4 ความเคลื่อนไหวหงส์แดงประจำวันจันทร์ที่ 20 กรกฏาคม 63

1.ถอดบทสัมภาษณ์ คลอปป์ เรื่องแผนการซื้อขายตลาดครั้งถัดไป

เจอร์เก็น คลอปป์ เคยกล่าวเอาไว้ในช่วงการซื้อขายทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายก่อนเปิดฤดูกาล 2019-20 หรือแม้แต่ช่วงกลางฤดูกาลว่า ลิเวอร์พูลไม่จำเป็นต้องดึงนักเตะคนใหม่เข้ามาสู่ทีมในเวลานี้ เพราะ “เรามีนักเตะที่หายจากอาการบาดเจ็บอย่างเชมเบอร์เลน และดาวรุ่งมากมายที่พร้อมจะขยับขึ้นสู่ทีมชุดตัวจริงมากพออยู่แล้ว”

แม้เสียงวิพากษ์วิจารณ์จะดังระงมในช่วงแรก แต่มันก็แผ่วเบาลงไปตามผลงานของสโมสรที่เริ่มต้นฤดูกาลด้วยการเก็บชัยชนะติดต่อกันอย่างบ้าคลั่ง และจบลงด้วยการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบสามสิบปี

แต่ทว่า…

ทว่าตลาดครั้งถัดไป หลายสำนักข่าวเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า เจอร์เก็น กำลังต้องการนักเตะเข้ามาเสริมกำลังให้กับตัวเองในซีซั่นนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เริ่มตั้งแต่ข่าวการต่อสายโทรศัพท์คุยกับนักเตะไลบ์ซิกด้วยตัวเขาเอง (ก่อนที่มันจะล้มลงไม่เป็นท่า) หรือแม้แต่นักเตะอายุ 29 ปีอย่าง ติอาร์โก้ อาคันทาร่า ก็ถูกหัวหน้าทีมข่าวของสื่อเยอรมันอย่าง Blid ระบุว่า เจอร์เก็น ได้ทำการแจ้งต่อสโมสรไปแล้วว่า เขาต้องการกองกลางจากบาเยิร์นมิวนิครายนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมของเขา

แต่…ทั้งสองข่าวที่ยกมาข้างต้น หรือ ไม่ว่าจะเป็นข่าวไหนก็ตาม เรากลับยังไม่เคยเห็นบทสัมภาษณ์ของคลอปป์ตรงๆ ด้วยตัวเขาเองเลยสักครั้ง ยกเว้นข่าวๆ หนึ่งจาก The Athletic (ซึ่งได้รับการขุดแคะโดยแอดมินหน้ามนคนซื่อประจำเพจเลิฟหงส์แดงอย่างกระผมนี่เองครับ)

บทสัมภาษณ์ฉบับนี้ของคลอปป์ ไม่ใช่บทสัมภาษณ์ในปัจจุบัน แต่เกิดขึ้นในช่วง 20 วัน ก่อนที่ข่าวกับอาคันทาร่ากำลังจะเป็นกระแส เจม เพียช เผยแพร่บทความนี้ลงในเว็ปไซต์เมื่อวันนี้ 29 มิถุนายน 2563 เขาเขียนลงในบทความว่า ‘นักข่าวกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมรอบเจอร์เก็น คลอปป์ และเริ่มต้นสืบสวนถึงเป้าหมายในอนาคตของลิเวอร์พูลทีละข้อ…’ คำถามที่น่าสนใจที่สุดถูกถามว่า :

คุณประเมินแผนการ‘ซื้อนักเตะเข้าทีม’หลังจากสถานการณ์วิกฤตในครั้งนี้เอาไว้อย่างไรบ้าง ?

คลอปป์ตอบว่า “วิกฤตในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งการซื้อนักเตะเข้ามาและการขายนักเตะออกไปทั้งคู่เลยครับ ผมคิดว่าตลาดหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงในครั้งนี้คงไม่ใช่ตลาดที่คึกคักที่สุดในประวัติศาสตร์แน่ แต่คำตอบคงชัดเจนขึ้นเมื่อวันที่ตลาดกลับมาเปิดอีกครั้งจริงๆ

“สำหรับทีมของผม ดูซี่ครับทีมของผมตอนนี้ไม่ใช่ทีมที่ใครเดินผ่านมาแล้วก็บ่นยกใหญ่ว่า ‘เราจำเป็นต้องมีนักเตะในตำแหน่งนั้น เราจะเป็นต้องมีนักเตะในตำแหน่งนี้’ ผมกำลังจะบอกว่า ทีมของผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมากมายนัก

“ผมกำลังจะบอกพวกคุณว่า ไม่ใช่แค่นักเตะ 11 คนของผมนะครับ แต่ผมมีนักเตะถึง 16-17 คนที่สามารถสลับสับเปลี่ยน และยังคงทำให้ทีมอยู่ในระดับเดิมของมันได้ พวกเขาสามารถทดแทนกันและกันได้ 100 เปอร์เซ็น สิ่งที่ผมต้องทำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนักเตะนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับภายนอกเลย มันเป็นเรื่องภายในสโมสรล้วนๆ

“เรายังมีดาวรุ่งมากมายที่สามารถเป็นขุมกำลังได้ ทั้ง เคอติส – เนโก – ยัสเซอร์ – เซปป์ และคนอื่นๆ พวกเขาทำได้ดีในฐานะที่พวกเขากำลังยืนอยู่ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกคุณไม่รู้เกี่ยวกับพวกเขา ผมกลับเป็นฝ่ายที่รู้ทั้งหมด พวกเราไม่สามารถใช้เงินหลายล้านไป เพราะแค่ว่าเราอยากจะใช้ หรือเพียงเพราะเราคิดว่ามันดูเท่ดีที่จะใช้มัน พวกเราจะไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ

“ผมต้องการทำให้ทีมของผมแข็งแกร่งขึ้นนะ แม้ว่าทีมของผมจะแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ตาม

“ปัญหาก็คือ หลายคนอาจคิดว่าเราสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยการซื้อนักเตะเข้ามาในทีม จากตลาด แต่สิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ การใช้เงินเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริงหรอก มีเงินอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ (โดยใจมากครับบอสประโยคนี้ – ผู้แปล)

“สิ่งที่ผมกำลังทำก็คือ การเสริมความแข็งแกร่งอีกทางเลือกหนึ่ง ผมมีดาวรุ่งประมาณ 4 คนที่กำลังจะอยู่ในช่วงที่ใกล้จะเติบใหญ่และพร้อมที่จะกลายเป็นขุมกำลังหลักให้กับผม”

รวมความสั้นๆ คลอปป์น่าจะดันดาวรุ่งในทีมขึ้นมาสู่ผู้เล่นตัวจริงมากกว่าการซื้อนักเตะคนอื่นเข้ามา แต่เรื่องน่าสงสัยก็คือ ทำไมหัวหน้าทีมข่าวเยอรมันอย่าง Blid กลับยืนยันว่า คลอปป์ได้แจ้งต่อฝ่ายบริหารไปว่า เขาต้องการคว้าตัว อาคันทาร่า ? มิหนำซ้ำข่าวที่ปล่อยออกมานี้ เป็นข่าวที่ต้องจ่ายเงินก่อนอ่านด้วย ดังนั้นความแม่นยำจึงมิใช่เป็นที่น่ากังขาแต่ประการใด

มันง่ายครับที่จะสรุปว่าข่าวจาก Blid นั้นเป็นเพียงแค่การขายข่าวเอาเงิน แต่ถ้าพินิจในบทสัมภาษณ์ของคลอปป์ฉบับนี้ ความท่อนหนึ่งที่เจอร์เก็นพูดว่า “ผมต้องการทำให้ทีมของผมแข็งแกร่งขึ้นนะ แม้ว่าทีมของผมจะแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ตาม” อาจสรุปได้หรือไม่ว่า คลอปป์ ต้องการซื้อนักเตะเข้าทีมจริงๆ และจงใจปล่อยข่าวนี้ให้กับสำนักข่าวเยอรมัน เพื่อให้มันกลายเป็นกระแสและมีผลต่อการซื้อขายในภายหลัง เพราะหากบาเยิร์นมิวนิครู้ว่า คลอปป์ ให้ความสนใจจริงๆ พวกเขาก็คงขึ้นราคานักเตะและขายให้ลิเวอร์พูลในราคาแพง แต่ถ้าทำอย่างนั้นลิเวอร์พูลจะไม่มีทางซื้อแน่ เพราะขนาดแวร์เนอร์ที่ต้องการนักหนายังตัดใจมาแล้ว ในขณะที่ อาคันทาร่า ได้แจ้งต่อสโมสรแล้วว่าเขาจะไม่ต่อสัญญาที่เหลืออยู่ 1 ปี นั่นหมายความว่า ถ้าบาเยิร์นไม่รีบขายๆ ให้กับทีมที่กำลังสนใจ พวกเขาจะเสียนักเตะไปฟรีๆ ในวันข้างหน้าแน่

ดูเหมือนนี่จะเป็นเกมที่บาเยิร์นจะต้องเลือกระหว่าง การได้เงินเพียงนิดหน่อย กับ การไม่ได้อะไรเลย

สุดท้ายประโยคที่คลอปป์พูดว่า “ผมมีดาวรุ่งประมาณ 4 คนที่กำลังจะกลายเป็นขุมกำลัง” สองในสี่คนนี้คงเป็น เนโก วิลเลี่ยม และ เคอติส โจนส์ ที่คลอปป์ส่งลงสนามบ่อยๆ แน่ ในขณะที่อีก 2 คนที่เหลือ ผมไม่แน่ใจระหว่าง บริวสเตอร์ / วิลสัน / และ เอลเลียต จริงๆ

2.การออกล่ารองเท้าทองคำของ แดนนี อิงก์

สถานการณ์แย่งชิงรองเท้าทองคำกำลังเดือดสุดๆ เมื่อแดนนีอิงก์ทำหนึ่งประตูในเกมกับบอร์ทมัธ ส่งผลเขาทำประตูสิริรวมในฤดูกาลนี้ไปแล้วทั้งสิ้น 21 ประตู ตามหลัง เจมมี้ วาร์ดี้ จากเลสเตอร์ซิตี้ที่มีประตูรวม 23 ลูก

อย่างไรก็ดี พรีเมียร์ลีกจะเหลือเพียงแค่อีก 1 เกมสุดท้าย แต่โปรแกรมการแข่งขันของเซาแธมป์ตันดูมีภาษีมากกว่า เพราะยอดนักบุญจะต้องเผชิญหน้ากับ เชฟฯ ยูไนเต็ด ซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ ในฤดูกาลนี้แล้ว

ในขณะที่เลสเตอร์ซิตี้นั้นมีโปรแกรมสุดท้ายกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งปัจจุบันทั้งคู่มี 62 คะแนนเท่ากัน และผลแพ้ชนะในวันนั้นจะเป็นศึกตัดสินการชิงพื้นที่สุดท้ายในการไปเล่นแชมป์เปียนลีกฤดูกาลหน้า!

3.การตีฝีปากของนักร้องและนักฟุตบอล

เลียม กัลลาเกอร์ นักร้องที่เสียงดีพอๆ กับ “ฝีปาก” ของตนและเป็นแฟนพันธ์แท้สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ (แกโด่งดังจากวง Oasis ไปหาฟังกันได้นะครับ มีเพลงเพราะหลายเพลงเลย ที่แอดมินชอบที่สุดคือเพลง Stand by be ที่มีใจความเพลงว่า “เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร เพียงแค่ยืนเคียงข้างกันเอาไว้ก็พอ” /  กลับเข้าเรื่องฟุตบอล)

เลียม กัลลาเกอร์ ทวีตข้อความถึงการเลื่อชั้นของลีดส์และการคว้าแชมป์ของลิเวอร์พูลว่า

“ลีดส์เลื่อนชั้นพร้อมๆ กับลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก เห็นไหมละครับ สโมสรทั้งสองที่เคยยิ่งใหญ่จากยุคสมัยที่แม่เรายังเป็นเด็ก ก็ยังยืนอยู่ในเงาของแมนเชสเตอร์ซิตี้!”

อย่างไรก็ดี เรื่องเด็ดเผ็ดมันส์ก็คือ จอห์น อัลดริดจ์ ได้ตอกกลับเลียมเอาไว้แบบสุดแสบยิ่งกว่า อัลดริดจ์ ทวีตข้อความตอกกลับว่า “เลียมเอ๋ย ทีมของเอ็ง (แมนซิตี้) ปกติก็อยู่ในเงามืดของลิเวอร์พูลมาตลอดอยู่แล้ว แม้กระทั่งวงดนตรีของเอ็งอย่าง Oasis ก็ยังอยู่ในเงามืดของ The Beatles (ที่เกิดขึ้นจากเมืองลิเวอร์พูลเหมือนกัน) เห็นไหม ไม่ว่าจะเป็นทีมหรือวงของเอ็งก็ไม่สามารถทำลายความแข็งแกร่งจากลิเวอร์พูลได้ ดูแลตัวเองด้วยนะ เป็นห่วง”

4.รายงานผลการแข่งขันระหว่าง เชลซีและแมนยูไนเต็ด (มันเกี่ยวกับหงส์แดงตรงไหนเนี่ย!?)

แม้การแข่งขันของทั้งสองคู่นี้จะมิใช่การแข่งขันของลิเวอร์พูลโดยตรง

แถมยังมิใช่การแข่งขันในพรีเมียร์ลีกอีกต่างหาก

แต่คุณผู้อ่านที่รัก ทำไมเราจะไม่รายงานผลการแข่งขันของ สโมสรเพื่อนรักอย่างเชลซีที่ยัดเยียดความปราชัยให้แมนเชสเตอร์ซิตี้จนลิเวอร์พูลได้แชมป์

ทำไมเราจะไม่รายงานผลการแข่งขันของ สโมสรเพื่อนแค้นที่พ่ายแพ้อย่างย่อยยับในศึกเอฟเอคัพ จนอดเห็นแมทซ์แดงเดือดในศึกคอมมูนิตี้ชิลด์

(รายงานผลการแข่งขันสักที!)

โอเค รายงานผลการแข่งขันฉบับรวบรัดตัดความ : แมนยูไนเต็ดตกรอบถ้วยเอฟเอคัพในรอบรองชนะเลิศด้วยการพ่ายแพ้ให้กับเชลซี 1 ประตูต่อ 3

หนึ่งในสามประตูที่แมนยูไนเต็ดเสียไป คือลูกทำเข้าประตูตัวเองของ แฮรี่ แมคไกร์ว หรือเจ้าของสถิติกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก

ในขณะที่ประตูตีไข่แตกของพวกเขา มาจากอาวุธสุดอันตรายที่มิอาจหาทีมใดมาเทียบได้อย่าง จุดโทษ… (อีกเช่นเคย)

เห้อ ได้แต่ถอนหายใจด้วยเสียงหัวเราะ 55555555 จริงๆ ครับ

จบ – ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

นัดเดียวจอด ชงกาแฟ

เลิฟหงส์แดง เสิร์ฟข่าว