จิบข่าวหงส์แดง (01 กรกฏา 63)

1.เจาะเบื้องหลัง เหตุการณ์ฝ่ายบริหารเลือกเซ็นคลอปป์เข้าทีม

บ้างว่าโชคชะตาพัดพาให้ เจอร์เก็น คลอปป์ กลายเป็นกุนซือที่ทำลายคำสาปของลิเวอร์พูลลง

บ้างว่าสิ่งที่พัดชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยอารมณ์ขันเข้าสู่ลิเวอร์พูลคือฝ่ายบริหารของ FSG ต่างหาก … โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าทีมซื้อขายที่มีสิทธิ์ตัดสินใจเด็ดขาดอย่าง ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด

หมุนเวลากลับไปในวันที่ รอดเจอร์ ใกล้ถูกปลดลงจากเก้าอี้กุนซือของหงส์แดง ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด (หัวหน้าทีมซือขายในเวลานั้น) ถือแฟ้มรายชื่อกุนซือสามคนที่เขากำลังตัดสินใจติดต่อไป แฟ้มทั้งสามเล่มนั้นประกอบไปด้วย คาร์โล อันเชล็อตติ, เอ็ดดี้ ฮาว (หือ?) และเจอร์เก็น คลอปป์

ทำไมเอ็ดเวิร์ดจึงเลือกติดต่อเจอร์เก็น คลอปป์ไป ?

อันที่จริงตัวเต็งในการเป็นกุนซือของลิเวอร์พุลคือ คาร์โล อันเชล็อตติ เพราะเป็นกุนซือที่มีประสบการณ์ในการสร้างทีมให้ประสบความสำเร็จอย่างเอซีมิลานมาก่อน นั่นยังไม่นับว่าเขามีประสบการณ์ในทีมใหญ่อย่าง ยูเวนตุส เรอัลมาดริด หรือแม้แต่เชลซีที่เป็นสโมสรในพรีเมียร์ลีก อันเชเพียบพร้อมทุกอย่างดั่งที่ลิเวอร์พูลต้องการ…ยกเว้นสิ่งหนึ่ง

นั่นคือแนวทางการซื้อขายของอันเชไม่สอดคล้องกับระบบ Money ball ของ FSG !

เพราะสถิติการซือขายส่วนใหญ่ที่อันเชมักดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมนั้นเฉลี่ยมีอายุอยู่ที่ราวๆ 27-29 ปี ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่นักฟุตบอลจะอยู่ในจุดที่พีคที่สุดของอาชีพ ข้อดีของการซื้อนักเตะประเภทนี้เข้ามาสู่ทีมนั้นเป็นเหมือนอาหารสำเร็จรูปที่แกะห่อแล้วรับประทานได้เลย ในขณะที่ในใจของเอ็ดเวิร์ดต้องการให้ผู้จัดการทีมปั้นนักเตะมากกว่า เขาต้องการกุนซือที่สามารถปั้นนักเตะอายุ 26 ปีหรือต่ำกว่าได้ เพราะถึงแม้ว่า 26 ปีจะยังไม่ใช่ช่วงที่พีคที่สุดของนักเตะ แต่นั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้ราคาของนักเตะในเวลานั้นยังไม่สูงเกินไป ในขณะที่หากทีมมีกุนซือที่เป็นนักเจียรไนอยู่ในสโมสร เวลาเพียง 2-3 ปีก็สามารถขัดเกลานักเตะเหล่านี้ให้ไปอยู่จุดสูงสุดของอาชีพตัวเองได้ และเมื่อนักเตะคนดังกล่าวกลายเป็นดาวสักดวงบนโลกฟุตบอลแล้ว มันก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะปล่อยพวกเขาออกจากสโมสรด้วยราคาที่แสนงามกลายเป็นกำไรเข้ามาสู่ทีม เพื่อซื้อนักเตะหมุนเวียนคนต่อๆ ไป

(บางทีการปล่อยคูตินโย่ไปจากทีม ฝ่ายบริหารอาจมองเรื่องส่วนต่างของทุนกับกำไรที่ ซื้อเข้ามาเพียงแค่ 8 ล้านปอนด์ แต่กลับสร้างกำไรที่มากกว่า 100 ล้านปอนด์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาด้วยก็ได้)

ดังนั้นแฟ้มของอันเชล็อตติจึงถูกพับเก็บไป แม้เขาจะมีทุกอย่างลิเวอร์พูลในเวลานั้นต้องการ แต่นโยบายการซื้อนักเตะของอันเชไม่ตอบสนองต่อระบบการเงินของ FSG ที่มิได้มีกำไรจากธุรกิจอื่นเข้ามาช่วยสนับสนุน แต่เน้นสร้างกำไรจากความสำเร็จของทีมแทน

แต่ใช่ว่า ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด จะหันไปหา เจอร์เก็น คลอปป์ เป็นรายต่อไปนะครับ…

ในรายงนาระบุว่า กุนซือคนถัดมาหลังทีมซื้อขายลิเวอร์พูลปิดแฟ้มของ คาร์โล อันเชล็อตติ ไปแล้ว เอ็ดดี้ ฮาว กุนซือเดอะเชอรี่ของบอรน์ทมัธต่างหาก ที่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังในการเทียบเชิญเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนถัดไปจาก รอดเจอร์ เพราะ ฮาว มีนโยบายการทำทีมที่สอดคล้องกับระบบการซื้อขายที่ เอ็ดเวิร์ด ต้องการ เขามักจะปั้นนักเตะจากเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เสมอๆ และนั่นยังไม่นับว่าสมัยหนึ่ง  เอ็ดดี้ ฮาว ยังเคยเป็นนักเตะให้กับ พอรทมัธซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมันเป็นเมืองที่ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด เคยทำงานอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะย้ายมาลิเวอร์พูลอีกด้วย (แต่โชคดีของลิเวอร์พูลตรงที่…นโยบายการทำทีมของ FSG ในเวลานั้นรวมถึงเวลานี้ จะไม่ยอมให้ระบบเส้นสายหรือความรู้สึกส่วนตัวเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจเป็นอันขาด – บางทีหลายองค์กรในเมืองไทยน่าจะเอาเรืองนี้มาปรับใช้บ้าง)

อย่างไรก็ดีสุดท้ายแล้ว ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด ก็ปิดแฟ้มของฮาวลง เนื่องจากแม้ว่าเขาจะมีนโยบายปั้นนักเตะที่ตรงใจกับฝ่ายซื้อขายของลิเวอร์พูล แต่ฮาวไม่เคยมีประสบการณ์ในเวทียูฟ่าแชมป์เปียนลีกมาก่อนเลย แฟ้มกุนซือคนสุดท้ายจึงได้ถูกเปิดขึ้น และทีมซื้อขายก็ทำการติดต่อเจอร์เก็น คลอปป์ ผู้ซึ่งมีทุกอย่างที่ลิเวอร์พูลต้องการ ทั้งความสามารถในการเจียรไนนักเตะจากดาวรุ่งสู่ดาวฤกษ์ หรือแม้แต่ประสบการณ์ในเวทียุโรปด้วยการพาดอร์ทมุนส์เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมป์เปียนลีก

***เพิ่มเติมเกี่ยวกับไมเคิลเอ็ดเวิร์ดอีกสักนิด เจอร์เก็นให้สัมภาษ์ถึงหัวหน้าทีมซื้อขายในเวลานั้นเอาไว้ว่า “เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เขาเป็นคนที่รอบคอบ และเราไม่จำเป็นจะต้องมีความเห็นไปในทางเดียวกันเรื่องการซื้อนักเตะเข้าทีมในการพูดคุยกันครั้งแรกๆ แต่ในท้ายที่สุดแล้วเราก็จะลงเอ่ยด้วยความเห็นเดียวกันเสมอ”

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ด คือหนึ่งในทีมซื้อขายที่ยืนยันกับคลอปป์และฝ่ายบริหารว่า เราจะต้องดึงโมฮาเม็ด ซาลาห์เข้ามาในทีม ในขณะที่เดิมทีคลอปป์อยากได้ ยูเลี่ยน บรันท์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมมากกว่า เอ็ดเวิร์ด โน้มน้าวให้คลอปป์มองข้ามความล้มเหลวของราชาอียิปต์ที่เคยเกิดขึ้นกับเชลซีไป และในท้ายที่สุดกุนซือเฮวี่เมทัลก็ยอมฟังหัวหน้าทีมซื้อขาย จากนั้นเขาก็ยินยอมให้ทีมซื้อขายดึงโมฮาเม็ด ซาลาห์เข้ามาสู่ทีม

และนั่นก็ทำให้ตำนานรองเท้าทองคำสองฤดูกาลติดกันเกิดขึ้น…

(บทความที่คุณผู้อ่านได้เสพในชิ้นนี้ถูกแปลและเรียบเรียงมาจากส่วนหนึ่งของบทความต่างประเทศของเว็ปไซต์ Theatletic และผู้เขียนบทความชิ้นนี้คือ Daniel Taylor นักข่าวที่เคยประจำอยู่กับเดอะการ์เดียน และ Adam Crafton สายข่าวของ Theatletic เอง)

2.ซาลาห์ให้สัมภาษณ์หลังลิเวอร์พูลเถลิงแชมป์ลีก

ไม่อาจปฏิเสธว่าหลังจากไมเคิล เอ็ดเวิร์ด พาซาลาห์มาสู่ลิเวอร์พูลแล้ว หลังจากนั้นโมฮาเม็ดได้มีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนเครื่องจักรสีแดงสู่ความสำเร็จ ในฤดุกาลปัจจุบันซาลาห์เป็นนักเตะที่ทำประตูให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดคือ 17 ประตู ในขณะที่ซาดิโอ มาเน่ ตามหลังซาลาห์อยู่ที่ 15 ประตู

“ผมไม่คิดเลยว่าเราจะกลายเป็นแชมป์ด้วยวิถีทางแบบที่กำลังจะเกิดขึ้น” ซาลาห์เริ่มต้นเมื่อถูกถามถึงการเป็นแชมป์ลีกที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ทิ้งห่างคู่ต่อสู้ 20 กว่าแต้ม “ความจริงก็คือผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจอย่างไร แต่สิ่งแรกที่อยู่ในหัวของผมก็คือ ผมกลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่าแชมป์เปียนลีกแล้ว

“สมัยก่อนมีคนเคยถามผมว่า ถ้าเลือกได้เพียงอย่างเดียวผมจะเลือกอะไรระหว่าง แชมป์พรีเมียร์กับแชมป์ยูฟ่า ? ตอนนี้ผมจะติดต่อเขากลับไปแล้วบอกว่าผมเลือกมันทั้งคู่ได้นะ

“แชมป์พรีเมียร์ลีกถ้วยนี้เกิดขึ้นสำหรับแฟนคลับทุกคนที่รอคอยมาอย่างยาวนาน ผมคิดว่ามันคงเป็นความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อมากๆ สำหรับแฟนบอลรอบๆ โลก หากไม่มีการสนับสนุนจากพวกเขา พวกเราก็คงมาถึงขนาดนี้ไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่จริงๆ มันอัดอั้นอยู่ในใจของผม และผมคงจะต้องยืนยันอีกครั้ง ผมอธิบายมันไม่ถูกจริงๆ ครับ”

ซาลาห์ให้สัมภาษณ์เอาไว้แบบนั้น

ข่าวดีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับนักเตะจากแอฟริกาก็คือ กำหนดการแข่งฟุตบอลระดับทวีปของแอฟริกาที่เดิมทีจะถูกจัดแข่งขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ในปี 2021 นั้นถูกเลื่อนออกไปเป็นปี 2022 แทนแล้ว ดังนั้นหลังจากช่วง Boxing day จบลง ลิเวอร์พูลจะยังคงมี ซาลาห์ มาเน่ และเกอิต้า คอยเป็นเสาหลักค้ำยันสโมสรต่อไป

3.แกรี่ เนวิล ปรากฏตัวสู่สาธารณะหลัง(แสร้ง)ป่วยร่วมสัปดาห์

แกรี่ เนวิล ตำนานสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดหลังจากใช้วิชานินจาหายตัวไปจากโลกฟุตบอล สุดท้ายหน้าที่การงานก็บังคับให้เขาออกมาสู่แสงตะวันที่สาดแรงด้วยความร้อนอันบ้าคลั่งของหงส์แดงจนได้ และเขาไม่อาจหันไปพูดคุยเรื่องอื่นนอกเสียจากการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกของลิเวอร์พูล (ฮุฮุฮาฮาฮ่าฮ่า…)

“มันเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม” แกรี่ เนวิล ตำนานแมนยูไนเต็ดกัดฟันกล่าว “อันที่จริงสองปีหลังมานี้พวกเขาก็เริ่มเคาะประตูบ้านผมมาได้สักพักแล้ว โชคดีหรือโชคร้ายไม่อาจทราบที่แมนเชสเตอร์ซิตี้สร้างความบ้าคลั่งเอาไว้กับพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แม้จะทำให้แชมป์พรีเมียร์ลีกของลิเวอร์พูลยืดออกไป แต่มันก็ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุดทีมหนึ่งในฤดูกาลปัจจุบันด้วย

“มันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา ความสำเร็จที่ผมไม่ค่อยอยากเห็นมันเกิดขึ้นอีกครั้ง

“เรื่องเล่าของลิเวอร์พูลผมได้ยินและได้เห็นเต็มสองตาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้ว และผมรู้สึกโคตรไม่สบายปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้นอนไม่หลับกระสับกระส่ายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดผมก็คงจะต้องออกมาสู่สาธารณะและพูดจริงๆ ว่า

“ยินดีด้วยกับการเป็นแชมป์ลีก ฟอร์มการเล่นของพวกคุณมหัศจรรย์และคู่ควรแล้ว”

จบ… ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับคุณผู้อ่าน

นัดเดียวจอด ชงกาแฟ

เลิฟหงส์แดง เสิร์ฟข่าว!