ความสัมพันธ์สุดยุ่งเหยิงระหว่างคลอปป์,บิเอลซาและกวาร์ดิโอลาห์เป็นอย่างไร ?

เท้าความกันสักนิด ก่อนที่ลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศอังกฤษจะเปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 เป็น พรีเมียร์ลีก สโมสรสุดท้ายคว้าแชมป์ได้ก็คือ “เจ้ายูงทอง” หรือที่รู้จักกันในชื่อลีดส์ยูไนเต็ด (คุณอา ย.โย่ง บิดาแห่งฉายาทีมฟุตบอล เป็นผู้ตั้งให้) ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ในปี 1990

หลังจากพรีเมียร์ลีกเริ่มต้นขึ้นในปี 1992 แม้ว่าจะไม่เคยได้สัมผัสถ้วยแชมป์ และไปไกลสุดแค่อันดับ 3 แต่ฟุตบอลที่น่าหลงไหลด้วยสไตล์ฟุตบอลที่สุดมันส์ ทำให้เจ้ายูงทองชุดขาวกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอล โดยเฉพาะแฟนบอลลิเวอร์พูล เพราะพวกเขาถือเป็นคู่อริอันดับหนึ่งของอดีตเจ้าแห่งลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันโดนปั่นจนเสียอาการอยู่บ่อยครั้ง

ลีดส์ถือเป็นสโมสรต้นแบบของการทุ่มเงินที่ทำให้องค์กรระดับยูฟ่าต้องหันมาตระหนักถึง “ผลของการใช้จ่ายเกินตัว” การทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก 2000/01 มันกลับเป็นกับดักที่พาทีมดำดิ่งอย่างรวดเร็ว พวกเขาทุ่มซื้อนักฟุตบอลและจ่ายค่าเหนื่อยมหาศาลจนหนี้สินเพิ่มขึ้นจาก 9 ล้านปอนด์เป็น 119 ล้านปอนด์ ในระยะเวลา 5 ปี จนกระทั่งปี 2002-03 ทำได้แค่จบอันดับที่ 5 การอดไปแชมเปี้ยนส์ลีกส์ในปีนั้นเป็นจุดสิ้นสุดของนกยูงร่างสีทอง พวกเขาต้องขายนักฟุตบอลชื่อดังทั้งทีมเพื่อมาใช้หนี้ที่กู้มาจากธนาคาร ทั้ง ร็อบบี้ คีน, ริโอ เฟอร์ดินานด์, ลี โบวเยอร์, โจนาธาน วูดเกต, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, แฮรี่ คีลล์, โอลิวิเยร์ ดากูรต์, อลัน สมิธ, เจมส์ มิลเนอร์, มาร์ค วิดูกา, สก็อต คาร์สัน, แดนนี่ มิลล์, ไมเคิล บริดจ์, และอีกมากมาย ที่ต้องขายแบบ “ยอมขาดทุน” เนื่องจากสโมสรอื่นรู้ว่าลีดส์ไม่มีทางเลือกแล้ว

ลีดส์ตกชั้นไปแชมเปี้ยนชิพในปี 2004 พร้อมปัญหาการเงินที่ติดตัว ต้องขายสนามเอลแลน โร้ด (แล้วเช่าอดีตสนามของตัวเองไว้ใช้งาน) จนกระทั่งจบฤดูกาล 2006/07 ก็ยังหาเงินมาชำระหนี้ไม่ได้ โดนเข้าควบคุมและตัด 10 คะแนน ส่งผลให้ตกชั้นไปลีกวัน ฤดูกาล 2007/08 พวกเขาทำผลงานได้ดีชนะรวด 7 เกมแรก และเก็บได้ถึง 91 คะแนน แต่ปัญหาการเงินยังไม่สะสางทำให้โดนหักคะแนนก่อนเริ่มฤดูกาล 15 คะแนน เหลือเพียง 76 คะแนน แพ้เพลย์ออฟอดเลื่อนชั้น

ในช่วงเวลาที่หายไป ลีดส์เปลี่ยนเจ้าของถึง 3 ครั้ง ซึ่งทั้งสามท่านทั้ง เคน เบตส์, มัสซิโม เซลลิโน, และอันเดรีย รัดริซซานี ก็ช่วยกันปลดหนี้ให้สโมสรได้สำเร็จ รอยแผลเป็นที่ไม่เคยจางเตือนให้ทีมบริหารของลีดส์ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป ปี 2018 พวกเขาได้ มาร์เซโล บิเอลซ่า เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม พาทีมเล่นเพลย์ออฟตั้งแต่ปีแรก และปีที่สอง เขาสามารถก็พาทีมคว้าแชมป์แชมเปี้ยนชิพกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกในรอบ 16 ปี

มาร์เซโล บิเอลซ่า กุนซือของกุนซือ

เหตุใด มาร์เซโล บิเอลซ่า ผู้จัดการทีมวัย 64 ปี ที่ไม่เคยคุมสโมสรระดับท็อปของลีกสูงสุด จึงกลับได้รับการยกย่องจากบรรดาผู้จัดการทีมระดับแชมป์ว่า “ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกฟุตบอลยุคโมเดิร์น”?

สมัยเป็นนักฟุตบอล บิเอลซ่า แขวนรองเท้าตั้งแต่อายุ 25 ปีด้วยอาการบาดเจ็บ แต่ความประทับใจใน โททัล ฟุตบอล ของท่านนายพล ไรนุส มิเชลล์ ก็ทำให้เด็กหนุ่มตัดสินเบนเส้นทางสู้การเป็นผู้จัดการทีมในทันที เขาใช้เวลา 10 ปีในการเป็นโค้ชเยาวชนของสโมสร นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ ในประเทศอาร์เจนตินา ปี 1990 ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดใหญ่ บิเอลซ่า ใช้ศาสตร์โททัลฟุตบอล ผสานกับ เคาน์เตอร์ เพรสซิ่งของอาร์ริโก ซาคคี (บิดาแห่งเกเก้น เพรสซิ่ง) พาสโมสรแรกของเขาคว้าแชมป์ได้ภายใน 2 ปี หลังจากนั้นก็ตระเวนสะสมไมล์กับสโมสรในประเทศเม็กซิโกและอาร์เจนตินา

ปี 1998 บิเอลซ่าได้รับเกียรติให้คุมทีมชาติอาร์เจนตินา ต่อมาพาทีมเข้ารอบชิงโคปาอเมริกา 2004 และในปีเดียวกันนั้น เขาก็พาทีมชาติคว้าเหรียญทองในศึกโอลิมปิก ถือเป็นทีมฟุตบอลจากอเมริกาใต้ทีมแรก และเป็นเหรียญทองแรกของทีมชาติอาร์เจนติน่าในศึกโอลิมปิกในรอบ 52 ปี มีนักเตะอย่าง คาลอส เตเบซ, ฆาเวียร์ มาสเฌราโน, กาเบรียล ไฮน์เซ, ฆาเวียร์ ซาวิโอลา, โรเบอร์โต อยาลา, วิลเฟรโด กาบาเญโร, ฟาบริซิโอ โกล็อกชินี อยู่ในทีมชุดประวัติศาสตร์

แต่งานคุมทีมที่สร้างชื่อให้มาร์เซโล บิเอลซ่าเป็นอย่างมากกลับเป็นการคุมทีมชาติเล็ก ๆ อย่างชิลี (ชิเล่) ในความรู้สึกของแฟนบอลทีมชาติ เขาสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับบิลล์ แชงคลีย์สร้างไว้ที่ลิเวอร์พูล ด้วยการช่วยปรับปรุง Juan Pinto Durans Sport Complex สำนักงานใหญ่ของสมาคมฟุตบอลชิลี จากสถานที่ที่ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น, โทรทัศน์เก่า, เตียงก็เก่า จนมีจอพลาสมาขนาดใหญ่, สปา, เครื่องปรับอากาศพร้อมระดับให้ความร้อน, รวมไปถึงห้องออกกำลังกายและห้องแต่งตัวนักกีฬาที่ทันสมัย มาร์เซโล บิเอลซ่าใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักขนาด 6 ตารางเมตรถึง 42 เดิน แบ่งเงินที่ได้จากการเดินสายบรรยายฟุตบอลเพื่อช่วยให้ทีมฟุตบอลชิลีมีสาธาณูปโภคที่ดีขึ้น

ชิลีภายใต้การคุมทีมของบิเอลซ่าเคยได้เล่นฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้นั้นมันยิ่งใหญ่กว่าถ้วยรางวัลใด ๆ รากฐานที่เขาสร้างไว้ส่งให้ชิลีเป็นแชมป์โคป้า อเมริกาครั้งแรกตอนปี 2015 และ 2016 ผู้จัดการทีมในตอนนั้น จอร์จ ซามเปาลี กล่าวยกย่องว่า มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากปราศจากกลุ่มนักฟุตบอลอย่าง อเล็กซิส ซานเชส, อาตูโร วิดัล รวมถึง ความเชื่อ, ความกล้า และต้นแบบแท็กติกที่บิเอลซ่าวางไว้ให้ทีม

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมาริซิโอ ปอเช็ตติโนให้ความเคารพโค้ชรุ่นน้าร่วมทีมชาติเป็นอย่างมาก แต่แท็กติกของบิเอลซ่ายังส่งไปถึงเป็ป กวาร์ดิโอล่า อธิบายง่าย ๆ ว่าสไตล์ฟุตบอลของเป็ปนั้นได้รับอิทธิพลมาจากฟุตบอลของบิเอลซ่าเกือบทั้งหมด

“ผมว่า เขาคือผู้จัดการทีมที่เตรียมทีมดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา” กวาร์ดิโอล่าเคยกล่าวไว้หลังจากเดินทางไปขอวิชาจากบิเอลซ่า ก่อนที่จะทำงานโค้ชให้บาร์เซโลน่า

ตุลาคม 2006 กวาร์ดิโอล่าพร้อมผู้ติดตามออกเดินทาง 5,000 ไมล์จากสเปนไปยังอาร์เจนตินา เริ่มแรกมันเป็นการถ่ายทำภาพยนต์สารคดีสเปนเกี่ยวกับฟุตบอล เมื่อถึงจุดหนึ่ง บิเอลซ่าหันไปถามกวาร์ดิโอล่าว่า “คุณคงไม่ได้มาถึงที่นี่เพื่อคุยเรื่องหนังหรอก ใช่มั้ยครับ?” และเมื่อสองคนได้เริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับฟุตบอล มันก็ยาวนานไม่มีทีท่าจะหยุดได้ ทีม, การวางแท็กติก, เกร็ดความรู้ฟุตบอล, ข้อมูลที่ได้จากคอมพิวเตอร์ของบิเอลซ่า แม้กระทั่งเก้าอี้ก็ถูกดึงมาประกอบบทสนทนาเพื่ออธิบายการเคลื่อนที่ จบจากเรื่องในสนาม พวกเขาก็ไปต่อเรื่องการจัดการในทางปฏิบัติ, การรับมือกับสื่อ, การให้ความสำคัญกับนักข่าวทุกคน ไม่ว่าจะมาจากสื่อระดับโลกหรือระดับท้องถิ่น การพูดคุยในครั้งนั้นทำให้เป็ปตัดสินใจว่า เขาจะเดินตามรอยศาสตราจารย์บิเอลซ่า “โค้ชที่ดีที่สุดในโลก” ในความคิดของ กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดโลกของแฟนบอลนับล้าน

เมื่อเป็ปรับตำแหน่งผู้จัดการทีม เขานำเอาทุกสิ่งจากบิเอลซ่ามาใช้ เขาไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อแบบส่วนตัว นักข่าวทุกคนมีสิทธิถามคำถามผ่านการให้สัมภาษณ์รอบสื่อมวลชน ในเรื่องการเตรียมทีม เป็ปใส่ใจทุกรายละเอียด แค่เคลื่อนที่ผิด เป็ปก็เรียกลูกทีมไปติวข้างสนามแล้ว ต่อให้จังหวะนั้นจะเป็นประตูก็ตาม เขาได้รับบุคลิกการคุมทีมมากจาก “The mad man” ลุงบิเอลซ่าขี้โมโหอย่างชัดเจน

ปี 2011 บิเอลซ่ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแอธเลติก บิลเบา ได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับบาร์เซโลน่าของเป็ป ด้วยคุณภาพของทีม บาร์เซโลน่าคือฝ่ายกำชัยชนะทั้งในบอลลีกและบอลถ้วย แต่กวาร์ดิโอล่าก็ยังให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากจะลงเล่นให้บิเอลซ่าสักครั้งในชีวิต ฆาบี้ มาติเนซ อดีตลูกทีมของเป็ปที่บาเยิร์น มิวนิกเคยเล่าให้ฟังว่า

“เขา (เป็ป) ชอบเข้ามาคุยมาถามผมถึงช่วงเวลาที่อยู่กับบิเอลซ่า (บิลเบา) เขาอยากจะรู้วิธีที่บิเอลซ่าฝึกซ้อม วิธีรับมือผู้เล่น เป็ปนับถือบิเอลซ่า และ บิเอลซ่าก็นับถือเป็ป ผมจำได้ว่าถึงตอนที่ลงแข่งกับบาร์เซโลน่า ท่ามกลางเม็ดฝน บิเอลซ่าเผชิญหน้ากับเป็ป  สุดยอดแท็กติก มันเป็นเกมที่สวยงามที่สุดในชีวิตของผม”

“วิธีที่เขา (บิเอลซ่า) ใช้ฝึกซ้อม คำพูดของเขา มันมีเอกลักษณ์ เขาสามารถผลักดันความสามารถของผู้เล่นจนสุดตัว เขารู้วิธีที่จะเค้นมันออกมาทุกหยด ทำให้คุณกลายเป็นผู้เล่นระดับท็อป และไม่ใช่แค่เรื่องในสนาม ผมยังเติบโตขึ้น บางทีเขาก็สอนบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลเลย สิ่งที่เราได้จากการบรรยายเป็นชั่วโมง มันเป็นเรื่องของชีวิตล้วนๆ”

อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนลิเวอร์พูลอาจจะรู้สึกคุ้น ๆ กับวิธีการทำทีม ใช่แล้ว ช่างคล้ายคลึงกับเจอร์เก็น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่สองท่านนี้ไม่ได้มีโอกาสพบกันมากนัก แต่ มาร์เซโล่ บิเอลซา กลับให้เกียรติกุนซือรุ่นน้องด้วยการให้สัมภาษณ์ถึงลิเวอร์พูลไว้ถึงสองครั้งว่า (คล็อปป์ยังเคยถูกวางตัวเป็นแคนดิเดตผู้จัดการทีมโอลิมปิก มาร์กเซย์ต่อจากบิเอลซ่าด้วย)

“ทีมที่ดีที่สุดยังไงก็ดีที่สุดเสมอ พวกเขาเข้าใจวิธีที่จะผลักดันตัวเอง เมื่อทีมฟุตบอลหยุดพัฒนา ผลก็คือการถอยหลัง แต่หากคุณได้เฝ้าดูลิเวอร์พูลเป็นเวลานาน จะรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง เพราะพวกเขาเล่นดีสม่ำเสมอ ผมกำลังหมายถึงพวกเขาไม่เคยหยุดพัฒนาเลย!”

“สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับทีมระดับสูง แต่ระดับของพวกเรายังไม่สามารถสร้างความเสถียรได้แบบนั้นในทุกเกม นี่คือส่วนหนึ่งในแผนการพัฒนาของเรา แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว”

“ฤดูกาลที่แล้ว เรามีช่วงเวลาที่ดีที่ทำเราผลงานดีในหลายเกมเหมือนกันตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะแสดงให้เห็นตลอดเวลา” บิเอลซ่ากล่าวไว้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2019

บิเอลซ่ากล่าวถึงลิเวอร์พูลเป็นครั้งที่สองในช่วงเดือนมิถุนายน ก่อนจะกลับมาจากการพักกักตัวว่า

“ในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลและคล็อปป์กลายเป็นทีมต้นแบบของทุก ๆ คนในวงการฟุตบอล”

“เป็นเรื่องธรรมดา ที่คุณจะมีทีมและผู้จัดการทีมที่ดึงดูดและคุณก็อยากทำตาม มนุษย์เรามักจะอยากเลียนแบบผู้ชนะ ในกรณีนี้ ผมเห็นแต่สิ่งที่ดีมากมาย พวกเรามีตัวอย่างแบบลิเวอร์พูล และตัวอย่างในทางตรงกันข้ามเช่นกัน เราได้เห็นทีมที่ทำประตูได้มากมายได้ทัน และทีมที่ต้องการสักเกมเพื่อที่จะไปต่อได้ (หลังพักเบรก)”

เกมเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศที่เพิ่งผ่านพ้นไป อาร์เซนอลหักปากกาเซียนด้วยการล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บางคนอาจแปลกใจว่ามิเกล อาร์เตต้าทำได้อย่างไร แต่ความจริงแล้ว เขาเตรียมทีมได้ดีตั้งแต่วันที่แพ้อาจารย์ของเขาในเกมลีกแล้ว เพียงแค่ความผิดพลาดบางอย่างมันทำให้ผลสกอร์มันหลอกตา ในการเจอกันในบอลถ้วย อาร์เตต้าไม่ได้วางแท็กติกที่ต่างจากเดิมมากนัก เขาสั่งให้ลูกทีมดับเบิ้ลมาร์กปีกสองข้างของแมนซิตี้ กองกลางยืนกันอย่างคอมแพ็ก (ยืนใกล้กัน) ช่วยกันซ้อนไม่ให้กองหน้าคู่แข่งรับบอลที่ออกจากเท้าของ KDB ได้ง่าย ๆ ความแตกต่างก็แค่ เกมแรกแนวรับทำพลาด แต่เกมที่สองแนวรับทำได้สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์ถึงขั้นที่ว่าสามารถต่อบอลหนีการเพรสซิ่งของแมนซิตี้จนนำไปสู่ประตูได้ ทำให้เห็นว่า ฟุตบอลของกวาร์ดิโอลาอาจเคยรับมือยากที่สุดเมื่อปีสองปีที่แล้วแต่ไม่ใช่ในปีนี้ ฟุตบอลของคล็อปป์เองก็ต้องการไอเดียใหม่ในทุก ๆ ปี ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหากกระบี่ไม่ลับคม

มิเกล อาร์เตต้า หลานศิษย์ของบิเอลซ่าที่เหนือกว่าอาจารย์อย่าง เป็ป กวาร์ดิโอล่า ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในขณะที่อาจารย์ปู่อย่างบิเอลซ่ากลับมีเจอร์เก็น คลอปป์เป็นต้นแบบอีกทอดหนึ่ง น่าประหลาดใจดีใช่หรือไม่ เมื่อกุนซือของยูงทองและหงส์แดง ต่างใช้เคล็ดวิชา เกเก้น เพรสซิ่งจากสำนักเดียวกัน

ความสัมพันธ์มันช่างยุ่งเหยิง และปวดหัวดี

แต่บอกได้คำเดียวครับว่า ไม่มีปีไหนที่พรีเมียร์ลีกจะคลั่งได้เท่ากับฤดูกาลถัดไปอีกแล้ว

(นั่นยังไม่นับ เคล็ดวิชาเรียกจุดโทษจากแมนยูไนเต็ดอีกสำนักหนึ่งนะครับ)

จบ