สรุปเกม (หงส์-อินทรีย์)

ฟอร์มการเล่นแบบเดิมของว่าที่แชมป์กลับมาแล้วโว้ยยยยยยยย

หนึ่ง – รอยฮอดจ์สันเริ่มต้นด้วยระบบ 4-5-1 พวกเขาคงรูปแบบเกมรับได้ตลอด 20 นาทีแรก แต่กำแพงเรือนแก้วของเจ้าอินทรีย์ไม่แข็งแรงพอ

ลิเวอร์พูลเกมนี้กลับมาเป็นลิเวอร์พูลคนเดิมอีกครั้งเพราะนอกจากจะได้โมฮาเม็ด ซาลาห์ และ แอนดรูวโรเบิร์ตสันกลับมาแล้ว รูปแบบการขึ้นและขึงเกมยังเป็นเสมือนน้ำทะเลที่คอยกร่อยโครงเหล็กของปราสาทเรือนแก้วให้พังลงที่ละน้อยที่ละน้อยจากนาทีที่ 1 ของเกมจนกระทั่งนาทีที่ 20 มาถึง…

สอง – นาทีที่ 20 มาถึงคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ลิเวอร์พูลกำลังเครื่องร้อนเต็มกำลัง ขาดเพียงแต่ใครสักคนที่จะมาจุดระเบิดเท่านั้น และมันเริ่มต้นขึ้นจากลูกเตะมุมครั้งแรกของเกม ผู้เล่นหงส์แดงเปิดบอลลอยคว้างและเข้าสู่กลางดงนักเตะ แม้จะไม่เป็นประตู แต่สอง-สามนาทีต่อมาบอลลูกนั้นก็คลุกคลิกไปมาอยู่หน้ากรอบเขตโทษ กระทั่งนักเตะจากพาเลซผลักเวอร์กิลฟานไดซ์ล้มในระยะ 28 หลา เสียงนกหวีดก็ดังขึ้น หงส์แดงได้ฟรีคิก

อเล็กซานเดอร์อาโนลรับหน้าที่เป็นเพชรฆาต หลังจากซ้อมลูกฟรีคิกจากเกมอุ่นเครื่องกับเอฟเวอร์ตันร่วม 3-4 ครั้ง ทว่าเกมนี้คือการแข่งจริงและเขาไม่พลาด

เคร้ง ! เสียงบอลกระชากตาข่ายดึงเหล็กกระทบพื้นดังขึ้น ลิเวอร์พูลขึ้นนำหนึ่งประตูต่อศูนย์ เครื่องจักรสีแดงที่กำลังร้อนได้ที่จุดระเบิดขึ้นนับแต่นั้น!

สาม – น่าแปลกที่รอยฮอดจ์สันยังคงรูปแบบ 4-5-1 เอาไว้เช่นเดิมในครึ่งแรก อาจเพราะพวกเขามีความคิดว่าประตูจากฟรีคิกของอาโนลไม่อาจทำลายรูปแบบเกมรับของพวกเขาในช่วงเวลาแข่งขันปกติได้ แต่ฮอดจ์สันรวมถึงนักเตะพาเลซทุกคนคิดผิด ลิเวอร์พูลกลายเป็นคนละคนหลังจากทำประตูขึ้นนำลูกนั้นแล้ว

นาทีที่ 42 ฟาบินโย่ Direct football จากตำแหน่งกลางสนามข้ามนักเตะพาเลซทั้ง 9 ตกลงในกรอบเขตโทษและโมฮาเม็ดซาลาห์ใช้ทั้งความเร็วและทั้งหมดที่เขามีกับบอลลูกนั้น จากนั้นตาข่ายก็ขยับไหวและเสียงก็ดังขึ้นอีกคำรบ … เคร้ง!

(นับดูซี่ครับ 9 คนจริงๆ เกมรับเจอลูกครอสแบบนี้เข้าไป…รับรองว่ามีน้ำตาตกใน)

ลิเวอร์พูลขึ้นนำในห้านาทีสุดท้ายของเกม ประตูลูกนี้คือจุดเปลี่ยนของเกมทั้งหมด เพราะนอกจากจะทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวในอีก 3 นาทีต่อมาของลิเวอร์พูลฮึกเหิมแล้ว มันยังทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวของพาเลซมีแต่ความสิ้นหวังอีกด้วย เพราะ…

สี่ – พาเลซเกมนี้มีแต่เกมรับ และไม่สามารถขึ้นเกมรุกได้อาจเพราะไม่มี วิลฟรีด ซาฮา อยู่ในสนาม (อเล็กซานเดอร์ที่ไม่ถนัดในเกมรับถูกใจสิ่งนี้) ปราสาทเรือนแก้วจึงทำได้เพียงตั้งตระหง่านอยู่ในแดนรับอย่างไร้จุดหมาย พวกเขาขึ้นเกมรุกไม่ได้จากการเพรซซิ่งของนักเตะลิเวอร์พูล และนั่นคือเหตุผลที่ประตูที่สามของลิเวอร์พูลเกิดขึ้น…

ห้า – ประตูที่สามของลิเวอร์พูลสวยมาก หลังจากฟาบินโย่เก็บความอัดอั้นมาตลอด 4 เดือน (ช่วงหยุดยาว+อาการบาดเจ็บ) หมอปลาก็ปล่อยความอึดอัดทั้งหมดนั่นไปกับบอลที่พุ่งแรงดั่งจรวจ แม้ผู้รักษาประตูของพาเลซจะมองเห็นบอลทะยานมาจากเสาสอง แต่ปฏิกิริยาของเขาก็ยังช้ากว่าความเร็วและแรงของ Rocket ball จากฟาบินโย่อยู่ดี

แฟนบอลลิเวอร์พูลหลายคนเคยปรารภเอาไว้ว่า นักเตะกองกลางตัวรับที่ดีควรเป็นแบบ รูเบน เนเวส จากวูล์ฟแฮมตันที่เล่นได้ทั้งแนวรับและจบสกอร์จากเสาสองได้ วันนี้แม้ลิเวอร์พูลจะไม่มีรูเบน เนเวสอยู่ในทีม แต่ก็มี ฟาบินโย่ ตาวาเรส ดูเหมือนนักเตะทั้งสองคนจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นะ !

ฟาบินโย่เก็บหนึ่งประตูและหนึ่งแอสซิต์ และเราจะแปลกใจอะไรถ้ามิดฟิล์ดตัวรับรายนี้เก็บคะแนนสูงสุดจาก Whoscored ไปร่วม 9.5 คะแนน!

(ดูคะแนนของนักเตะคนอื่นๆ ได้ในภาพนี้ครับ)

หก – นอกจากฟาบินโย่แล้ว โมฮาเม็ด ซาลาห์ก็เป็นอีกหนึ่งคนเก็บ 1 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์เหมือนกัน ราชาอียิปต์ให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขันเอาไว้ว่า “วันที่ผมเซ็นสัญญากับลิเวอร์พูลผมพูดเอาไว้ว่า ผมอยากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับสโมสรแห่งนี้ เพราะเมืองนี้รอคอยมันมานานแสนนานแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เรามีเหลืออยู่นั้นมีไม่กี่อย่าง คือเหลือสองคะแนนให้ไปถึง กับเหลือฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมดั่งที่เกิดขึ้นในเกมวันนี้ ผมดีใจที่จะได้จ้องมองไปยังเกมถัดไปจริงๆ นักเตะทุกๆ คนขับเคลื่อนกันและกันไปข้างหน้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเป้าหมายที่มีชื่อว่า พรีเมียร์ลีก นั่นแหละที่ผลักดันเราได้ดีที่สุด”

เจ็ด – ย้อนกลับไปในนาทีที่  34 ฟิร์มิโน่เก็บบอลในพื้นที่กรอบเขตโทษของพาเลซได้ โชคไม่ดีที่บ้อบบี้เอาบอลลงพื้นได้ห่วยสุดๆ ทำให้ลูกหนังกลมๆ กระดอนสูง และ แกรี่ เคฮิว ที่เข้ามาสกัดพร้อมก็รับบอลลูกนั้นไปเต็มๆ ด้วย “ท่อนแขน” ที่กำลังกางออก แกรี่ เคฮิว ทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษของตัวเอง !

แต่นั่นก็ยังไม่อาจเรียกจุดโทษให้ลิเวอร์พูลจากชายชื่อ มาร์ตินแอคกินสันได้

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงเกมระหว่างแมนยูไนเต็ดกับสเปอร์สเมื่อไม่กี่วันก่อน ผู้เล่นสเปอร์สทำผู้เล่นแมนยูล้มในกรอบเขตโทษ จนได้ฟาวส์และลั่นไกเก็บจุดโทษในนาทีที่ 80 ไปได้ในที่สุด เหตุการณ์ในวันนั้นส่งผลให้ แมนยูเก็บจุดโทษทั้งหมด 11 ครั้งตลอดทั้งฤดูกาลทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก (เฉลี่ยได้ 1 ครั้ง ทุกๆ เกมที่ 3) แฟนแมนยูไนเต็ดบางคนบอกออกมาโต้แย้งว่า มันไม่ใช่ความผิดปกติใด “ก็ทำฟาวส์ในกรอบเขตโทษจะไม่ให้ได้จุดโทษได้อย่างไร?”

“ก็ทำฟาวส์ในกรอบเขตโทษจะไม่ให้ได้จุดโทษได้อย่างไร?” คำตอบของคำถามนี้ได้ถูกตอบเอาไว้หมดแล้ว ในจังหวะแฮนด์บอลของเคฮิวในกรอบเขตโทษ แม้จะทำฟาวส์ในกรอบเขตโทษก็อาจไม่ได้รับจุดโทษได้ ถ้าทีมที่ถูกทำฟาวส์นั้นเป็นลิเวอร์พูล และมีกรรมการที่ชื่อมาร์ตินแอคกินสันประจำอยู่ในสนาม

แปด – อลีสซง เป็นผู้รักษาประตูที่แปลกมาก เพราะแม้เซฟบอลไม่ได้สักลูกเดียวในเกมนี้ แต่ก็ไม่มีใครววิพากษ์วิจารณ์เขาสักคำ / จะว่าไปแล้วความสามารถในเกมรับของลิเวอร์พูลแปลกยิ่งกว่า เพราะบางเกมนอกจากจะทำให้กองหน้าตัวเป้าของคู่ต่อสู้หายไปจากการแข่งขันได้แล้ว พวกเขายังสามารถทำให้ประตูของฝ่ายตัวเองหายไปจากเกมได้อีกด้วย !

เก้า – จินี่ ไวนาดุม เป็นนักเตะที่ต้องทำบุญสัก 9 วัด เขามีโอกาสจบสกอร์จ่อๆ หน้าประตูถึงสามครั้ง แต่สองในสามครั้งนั้นบอลปริ้นออกข้าง ในขณะที่อีกครั้งหนึ่งก็เบาไป (ทั้งๆ ที่อยู่หน้าประตู) จนถูกเซฟไว้ได้ / แต้มบุญของนายหายไปไหนหม๊ด ?

สิบ – ประตู Rocket ball ของฟาบินโย่ว่าสวยแล้ว แต่ประตูที่ 4 ของลิเวอร์พูลกลับสวยยิ่งกว่า เพราะนอกจากจะเป็นประตูปิดกล่องของวันนี้ มันยังเป็นประตูที่ผสานงานรวมกันของสามประสาน ซึ่งเกิดจากจังหวะเคาท์เตอร์แอคแทคที่ต้องใช้ความเร็วและความเข้าใจในเกมของ ฟิร์มิโน่ ซาลาห์ และมาเน่ ผสานงานร่วมกันอีกด้วย บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้…

ต่อให้คลอปป์ซื้อ กองหน้าราคา 80 ล้านเข้ามาสู่ทีมก็ใช่ว่าจะสามารถทดแทนความดุดันของสามประสานชุด SMF นี้ได้ !

สิบเอ็ด – อยากรู้เหมือนกันว่า รอย ฮอดจ์สัน กำลังเสียใจหรือดีใจอยู่กันแน่ ?

สิบสอง – ประตูที่เกิดขึ้นทั้ง 4 ลูกในวันนี้ของลิเวอร์พูลส่งผลให้หงส์แดงมีประตูสิริรวมกันในฤดูกาลนี้ 100 ลูกแล้ว และมันเป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกันที่เจอร์เก็น คลอปป์ สามารถทำประตูเกิน 100 ประตูขึ้นไปได้ นับตั้งแต่ฤดูกาลที่ 2017-18 (เก็บไปทั้งสิ้น 135 ประตู) ฤดูกาล 2018-19 (เก็บไปทั้งสิ้น 115 ประตู) และ ฤดูกาล 2019-20 ที่ทำไป 100 ประตูตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

ข้อหน้าสังเกตุที่แปลกอย่างหนึ่งก็คือ ยิ่งลิเวอร์พูลทำประตูได้น้อยเท่าไหร่พวกเขาก็ยิ่งเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกมากขึ้นเท่านั้น

ฤดูกาล 2017-18 แม้จะทำประตูได้มากที่สุดแต่ก็จบลงที่อันดับ 4

ฤดูกาล 2018-19 แม้จะทำประตูได้มากรองลงมา แต่ก็จบอันดับ 2

ฤดูกาล 2019-20 แม้จะทำได้เพียง 100 ประตูเท่านั้น แต่พวกเขาก็ขาดอีกเพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้นในการทำลายสามสิบปีแห่งความว่างเปล่าลง

สิบสาม – สุดท้ายลิเวอร์พูลเหลือเพียงสองคะแนนเท่านั้นในการเป็นแชมป์ลีก หลายคนจึงฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้ที่เกมเชลซีเปิดบ้านรับการมาเยือนของแมนซฺตี้ในค่ำคืนนี้ แต่ในความเห็นของคนอย่างผม (ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีดิ์) แล้ว ผมไม่เคยจะอยากยืมมือของเชลซีในการจบทุกอย่างตลอดสามสิบปีเลย

ยิ่งพอคิดได้ว่าสิงโตน้ำเงินแย่งนักเตะจากอย่างแวร์เนอร์ไปจากอ้อมอกของลิเวอร์พูลยิ่งทำให้ไม่หวังยืมจมูกของใครหายใจเข้าไปอีก ผมไม่หวังพึ่งเชลซีเลยครับ ไม่หวังจริงๆ ครับ เพียงแต่วันนี้จะขอเปลี่ยนชื่อเพจเป็น เลิฟเชลซี สักวัน…เท่านั้นเอง

จบ

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟเชลซี รายงาน