟเลนอยู่ตลอดเวลา !

4.ผมต้องการมันทั้งหมดนั่นแหละ

ปิดท้ายข่าวของเช้าวันนี้ด้วยบทสัมภาษณ์ของอลีสซงที่เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของ ถ้วยแชมป์สองใบระหว่าง ยูฟ่าแชมป์เปียนลีกและพรีเมียร์ฯ เอาไว้

อลีสซงบอกว่า “ก่อนที่ผมจะย้ายมาลิเวอร์พูล การคว้าถ้วยยูฟ่ามาครอลคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตผม มันคือรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนักฟุตบอล แต่พอผมย้ายมาสู่ลิเวอร์พูล แฟนบอลพูดกับผมว่า เราไม่เห็นต้องการแชมป์เปียนลีกอะไรนั่นเลย เราต้องการแชมป์ลีกต่างหาก

“ผมยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเมื่อผมย้ายมา ผมก็ต้องการมันทั้งสองถ้วยนั่นแหละ ความจริงแล้ว ซีซั่นก่อนเราเกือบคว้ามันได้ทั้งสองใบ แต่เราก็ทำได้แค่แชมป์เปียนลีก ทว่าการเอาชนะแชมป์เปียนลีกคือแรงผลักดันที่ทำให้เรากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ มันการรอคอยที่ยาวนานสำหรับแฟนบอล แต่เราก็คว้ามันมาได้ในท้ายที่สุด”

END – ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

นัดเดียวจอด ชงกาแฟ

เลิฟหงส์แด งเสิร์ฟข่าว