13 บทสรุปเกมหงส์พ่ายปืนใหญ่ 1-2

หนึ่ง – ทุกสิ่งทุกอย่างของเกมนี้เริ่มต้นขึ้นในนาทีที่ 20 ของการแข่งขันจากการทำประตูขึ้นนำของ ซาดิโอ มาเน่

นับจากประตูลูกนั้นเป็นต้นมา ลิเวอร์พูลกลายเป็นฝ่ายครองทั้งบอลและความมั่นใจในเกมการแข่งขันมาโดยตลอด หงส์แดงขึงเกมใส่ไอ้ปืนโต และรอคอยการแตกสลายจากฝ่ายตรงข้ามด้วยความเยือกเย็น ผู้เล่นของอาร์เซน่อลเริ่มเสียกระบวนไปทีละน้อย ทั้งเกมรุกและเกมรับ จนกระทั่งนาทีที่ 31 มาถึง สิ่งที่เจอร์เก็น คลอปป์ และ แฟนบอลหงส์แดงไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น…ก็เกิดขึ้น

ฟานไดก์จ่ายบอลพลาดทั้งๆ ที่เป็นลูกง่ายๆ และไอ้ปืนใหญ่ไม่รอช้าที่จะลั่นไกใส่ความสะเพร่าในครั้งนั้น ลิเวอร์พูลถูกตีเสมอ 1-1 จากความผิดพลาดของผู้เล่นที่เป็นเสาหลักของทีม

สอง – เรื่องที่ไม่คาดฝันยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านั้น ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา อลีสซง เบคเกอร์ ก็จ่ายบอลพลาดอีกครั้ง คราวนี้หงส์แดงถูกอาร์เซน่อลออกนำสองประตูต่อหนึ่ง ทั้งๆ ที่รูปเกมโดยรวมพวกเขาครองบอลเหนือกว่า ลากาแซตมีส่วนร่วมกับประตูทั้งสองลูกโดยครั้งหนึ่งเป็นการส่งบอลข้ามเส้นประตู ในขณะที่อีกหนึ่งลูกเป็นการแอสซิสต์ ทั้งหมดนั่นมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ เจอร์เก็น คลอปป์ พร้อมสวดพานยักษ์ใส่ลูกทีมของเขาในห้องแต่งตัวในช่วงพักครึ่งเวลา

สาม – ครึ่งหลังเริ่มต้นขึ้นอย่างบ้าคลั่ง นักเตะลิเวอร์พูลกลับมาเป็นฝ่ายครองบอลเกือบตลอดทั้งนาทีที่ 45-90 ของเกม พวกเขาปล่อยโอกาสให้ผู้เล่นของอาร์เซน่อลมีโอกาสจบสกอร์เพิ่มขึ้นอีกเพียงแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น สิริรวมแล้วนักเตะฝ่ายไอ้ปืนโตมีโอกาสจบสกอร์เพียงแค่ 3 ครั้ง และครองบอลได้เพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นตลอดทั้งเกม

ในขณะที่ลิเวอร์พูลมีโอกาสจบสกอร์สูงกว่าที่ 24 ครั้งและครองบอลได้ 70 เปอร์เซ็น และนั่นยังไม่นับลูกที่เตะมุมพวกเขาได้รับสูงถึง 13 ครั้งอีกด้วย แต่แม้ว่านักเตะหงส์แดงจะมีสถิติเหนือกว่าปืนใหญ่อาร์เซน่อลมากแค่ไหน สิ่งที่พวกเขายังคงขาดไปก็คือความเฉียบคมในการจบสกอร์ส่งบอลข้ามเส้นประตูไปอยู่ดี

สี่ – สถิติหลังเกมที่น่าสนใจตัวหนึ่งก็คือ อาร์เซน่อลมีการเข้าปะทะสูงกว่าลิเวอร์พูลมาก แม้หลายคนจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอาร์เซน่อลที่เล่นเกมรับต้องเข้าตัดเกมลิเวอร์พูลที่เป็นฝ่ายรุกจึงทำให้มีสถิติเข้าปะทะมากกว่าอยู่แล้ว

แต่เชื่อไหมครับว่า มันเป็นการเข้าปะทะที่สูงถึง 32 ครั้งและทำสำเร็จ 22 ครั้ง (จำนวนครั้งที่สำเร็จนี้เกือบเทียบเท่าจำนวนโอกาสจบสกอร์ของลิเวอร์พูลเสียอีก) กระนั้นก็ดี แม้ไอ้ปืนโตจะมีการเข้าปะทะที่มากกว่าแค่ไหนก็ตาม จำนวนการทำฟาวส์ของพวกเขากลับอยู่ที่ 12 ครั้งซึ่งไม่ต่างจากลิเวอร์พูลที่ทำฟาวส์ทั้งหมดที่ 10 ครั้ง นั่นหมายความว่า มิเกล อาเตต้า จงใจส่งนักเตะลงสนามมาในวันนี้เพื่อตัดเกมลิเวอร์พูลโดยเฉพาะ และมันจะต้องเป็นการตัดเกมที่พวกเขาไม่เสียนักเตะโดนใบแดงออกจากสนามด้วย

ห้า – สถิติตัวนี้มิใช่เพียงตัวเลขธรรมดา แต่มีนัยน์ที่สลักสำคัญมากกว่านั้น เพราะในเวลานี้ลิเวอร์พูลกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกไปเป็นเรียบร้อยแล้ว แม้คลอปป์จะยืนยันหรือแสดงให้แฟนบอลทุกคนบนโลกเห็นว่า เขายังคงต้องการชัยชนะมากแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่เขาไม่อาจจะปฏิเสธได้ก็คือ เกมที่เหลือนับจากวันที่เขาเป็นแชมป์ มันคือเกมที่คลอปป์ต้องให้ความสำคัญกับสภาพร่างกายของนักเตะมากที่สุด การเสียนักเตะไปให้กับอาการบาดเจ็บในทัวนาเมนต์ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับทีมแล้วคือการขาดทุน ในขณะที่การได้ทดลองอะไรใหม่ๆ และรักษาสภาพนักเตะเอาไว้เป็นเรื่องของกำไร

ดังนั้นแผนจงใจใช้เกมเข้าปะทะของอาร์เตต้าจึงเปรียบเสมือนการจี้จุดอ่อนลิเวอร์พูลที่ต้องการจะเอาชนะ แต่ก็ต้องรักษาสภาพร่างกายเอาไว้

หก – แต่นั่นก็มิใช่ข้ออ้างของลิเวอร์พูลที่ไม่สามารถส่งบอลเข้าประตูไปได้ พวกเขาขาดความเฉียบคมอย่างเห็นได้ชัด ลิเวอร์เบิร์ดที่มีโอกาสทำประตูสูงถึง 24 ครั้ง แต่กลับส่งบอลเข้ากรอบได้เพียง 6 ครั้งเท่านั้น

เจ็ด – หากย้อนเวลากลับไปดูการซื้อขายที่ทำลายสถิติโลกของคลอปป์อย่างฟานไดก์ที่ 75 ล้านปอนด์ และอลีสซงที่ 66 ล้านปอนด์ (แม้วันนี้ทั้งคู่จะทำพลาด แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ลิเวอร์พูลมีทั้งสองคนเป็นเสาหลักในการคว้าแชมป์ยูฟ่าและแชมป์พรีเมียร์ลีก) นักเตะทั้งสองคนนี้ถูกคลอปป์เลือกซื้อเข้ามาเพื่อต้องการแก้ปัญหาคาราคาซังของสโมสรอย่างคำสาปของผู้รักษาประตูและอาถรรพ์กองหลังสุดหลอน

การใช้เงินแก้ปัญหาทั้งสองครั้งนั้นลงเอยด้วยความสมบูรณ์แบบ

แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ ตอนนี้มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่คลอปป์จะต้องแก้ปัญหาความเฉียบคมในการจบสกอร์ของกองหน้าที่เริ่มจะตั้งเค้ามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว ?

แปด – แม้เจอร์เก็นจะเปรยถึงปัญหาการซื้อนักเตะในเวลานี้เอาไว้ว่า “ถ้าเราเป็นทีมที่มีศักยภาพในการจับจ่าย ผมก็ไม่รีรอที่จะใช้มันเหมือนกัน” เอาไว้เมื่อไม่นานมานี้ แต่ตลาดทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ลิเวอร์เบิร์ด ไม่ได้ใช้เงินมากไปกว่า 10 ล้านปอนด์เลย เป็นไปได้ไหมที่ฝ่ายบริหารจะมีเงินถุงแดง (เงินฉุกเฉิน) ในการจับจ่ายเหลืออยู่ แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ถ้าหากนั่นคือเงินถุงสุดท้ายของสโมสร การใช้มันออกไปอาจหมายความถึงการพาสโมสรเข้าสู่วิกฤตทางการเงินด้วยเหมือนกัน เพราะรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดของสโมสรฟุตบอลตอนนี้มาจากการถ่ายทอดสดเพียงช่องทางเดียว ในขณะที่ตั๋วชมฟุตบอลที่เคยเป็นอีกหนึ่งช่องทางได้หายไปแล้ว

ถ้าทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นจริง ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะต้องเลือกระหว่างปัญหาทางการเงินกับปัญหาฟอร์มการเล่นที่ดรอปลงไป ?

เก้า – กองหลังอาร์เซน่อลคัดกรองดีมาก ไม่ปล่อยโอกาสให้คนอียิปต์หลุด(เดี่ยว) เข้าไปเลยสักครั้ง

สิบ – ฟิร์มิโน่ถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 61 แม้จะมีส่วนร่วมกับเกมไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น แต่หากย้อนกลับไปในนาทีที่ 12 ของเกม บ้อบบี้เกือบทำประตูขึ้นนำให้ทีมได้จากการกระโดดขึ้นบล็อกการออกบอลของผู้รักษาประตูฝั่งอาร์เซน่อล แต่โชคร้ายที่บอลลูกดังกล่าวไม่ข้ามเส้นประตู ทว่าพุ่งไปชนเสากระดอนออกไปแทน

ฟิร์มิโน่กลายเป็นนักเตะที่ดวงไม่หนุน โชคไม่พัดพาสุดๆ ในเวลานี้ ทราบหรือไม่ครับว่า เขาทำประตูชนเสามาสองเกมติดต่อกันแล้ว และนั่นยังไม่นับที่บ้อบบี้ยังคงค้นหาประตูแรกในแอนฟิลด์สำหรับฤดูกาลนี้ต่อไป แม้ว่าจะเหลือเกมสุดท้ายที่บ้านเพียงแค่แมทซ์เดียวกับเชลซีก็ตาม

(เปลี่ยนทรงผมไหมบ้อบบี้ บางทีอาจจะเกี่ยวกันก็ได้นะ)

สิบเอ็ด – ฟานไดก์กล่าวถึงความผิดพลาดของเขาหลังเกมการแข่งขันว่า มันคือความผิดของเขาจริงๆ “และผมสมควรถูกกล่าวโทษด้วยความผิดนั้น ผมยอมรับมันเหมือนที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งพึงจะยอมรับ แต่หลังจากนั้นผมจะก้าวเดินต่อไป”

สิบสอง – เจอร์เก็น คลอปป์ พูดหลังเกมเอาไว้หลายประเด็นมาก แต่หนึ่งในประโยคที่แอดมินอยากให้แฟนหงส์แดงได้เห็นมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ “ผมไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องดีให้กลายเป็นเรื่องเลวร้ายได้หรอก นักเตะของผมสร้างความมหัศจรรย์โดยการพาสโมสรเป็นแชมป์อย่างรวดเร็วแบบที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม มันจะไม่มีใครที่สามารถพรากความจริงข้อนั้นไปจากเด็กๆ ของผมได้”

สิบสาม – ความพ่ายแพ้ในวันนี้ทำให้ลิเวอร์พูลพลาดโอกาสทำลายสถิติของแมนซิตี้ที่ทำเอาไว้ 100 คะแนนไปแล้ว แฟนบอลวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ในเกมวันนี้ออกไปแตกต่างกัน บางคนบอกว่าลิเวอร์พูลเจอกับระบบที่แพ้ทางมาตั้งแต่เกมกับแอตมาดริดและยังแก้ไขไม่ได้ บางคนบอกว่าลิเวอร์พูลขาดความกระหายในการเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด บางคนบอกว่าแนวรับของหงส์แดงขาดสมาธิ ทำบอลพลาดเสียให้คู่ต่อสู้เอง ถ้าไม่ทำพลาดแล้ว อาร์เซน่อลจะมีโอกาสขึ้นเกมด้วยตัวพวกเขาเองเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น และนั่นจะทำให้ลิเวอร์พูลคว้าสามแต้มในเกมนี้ไปได้แบบสบายๆ

แต่สุดท้ายแล้วลิเวอร์พูลจะขาดอะไรก็ขาดได้ แต่สิ่งที่จะขาดหายไปจากพวกเขาไม่ได้เลยก็คือ … “แฟนบอลที่พร้อมยืนเคียงข้างพวกเขาเสมอไม่ว่าจะเป็นวันที่แพ้ ชนะ หรือวันที่เป็นแชมป์ก็ตาม” นั่นคือเหตุผลที่คลอปป์และลูกทีมมาไกลได้ขนาดนี้ เพราะมีแรงใจจากวัฒนธรรมที่ไม่เคยทอดทิ้งสโมสรคอยสนับสนุนตลอดมา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เสียงเพลง You will neverwalk alone ยังคงก้องดัง แม้ในวันที่พวกเขาพบพานกับความพ่ายแพ้ หรือแม้กระทั่งในวันที่สนามแข่งขันไม่มีกองเชียร์อยู่ในนั่นก็ตาม

มันจะยังคงดังก้องต่อไป walk on with your hope in your heart … ซีซั่นหน้าเราจะมาไหม ?

END

(ปล.เทพเจ้ากรีก โรมัน นอร์ท เติร์ก ต่างก็พากันทยอยออกจากร่างทรงของโอริกี้ไปหมดแล้วใช่ไหม ลูกปาฏิหาริย์ของเอ็งมันหายไปไหนหมดวะนั่น!?)

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน

รักคนอ่าน YNWA