4 ความเคลื่อนไหวหงส์แดงประจำวันพุธที่ 22 กรกฏาคม 63

1.เนวิลเทียบแผนการซื้อขายของคลอปป์และเซอร์อเล็ก

การทำทีมฟุตบอลนั้นมีหลากหลายมิติให้ขบคิดมาก

นอกจากระบบการเล่น ทักษะความสามารถของนักเตะ โภชนาการ ฟิตเนส การตอบคำถามกับสื่อ วิธีการสื่อสารกับลูกทีม และอีกมากมายก่ายหน้าผาก แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญและมีผลต่อความสำเร็จของทีมสูงมากก็คือ “การซื้อขาย!”

เจมมี่ คาราเกอร์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า กุนซือคนหนึ่งเคยพูดกับเขาในช่วงที่เขายังเป็นนักเตะให้กับลิเวอร์พูลอยู่ว่า “ถ้าการซื้อขายของคุณ 50 เปอร์เซ็น เป็นการซื้อขายที่ประสบความสำเร็จ (คือส่งผลต่อรูปเกมอย่างเห็นได้ชัดเหมือนฟานไดซ์ – แอดมิน) เมื่อนั้นมันก็หมายความว่าเท้าข้างหนึ่งของคุณได้ก้าวเข้าสู่เขตแดนของการเป็นแชมป์ไปแล้วครึ่งหนึ่ง”

เจอร์เก็น คลอปป์ ประสบความสำเร็จนักเตะที่เขาซื้อเข้ามาสู่ทีมมากกว่า 80 เปอร์เซ็น ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณทีมซื้อขายที่กลายเป็นแนวหน้าของวงการฟุตบอลไปแล้ว อย่าง ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด และนักวิเคราะห์ข้อมูลอย่า งเอียน แกรแฮมด้วย

แต่เรื่องตลกร้ายก็คือ แม้การซื้อขายจะเป็นกุนแจไปสู่ความสำเร็จ แต่ลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้กลับประสบปัญหาทางการเงินจนไม่มีงบประมาณในการจับจ่ายใช้สอยซะอย่างนั้น!

(จริงที่ฤดูกาลปัจจุบันลิเวอร์พูลแทบไม่มีนักเตะอาชีพเข้ามาสู่ทีมยกเว้น มินามิโนะ เลย แต่อย่าลืมว่ากว่าที่แชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 จะเดินทางมาถึง เจอร์เก็น คลอปป์ จะมีงบประมาณในการดึงนักเตะเข้าสู่ทีมทุกซีซั่น บางครั้งถึงกับใส่นักเตะเข้าไปอย่างบ้าคลั่งทุบสถิติโลกเฉกเช่นดีลของฟานไดก์และอลีสซงด้วยซ้ำ จนกระทั่ง 2020-21 เดินทางมาถึง หากเจอร์เก็น ไม่สามารถซื้อใครเข้าสู่สโมสรในตลาดฤดูร้อนรอบนี้ได้ มันก็หมายความว่า คลอปป์จะไม่ซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมในตลาดทั้ง 3 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับแต่เขาย้ายมาลิเวอร์พูลเลยด้วยซ้ำ)

แล้วเจอร์เก็น จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ?

คลอปป์ตอบว่า เขาจะแก้ปัญหาโดยการ “ผมมีดาวรุ่งอยู่ราวๆ 3-4 คนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นนักเตะอาชีพ”

แต่การดันดาวรุ่งจะสามารถทดแทน การซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมได้จริงหรือ ? คนที่วิเคราะห์ปัญหานี้ได้น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งก็คือ แกรี่ เนวิลล์ อดีตนักเตะจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (คราวนี้เฮียเนฟแกวิเคราะห์อย่างจริงใจและไม่กวนบาทาแต่ประการใด)

แกรี่ เนวิล กล่าวว่า “ผมว่า (แผนการดันดาวรุ่งของคลอปป์) มันน่าสนใจดีนะ เพราะหนึ่งเราต้องการดันนักเตะรุ่นใหม่ๆ เข้าสู่วงการฟุตบอลอังกฤษให้มากขึ้น อีกประการหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ พวกเขาเคยประสบความสำเร็จกับอเล็กซานเดอร์อาโนลมาแล้ว

“ทุกคนบนโลกฟุตบอลรู้ดีว่า การพอใจกับสิ่งที่ตนมีและพูดว่า ‘ฉันจะไม่ปรับปรุงตัวเองอีกต่อไปแล้ว’ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้บนโลกฟุตบอล เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเตะที่สามารถพิชิตแชมป์ยุโรปกับพรีเมียร์ลีกได้แล้ว พวกเขาจะรู้สึกสบาย และไม่มีความกดดันใดๆ ในการแย่งชิงพื้นที่ตัวจริงเลย

“ผมกำลังพูดถึง ความสมดุลของทีมและการปลุกเร้านักเตะ

“เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคของเซอร์อเล็กเฟอร์กุสัน เขาเป็นคนที่ไม่เคยปล่อยให้นักเตะรู้สึกเหมือนนอนอยู่บ้านตัวเองเลยสักฤดูกาลเดียว เขาจะกระตุ้น เขย่า และสร้างแรงกดดันให้กับนักเตะของตัวเองอยู่เสมอ และวิธีการที่เขาใช้อยู่ประจำก็คือ การซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมเพื่อท้าทายลูกทีมคนเก่าของเขา

“เจอร์เก็น คลอปป์ จะต้องสร้างความกดดันให้กับนักเตะของตัวเองบ้าง”

ความท้าทายของเจอร์เก็น คลอปป์ ในเวลานี้ คงมิใช่เรื่องการซื้อนักเตะคนไหนเข้ามาสู่ทีมเพื่อกดดันนักเตะชุดเดิมแล้ว เพราะการดึงนักเตะคนใหม่เข้ามาสู่สนามจะต้องปล่อยนักเตะชุดเดิมออกไปเพื่อเป็นทุนไปจับจ่ายใช้สอย และดูเหมือนว่าคลอปป์ไม่ต้องการปล่อยใครออกจากทีมเลย ขนาดเจม มิลเนอร์ ที่มีอายุมากที่สุดยังเพิ่งต่อสัญญาออกไปจนถึงปี 2022

ความท้าทายของ คลอปป์ ในเวลานี้จึงเป็น การจะทำอย่างไรให้ นักเตะดาวรุ่งนั้นสามารถสร้างความกดดันให้กับผู้เล่นชุดใหญ่ในการป้องกันตำแหน่งตัวจริงของพวกเขาต่างหาก!

ดูเหมือนงานนี้จะหนักไม่เบาเลยนะ …

ปล. สุดท้ายผมนึกขึ้นได้ว่า อันที่จริงลิเวอร์พูลนั้นต้องการปล่อยนักเตะดาวรุ่งบางคนอย่าง แฮรี่ วิลสัน ออกจากอ้อมอกอยู่แล้ว ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับไอ้หนูรายนี้ก็คือลิเวอร์พูลได้ปักป้ายขายวิลสันในราคา 25 ล้านปอนด์ (จำนวนเงินนี้คือ จำนวนเงินที่ลิเวอร์พูลอนุมัติให้คลอปป์สามารถซื้อนักเตะหนึ่งคน) น่าสนใจครับว่า ถ้าลิเวอร์พูลขายวิลสันหรือนักเตะคนอื่นๆ เพิ่มได้อีก มันอาจหมายถึง ความสามารถในการซื้อนักเตะเข้าทีมที่เพิ่มขึ้นก็ได้

ปล.2 สายข่าวต่างประเทศในเวลานี้ เริ่มพูดคุยกันถึงการปล่อยตัว จินี่ ไวนาดุม เพื่อแลกกับการใช้เงินในการซื้อ ติอาร์โก้ อาคันทาร่า กันแล้ว แม้จินี่จะอยู่กับลิเวอร์พูลมานานจนรู้ระบบ แต่น่าสงสัยว่า อะไรจะคุ้มกว่ากันระหว่าง การเก็บนักเตะที่รู้ระบบเอาไว้ กับการยอมเสียเขาไปเพื่อแลกกับแรงกระตุ้นในสนามซ้อมที่เพิ่มมากขึ้น ?

ตาชั่งสมการนี้ไม่รู้จะเอียงข้างไหนจริงๆ ครับ

2.สรุปบทสัมภาษณ์คลอปป์ก่อนเกมกับเชลซีในประเด็นต่างหากๆ

พูดถึงบัลลงดอร์ที่ถูกงดในปีนี้ : “ขอบคุณพระเจ้าที่เรายังมี PFA เหลืออยู่ งานของผมก็คือการทำให้นักเตะกลายเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้รับเลือก”

พูดถึงโรเบิร์ตสัน : “สามปีที่เราเซ็นเขาเข้ามาสู่ทีม ถ้าเราต้องจ่ายเขาในเวลานั้นด้วยเงิน 30 ล้านปอนด์ มันก็ยังเป็นดีลคุ้มค่าอยู่ดี มันไม่สำคัญหรอกว่าราคาจะมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าคุณราคา 8 ล้านปอนด์ แต่ไม่เก่งพอ 8 ล้านปอนด์ก็แพงเกินไป แต่สำหรับแอนดี้ เขาดีพอและสามารถช่วยเราได้และดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้เสียอีก มันไม่สำคัญว่าคุณจะถูกซื้อเข้ามาด้วยราคาเท่าไหร่หรอก”

พูดถึง เคนนีดัลกลิช ที่จะเป็นตัวแทนมอบถ้วยพรีเมียร์ลีก : “มันยิ่งใหญ่มากที่มีเขาเข้าร่วมด้วย นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงมีชื่อเล่นว่า King Kenny (คลอปป์พยายามเปรียบเปรยคำว่าราชากับคำว่ายิ่งใหญ่ – ผู้แปล)

เปรยถึง อดีตนักเตะ : “การรับแชมป์ในวันนี้ มันจะต้องมีความหมายต่อสตีเวน เจอร์ราด มากแน่เลย ไม่เว้นแม้แต่คาราเกอร์หรือนักฟุตบอลในอดีตคนอื่นๆ พวกเขารู้ดีที่สุดว่ามันเกิดอะไรขึ้น ความกดดันนี้มันหนักอึ้งขนาดไหน และดีแค่ไหนที่มันสลายตัวหายไป”

พูดถึงแลมพาร์ด : “แฟรงทำงานของเขาได้อย่างน่าทึ่ง เขาทำได้ดีในการคุมดาร์บี้ และได้รับความท้าทายที่เชลซี ไม่มีใครคิดหรอกว่าเขาจะพาเชชลซีเป็นแชมป์ในฟุตบอลอังกฤษที่แข็งแกร่งแบบนี้ได้ แต่ตอนนี้เขาเข้ารอบชิงเอฟเอคัพ นั่นคือสิ่งที่น่าประทับใจ มันหมายความว่า ตลอดเวลาที่เขาเป็นนักเตะ แฟรงมิได้ใช้เพียงแค่ขาในการลงเล่นเท่านั้น (แต่ยังใช้สมองเหมือนกับที่ใช้มันในการคุมทีม – ผู้แปล) อีกด้วย”

3.โค้ชที่เก่งที่สุดสำหรับชาวเยอรมัน คือเจอร์เก็น คลอปป์

Kicker นิตยสารฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมัน รายงานว่า เขาได้ทำโพสำรวจ 14 คำถามกับแฟนบอลในเยอรมันว่า ใครเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในบุนเดสลีก้า คำตอบที่ได้รับก็คือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ในขณะที่ เมสซี่ คือนักเตะที่ดีที่สุดในโลก นอกจากนั้นแล้ว คำถามถัดมาก็คือโค้ชที่ดีที่สุดในโลกเป็นใคร คำตอบที่ได้รับก็คือ เจอร์เก็น คลอปป์ ซึ่งเอาชนะผลการโหวตนี้อย่างถล่มทลายด้วยคะแนน 74 เปอร์เซ็น

ในขณะที่อันดับสองคือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่าที่กวาดไป 13 เปอร์เซ็น

Hansi Flick เป็นอันดันสาม 5 เปอร์เซ็น

นาเกลมันส์, ซิเมโอเน่ และ ซีดาน คืออันดับ 4 5 และ 6 ตามลำดับ

4.ครอบครัวหงส์แดงเข้าสนามชูถ้วยแชมป์ไม่ได้

เมื่อวานนี้ ลิเวอร์พูลได้ทำการยื่นเรื่องต่อพรีเมียร์ไปว่าจะให้ครอบครัวของนักเตะได้เข้าร่วมพิธีฉลองแชมป์ด้วย โดยจะมีผู้คนเข้าร่วมราวๆ 500 คน เรื่องดังกล่าวไปได้สวย แต่ในท้ายที่สุด (ไม่กี่ชั่วโมงมานี้) พรีเมียร์ลีกก็ตัดสินใจ ปฏิเสธคำขอที่ว่านั่นของลิเวอร์พูลไปด้วยเหตุผลความปลอดภัยทางสาธารณสุข

จบ – ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน