ฝ่ามือพิชิตมังกร

ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอเมริกา เจอร์เก็น นัดสัมภาษณ์งานกับฝ่ายบริหารของ FSG เขาถูกขุดคุ้ยทุกซอกทุกมุมของชีวิตและประโยคหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารตกหลุมรักคลอปป์จนหมดหัวใจก็คือ เจอร์เก็นได้อธิบายให้พวกเขาฟังถึงปรัชญาการทำทีมฟุตบอลในแบบฉบับของเขาว่า “ฟุตบอลของผมเป็นมากกว่าระบบ มันเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่าง ฝน สายลม การเข้าปะทะ หรือแม้กระทั่งเสียงเชียร์ในสนามก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องต่อกันและกันทั้งนั้น”

แล้วกลางเดือนตุลาคมปี 2015 ก็มาถึง หลังจากลิเวอร์พูลประกาศปลดกุนซือคนเก่าออกจากบังเหียนแบบสายฟ้าแลบ ไม่กี่อึดใจต่อมา FSG ก็ประกาศแต่งตั้ง เจอร์เก็น ขึ้นไปนั่งบัลลังก์ลิเวอร์เบิร์ดแทนและนั่นคือจุดที่ภารกิจพิชิตมังกรได้เริ่มต้นขึ้น

เจอร์เก็นทิ้งบทสัมภาษณ์ที่จะกระพรือโลกในกาลต่อมาเอาไว้ประโยคหนึ่ง “ผมขอเวลาสี่ปี ผมจะทำให้ทีมนี้กลับมาเป็นแชมป์” ประโยคนี้เป็นได้ทั้งคำมั่นสัญญา หรือกระทั่งคำทำนายก็ตาม

ฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนแรก : รักษาหัวใจ

ลิเวอร์เบิร์ดในเวลานั้นสะบักสะบอมจากรอดเจอร์มาด้วยอาการสาหัส แฟนบอลบางส่วนลืมประโยคสั้นๆ อย่าง “You will never walk alone” ไปแล้ว ความแห้งแล้งจากความสำเร็จกัดเซาะความเชื่อและความศรัทธาของพวกเขาจนสึกกร่อน ย้อนกลับไปปี 2016 ที่เจอร์เก็น คลอปป์พาลิเวอร์พูลไปพบกับความพ่ายแพ้ต่อปราสาทเรือนแก้วด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1สิ่งที่คลอปป์งุนงงในวันนั้น มิใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นแฟนบอลลิเวอร์พูลบางส่วนที่เดินออกจากสนามก่อนหมดเวลาต่างหาก!

คลอปป์ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงเกมในวันนั้นเอาไว้ว่า (บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษที่เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา)

“เรื่องแรกที่ผมประชุมทีมหลังเกมกับพาเลซวันนั้นไม่ใช่อะไรก็ตามที่ทำให้เราพ่ายแพ้ แต่เป็นอะไรก็ตามที่ทำให้แฟนบอลเดินออกจากสนามต่างหาก มันเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าการปราชัย อันที่จริงผมเองก็เคยเดินออกจากสนามก่อนหมดเวลาเหมือนกัน แต่มันเกิดขึ้นเวลาที่ผมไปดูผู้เล่นบางคนที่ผมสนใจ และไม่ต้องการอยู่จนหมดเวลาเพราะกลัวปัญหาการจราจรภายหลัง ดังนั้นผมก็เลยวิ่งไปที่ลานจอดรถก่อนหมดเวลา 15 นาที

“แต่ เราจะปล่อยให้แฟนบอลเดินออกจากสนามเพราะกังวลเรื่องปัญหาการจราจรไม่ได้! นั่นคือภารกิจแรกของผมที่ลิเวอร์พูล ผมต้องทำให้แฟนบอลกลับมาเป็นแฟนบอลอีกครั้ง”

คลอปป์พิชิตภารกิจนั้นได้ ไม่ใช่ด้วยการทำให้ทีมของเขาไร้พ่ายเผชิญหน้ากับชัยชนะต่อเนื่อง แต่ด้วยการทำให้ฟุตบอลกลับมาเป็นฟุตบอลอีกครั้ง “ผมบอกกับลูกทีมทุกคนว่า จงลงไปในสนามและเล่นฟุตบอลให้สนุกที่สุดเท่าที่ชีวิตของพวกนายเคยสัมผัสมา ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่า ฟุตบอลที่นักเตะไม่มีความสุขกับเกมจะนำทางไปสู่อะไร” ทิศทางที่เจอร์เก็น คลอปป์ ชี้ให้ลูกทีมของเขา นำพาความบ้าคลั่งมาสู่ลิเวอร์พูล นักเตะหงส์แดงเพรสซิ่งตั้งแต่ต้นเกมยันนาทีที่ 90+5 (หรือถ้าต่อต่อเวลาอีกสัก 20 นาที พวกเขาก็จะยังคงวิ่งอย่าบ้าคลั่งอยู่อย่างนั้น)

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา แฟนบอลลิเวอร์พูลทุกคนก็ยืนยันว่า ฟุตบอลที่เล่นด้วยหัวใจแบบนี้ “ต่อให้แพ้ก็อยากเชียร์จนจวบวินาทีสุดท้าย” และ…ไม่มีแฟนบอลคนไหนลุกออกจากอัฒจันทร์ไปลานจอดรถก่อนหมดเวลาอีกเลย

สิ่งที่เจอร์เก็นทำ ก็เหมือนกับการ “รักษาหัวใจ” ให้กลับมาเต้นถูกจังหวะอีกครั้ง ฟุตบอลจำนรรจ์ไปตามทำนองของมัน เขาสำเร็จฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนแรกแล้ว !

ฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนสอง : สาหัสก่อนโบยบิน

แม้ชีวิตชีวาจะกลับมาสู่ลิเวอร์พูลอีกครั้งแล้ว แต่นักเตะในทีมเวลานั้นยังมองลิเวอร์พูลเป็นเพียงทางผ่านไปสู่สโมสรที่ใหญ่กว่า คูตินโย่และเอ็มเร่ชานคือตัวอย่างที่น่าเจ็บปวดที่สุด … หลังจากเจอร์เก็น คลอปป์ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งทั้งสองคนเอาไว้ แต่ความฝันและความสำเร็จที่ลิเวอร์พูลยังให้พวกเขาไม่ได้ก็ไม่อาจฉุดแขนใครเอาไว้

คลอปป์เสียนักเตะที่สำคัญสองในฤดูกาลเดียวกัน หลังจากนั้นเป็นต้นมา เจอร์เก็น ก็ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะต้องทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ทางผ่านของนักเตะไปสู่ทีมดัง” นับแต่วันนั้นคลอปป์แจ้งต่อสโมสรว่าต้องการขึ้นค่าเหนื่อนของโมฮาเม็ด ซาลาห์ ให้ทะยานสูงถึง 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าพวกคุณจะมีชีวิตที่ดีได้แม้จะอยู่กับสโมสรที่ไม่มีเงินถุงเงินถังอย่างใครเขาก็ตาม

คลอปป์ทำสำเร็จ เขารักษาซาลาห์ มาเน่ และนักเตะที่เหลือเอาไว้กับทีมต่อไปได้

แต่…ปี 2017-18 (หรือปีเดียวกับที่เขาขึ้นค่าเหนื่อยให้กับซาลาห์นั้น) มันคือช่วงเวลาที่สาหัสมากที่สุดในอาชีพการทำทีมของคลอปป์

นอกจากจะสูญเสียนักเตะคนสำคัญอย่าง คูตินโย่และเอ็มเร่ไปจากอ้อมอกแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพื่อนที่คบกันมาเนิ่นนานเกือบ 20 ปี อย่าง เซจิโค้ บูวัช ก็พังทลายลงอีกด้วย หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมจากไมนซ์ 05 ของทั้งคลอปป์และบูวัคอย่าง Schäfer อดีตนักเตะจากไมนซ์ที่ยืนเคียงข้างเจอร์เก็น คลอปป์ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค ให้สัมภาษณ์ฉบับพิเศษถึงความสัมพันธ์ที่สะบั้นลงในครั้งนั้นเอาไว้ว่า

“ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมายาวนาน นับแต่สมัยเป็นนักเตะจนกระทั่งขึ้นเป็นกุนซือ คลอปป์นั่งบังเหียนผู้นำในขณะที่ เซจิโค่ บูวัช เป็นผู้ช่วย บูวัช คือมันสมองที่ออกแบบเซสซั่นการซ้อมและเขาคืออัจฉริยะอย่างแท้จริงคนหนึ่ง แต่แม้ผมจะรู้จักกับพวกเขาทั้งคู่…ทว่าจนบัดนี้ผมและคนอื่นๆ ก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาจบความสัมพันธ์กันเนื่องจากสาเหตุใด สิ่งเดียวที่ผมรู้ก็คือ มันบ้าและทำให้ผมช็อค เท่านั้นเอง…”

ทั้งหมดนี่กล่าวมานั่นคือสภาพจิตใจของ เจอร์เก็น คลอปป์ มันสะบักสะบอมขนาดไหนไม่อาจทราบ แต่เขาแบกสังขารวิญญาณแบบนั้นไปเผชิญหน้ากับเรอัลมาดริดในช่วงเวลาที่หินและเหี้ยมที่สุดในศึกชิงแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก และแน่นอนเขาถูกราชันย์ทำลายอย่างย่อยยับหมดทั้งร่างกาย แต่เกือบทั้งหมดของจิตวิญญาณ

“บางทีผมก็อยากให้เทพีแห่งโชคยืนอยู่ข้างผมบ้าง” ชายใส่หมวกสวมแว่นเปรยเอาไว้แบบนั้นก่อนเดินจากไป

แต่การจะสำเร็จฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนสองได้นั้นต้องผ่านการสูญเสีย เหมือนกับที่สังฆปรินายกองค์ที่สองของจีนต้องสละแขนตัวเองหนึ่งข้างเพื่อเรียนรู้ธรรมมะจากตั้กม้อภิกขุเพื่อสำเร็จธรรม คลอปป์เองก็ดุจกันเขากัดฟันลากความเจ็บปวดทั้งหมดเก็บงำมันเอาไว้ในใจ ความพ่ายแพ้และสูญเสียจะเป็นเชื้อไฟชั้นดีเสมอ ทำให้ทุกๆ อย่างจึงเปลี่ยนไปจากหลังมือเป็นหน้ามือในฤดูกาลถัดมา และนั่นนำทางเขาไปสู่ฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนท่าที่สาม!

ฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนสาม : สองมือขัดแย้ง

ความจริงเกเก้นเพรซซิ่งของคลอปป์ถูกยกย่องจากกวาร์ดิโอล่าห์ว่าดีที่สุดในโลกจนถูกนำไปปรับใช้ แต่หลังจากสูญเสียบูวัชผู้เป็นมันสมองของทีมไป คลอปป์ ก็ปฏิวัติฟุตบอลของเขาอีกครั้ง ลิเวอร์พูลในปี 2017-18 ไม่เพรซซิ่งดุดันเหมือนสองฤดูกาลที่ผ่านมา แม้แต่เจมมิลเนอร์รองกัปตันของลิเวอร์พูลก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ระบบการเล่นในปีนี้แตกต่างจากที่คลอปป์เคยฝึกซ้อมเมื่อปีก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะเขาเปลี่ยนจากเกมรุกกลายเป็นเกมรับ และนั่นคืออิทธิพลส่วนหนึ่งของเป๊ปลินเดอร์ หรือชายผู้นำ Footbal transition เข้ามาสู่ลิเวอร์พูล

คลอปป์ตัดใจทิ้งคาริอุสนักเตะที่เขาดึงมาจากครอบครัวอย่างไมนซ์ 05 และซื้ออลีสซงเข้ามาเพิ่มในต้นฤดูกาล ราคา 66 ล้านปอนด์ทำให้เป็นที่สนอกสนใจจากทุกคนในวงการฟุตบอลไม่น้อย และหลังจากนั้นเอง เจอร์เก็นจึงได้ประกาศนโยบายหลักต่อลูกทีมในปีนั้นเอาไว้ว่า “เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อเก็บคลีนชีทให้ได้ในทุกๆ เกม เพราะการได้คลีนชีทมันหมายถึง…อย่างน้อยที่สุดพวกเราจะได้ 1 คะแนนจากเกมนั้นแล้ว”

เจอร์เก็น ประกาศนโยบายเกมรับทั้งๆ ที่เขาเป็นกุนซือเกมรุก !

เมื่อฤดูกาล 2018-19 เริ่มต้นขึ้นและจบลง ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เก็บคลีนชีทได้มากที่สุดและเสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีก อลีสซงเบคเกอร์ผงาดสู่จุดพีคที่สุดในอาชีพผู้รักษาประตู เขาคว้าสามถุงมือทองคำในฤดูกาลเดียว! แบบที่ไม่มีผู้รักษาประตูคนใดเคยทำได้มาก่อน นโยบายเกมรับของคลอปป์ส่งผลให้ลิเวอร์พูลเหลือแรงเพรสซิ่งไปสร้างปาฏิหารย์คว่ำนรกเอาชนะบาเซล่า 4 ประตูต่อ 0 ทั้งๆ ที่ถูกนำห่างสามลูกในเลกแรก

กระนั้นก็ดีเจอร์เก็น มิได้ให้ความสำคัญกับเพียงแค่เกมรับเท่านั้น หากดูสถิติการทำประตูในปีนั้น ลิเวอร์พูลในปี 2018-19 สามารถทำประตูสิริรวมในพรีเมียร์ลีกได้มากถึง 89 ลูก มากเป็นอันดับสองรองจากแมนซิตี้ที่ทำไป 95 ประตูแค่นั้น และนั่นยังไม่นับรางวัลรองเท้าทองคำที่ซาลาห์และมาเน่คว้ามันไปคนละข้างอีกด้วย

ลิเวอร์พูลในปีนี้จึงมิใช่ฟุตบอลเกมรุกแบบที่เคยเป็นมา หากแต่เป็นฟุตบอลเกมรุกสลับรับ ดั่งวิชาสองมือขัดแย้งของจิวแป๊ะทงที่สามารถใช้สองวิชาจากสองฝ่ามือในการโจมตีเพียงครั้งเดียว !

สุดท้าย “สองมือขัดแย้ง” ทำให้พวกเขากลายเป็นแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีกได้สำเร็จ … แต่นั่นก็ยังดีไม่พอจะพิชิตพรีเมียร์ลีกได้

แม้คำว่าดีไม่พอ จะหมายถึงแต้มที่ตามหลังเพียงแค่ “1 คะแนน” ก็ตาม

เพราะอันที่จริงแล้วการจะทำลายความว่างเปล่าที่สั่งสมมาตลอด 30 ปีลงได้ มันจะต้องสำเร็จฝ่ามือพิชิตมังกรในกระบวนท่าที่สี่เสียก่อน

ฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนสี่ : ชนะศัตรูก่อนรบ!

ซุนวูเขียนเอาไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า ชนะศัตรูโดยใช้กำลังนับเป็นชัยชนะชั้นเลวที่สุด ในขณะที่ชนะศัตรูโดยไม่ต้องรบนั้นถือเป็นชัยชนะชั้นเลิศที่สุด

ถ้าติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของเจอร์เก็น คลอปป์ ในปีนี้และวิเคราะห์ถอดมันออกมา เราจะเห็นได้ว่า เจอร์เก็น ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายหลักๆ สองประการ

หนึ่งคือสมาธิ – คลอปป์จะพูดเสมอว่าเขาจะคิดถึงเพียงแมทซ์การแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปเท่านั้น และเขาไม่สนใจเลยว่าตอนนี้ทีมของเขาได้คะแนนนำห่างคู่ต่อสู้ไปมากแค่ไหนแล้ว ยกตัวอย่างด้วยบทสัมภาษณ์ล่าสุดหลังเกมกับพาเลซเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ได้ เจอร์เก็น ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมจะกลับบ้านไปดูเชลซีกับแมนซิตี้คืนนี้นะ แต่เหตุผลที่ผมดูไม่ใช่เพื่อต้องการรอคอยฉลองแชมป์ ผมดูเพราะต้องการเตรียมตัวแข่งขันในเกมถัดไประหว่างเรากับซิตี้ในอีกสัปดาห์ข้างหน้าต่างหาก”

เจอร์เก็น ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเชลซีจะชนะหรือแพ้ เขาเพียงแต่ต้องการดูฟอร์มการเล่นของแมนซิตี้เท่านั้น

เป้าหมายชิ้นที่สองคือหัวใจสำคัญของลิเวอร์พูลในปีนี้ – คลอปป์ให้สัมภาษณ์สั้นๆ เอาไว้เมื่อต้นปี แต่กินใจความตลอดทั้งซีซั่นว่า “ผมจะทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเผชิญหน้าด้วยตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่มต้น”

มันคือชัยชนะโดยไม่ต้องรบ ดั่งที่ซุนวูเขียนเอาไว้ในตำราพิชัยสงครามเมื่อหลายศตวรรษก่อน

แต่จะทำอย่างไรให้ทุกทีมไม่อยากเผชิญหน้ากับลิเวอร์พูล ?

คำตอบของคลอปป์ก็คือ การเก็บชัยชนะติดต่อกันอย่างบ้าคลั่ง และหากไม่นับวัตฟอร์ดที่เปรียบเสมือนแหนงแคลงใจ ตลอดฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลจะไม่ปราชัยให้กับใครเลยแม้แต่ทีมเดียวในพรีเมียร์ลีก

สิ่งที่คลอปป์พูดได้ผลและเป็นความจริง เมื่อเขาเก็บชัยชนะไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ทีมที่เจอร์ลิเวอร์พูล 99.99 เปอร์เซ็นล้วนเริ่มต้นด้วยเกมรับเพราะหวาดหวั่นต่อเกมรุกของลิเวอร์พูล มีอยู่บางทีมเหมือนกันที่เปิดหน้าแลกกับลิเวอร์พูลด้วยความมั่นใจอย่างเบิร์นลีย์ของฌอนไดก์ที่ให้สัมภาษ์ว่า ปรัชญาของเขาคือเกมรุกเท่านั้น แต่สุดท้ายมันก็ลงเอ่ยด้วยความพ่ายแพ้ 3 ประตูต่อ 0 ในขณะที่ทีมที่เล่นเกมรับกับลิเวอร์พูลจะมีโอกาสเสียประตูน้อยกว่านั้น นั่นทำให้ทีมส่วนใหญ่ไม่กล้าเปิดหน้าใส่ลิเวอร์พูลและต้องเล่นเกมรับด้วยความหวาดกลัวที่จะเสียประตูและเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ เพราะเมื่อไม่มีความมั่นใจ (หรือสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกฟุตบอล) ก่อนเกมจะเริ่มต้นแล้ว โอกาสชนะก็แทบเป็นไปไมได้เลย

มันคือการเอาชนะศัตรูตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่มต้น !

นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเจอร์เก็น ถึงพาทีมผงาดเหนืออันดับสองร่วม 20 คะแนน และทิ้งห่างคู่อริตลอดกาลอย่างยูไนเต็ดร่วม 30 กว่าแต้มได้

เขาสำเร็จฝ่ามือพิชิตมังกรกระบวนที่สี่แล้ว และความว่างเปล่าตลอดสามสิบปีที่ผ่านมาก็ถูกทำลายลง

จบ

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน