หงส์แดงเปลี่ยนเล็บ

22 มิถุนายน 2020 วันที่ฝนโปรยปราย ณ กูดิสันปาร์ค

มันเป็นเกมที่หนักสำหรับนักฟุตบอลลิเวอร์พูล หลังจากช่วงเวลาร้อยกว่าวันที่ไม่ได้ลงสนามจริง พวกเขาถูกจับตามองจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกว่าจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ณ ที่แห่งใด และหลังจากที่แมนเชสเตอร์ซิตี้เอาชนะอาร์เซนอลขาดลอย พวกเขาก็ยิ่งถูกคาดหวังว่าจะระเบิดฟอร์มเกมรุกใส่เอฟเวอร์ตันให้สาสมใจ แต่ที่สุดแล้ว มันกลับกลายเป็นเกมที่น่าเบื่อ ไม่คุ้มค่าเวลานอน ในสายตาแฟนบอลหลายล้านคน (The Time รายงานว่าแมทซ์การแข่งขันดังกล่าวมีคนดูถ่ายทอดสดสูงสุดนับตั้งแต่มีการถ่ายทอดสดมาในอังกฤษคือร่วม 5 ล้านกว่าคน)

แต่ถ้าจะมีใครสักคนเพ้อเจ้อขึ้นมาว่า เกมในค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นอัศจรรย์ราวกับความฝัน ผมก็คงเป็นใครคนนั้น

สำหรับผมมันเป็นเกมแรกในรอบสามเดือนของลิเวอร์พูล นอกจากจะคลายความคิดถึงแล้ว มันยังมอบมิติใหม่ของการดูฟุตบอล เผยโฉมแทคติค new normal ของเจอร์เก็น คลอปป์ และมอบอาวุธชิ้นใหม่ที่ทำให้คู่แข่งต้องปวดศรีษะอีกครั้งอย่างแน่นอน

แต่อาวุธชิ้นใหม่ของลิเวอร์เบิร์ดเป็นอย่างไรน่ะหรือ ?

เจอร์เก้น คล็อปป์เป็นคนที่แปลกอยู่อย่าง เขาไม่ได้แสวงหาความสมบูรณ์แบบเฉกเช่นผู้จัดการทีมคนอื่น ในทางตรงกันข้าม ดูเหมือนว่าเขาจะชอบเดินเข้าไปทักทายความพ่ายแพ้จนกลายเป็นเพื่อนสนิทเสียด้วยซ้ำ สมัยเป็นนักฟุตบอล เขามีทั้งอารมณ์ร่วม ร่างกาย และมันสมอง แต่ล้มเหลวในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เมื่อก้าวสู่การเป็นผู้จัดการทีม เขาเป็นผู้พาไมนซ์05 เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกา แต่เป็นเขานั่นแหละที่พาทีมตกชั้น! เขาเป็นผู้พาดอร์ทมุนด์แย่งถาดแชมป์บุนเดสลีกามาจากขาใหญ่ แต่กลับพาทีมหล่นไปอยู่กลางตารางก่อนอำลาทีม เขาพาลิเวอร์พูลเข้าชิงชนะเลิศ 3 รายการใน 3 ปีแรก แต่ก็ชวดแชมป์ในทุกรายการ

ทว่า ความพ่ายแพ้ในทุกครั้งกลับทำให้เจอร์เก็น คล็อปป์ทำลายกำแพงก้าวไปสู่ในอีกระดับเสมอ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมสามเดือนหลังพลาดท่าให้เชลซี, วัตฟอร์ด, และแอตเลติโก มาดริด คล็อปป์ (และทีมโค้ช) ได้กลับไปพัฒนาเกเก้น เพรสซิ่งของเขาให้ “เหนือและเนียน” ยิ่งกว่าเดิม

หากดูเพียงตำแหน่งในตารางคะแนนและชื่อชั้น เอฟเวอร์ตันไม่อาจเป็นทีมที่สามารถต้านทานความกระหายของลิเวอร์พูลได้ ทว่า คริปโตไนต์ มีไว้สยบซูเปอร์แมนฉันใด ดูเหมือน คาร์โล อันเชล็อตติ ก็จะเป็นศัตรูโดยกำเนิดของ เจอร์เก็น คลอปป์ ฉันนั้น พี่แจ้ดนุพล ล็อตติ กล่าวก่อนการแข่งขันเอาไว้ว่า เขาจะไม่ยินยอมให้ลิเวอร์พูลได้แชมป์ที่กูดิสัน ปาร์ค และงัด 4-4-2 มาท้าสู้ มันเป็นแผนยอดนิยมในการรับมือกับจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกของหลายทีมในช่วงหลัง และคนที่คิดค้นมันขึ้นมาก็หนีไม่พ้นอันเชสมัยกุมบังเหียนที่นาโปลีนั้นแหละ

ตามตำรา การเปิดรุกสู้กับลิเวอร์พูลในชั่วโมงนี้ไม่ใช่ทางที่ปัญญาชนเลือกใช้ ครั้นจะแพ็คเกมรับในแดนแล้วรอสวนก็ดูจะเสี่ยงเกินไป อันเชล็อตติสั่งให้ปีกสองข้าง อเล็กซ์ อิโวบี้ และ แอนโธนี่ กอร์ดอน ช่วยซ้อนเกมรับ พอดีกับที่เกมนี้ลิเวอร์พูลไม่มีทั้ง แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ งานของพวกเขาจึงไม่หนักมาก

กลับกันเป็นลิเวอร์พูลต่างหากที่ต้องระวัง ริชาลิซอน กองหน้าที่ฝีปากจัดพอๆ กับฝีเท้า และโดยเฉพาะ โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน ศูนย์หน้าที่ทำไปถึง 8 ประตูจาก 12 เกมนับตั้งแต่วันที่อันเช่คุมทีมเอฟเวอร์ตัน (ทำประตูมากกว่าใครในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ช่วงก่อนคริสมาสต์จนถึงปัจจุบัน)

แน่นอนว่า เกมรุกของลิเวอร์พูลที่ไม่มีซาล่าห์นั้นน่าผิดหวัง แต่เกมรับของลิเวอร์พูลยังคงรักษามาตรฐานแชมป์ยุโรปเอาไว้ได้ดี ริชาร์ลิซอน ไม่ใช่แค่ “เลี้ยงบอลไม่ผ่านฟาน ไดก์” ช่วงเวลาที่โจเอล มาติปอยู่ในสนาม เขาล้มกลิ้งล้มหงายโวยวายเหมือนเด็กประถม ส่วนดาวซัลโวของอันเชล็อตตินั้นก็ไม่สามารถพลิกบอลได้เลย จนทำให้ อลิสซอน เบ็คเกอร์แทบ จะหายไปจากเกมถึง 80 นาที

ในตอนที่ไลน์อัพถูกประกาศออกมา มีความกังวลใจเล็กๆ ว่าฟาบินโญ่อาจกลายเป็น “บ่อน้ำมัน” ให้ตัวจี๊ดของเอฟเวอร์ตันโจมตี เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เขาเป็นนักฟุตบอลที่เครื่องร้อนช้า ต้องใช้เวลาหลายเกมในการปรับจังหวะการเคลื่อนที่ แต่ในเกมนี้ ฟาบินโญ่คือหัวใจสำคัญในการเก็บบอลจังหวะสองของลิเวอร์พูล

และไม่รู้ว่าเจอร์เก็น คล็อปป์สอนลูกทีมยังไงในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังกลับมารวมทีม เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นถึงการเพรสซิ่ง “ในอีกระดับ” มันเป็นการเข้าบอลที่เกะกะน่ารำคาญที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เซมุส โคลแมน (ซึ่งเกมนี้เล่นดีระดับแมนออฟเดอะแมตช์) ตัดบอลมาจากมาเน่ได้ จ่ายบอลให้ ทอม เดวิส เอาตัวรอดจากเพรสซิ่งของลิเวอร์พูล จ่ายบอลอังเดร โกเมส ในจังหวะที่จะผ่านบอลต่อ ทาคูมิ มินะมิโนะจะวิ่งเข้าไปไล่บอล แม้จะใช้ความใหญ่เอาชนะได้ แต่เมื่ออังเดรเงยหน้าขึ้นไป เขาจะเจอกับฟาบินโญ่ทันที และมีเฮนเดอร์สันยืนซ้อนหลังอยู่อีกชั้น!

มีอยู่จังหวะหนึ่งที่ ฟาบินโญ่โหม่งบอลกลางสนามพลาด ไปเข้าทางของริชาลิซอน ฟาบินโญ่ จึงวิ่งออกจากตำแหน่งไปตามแก้งาน ริชาร์ลิซอนควบบอลขึ้นหน้า เขาไม่สามารถใช้ความเร็วพลิกบอลหนีได้ เพราะว่ามีโจเอล มาติปมาปิดทางอยู่ที่ปลายของพื้นที่รับผิดชอบในขณะที่ฟาบินโญ่ตามไปจนสุด บอลที่ริชาร์ลิซอนปาดไปหน้าประตู ตั้งใจจะให้ เลวิน เข้าแท็ปอิน ก็ถูกอลิสซอน และฟาน ไดก์ดักทางไว้หมดแล้ว

ลิเวอร์พูลเกือบได้ประตูขึ้นนำจากโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ และจุดเริ่มต้นก็มาจากระบบเกเก้น เพรสซิ่ง เริ่มจากอังเดร โกเมสรับบอลและพยายามพลิกหนีจอร์แดน เฮนเดอสันกับมินะมิโน ในจังหวะที่กำลังจะจ่ายบอลคืนให้เพื่อน มินะมิโนะก็วิ่งตามไปจิ้มบอลคืนให้จอร์แดน

เฮนเดอสันที่วิ่งกลับไปรับบอลเหมือนนัดกันไว้ กัปตันจ่ายบอลเข้ากลางให้ซาดิโอ มาเน่ตอกส้นให้บ๊อบบี้ ด้านซ้ายมีเกอิต้าวิ่งทำทางแล้ว แต่บ๊อบบี้เลือกซัดด้วยซ้ายบอลออกข้างไปน่าเสียดาย นี่คือจังหวะที่อธิบายคำว่า Gegen pressing and Transition ได้ชัดเจนที่สุด

(มองอย่างให้ความเป็นธรรม ถ้าสังเกตุทั้งภาพด้านบนและด้านล่างต่อไปนี้ เราจะเห็นว่า ตำแหน่งที่บ้อบบี้ยืนจะอยู่สูงกว่าเกอิต้าประมาณหนึ่ง-สองก้าวตลอด / เป็นไปได้ไหมที่มันจะทำให้ฟิร์มิโน่ไม่เห็นเพื่อนร่วมทีมที่วิ่งมาทางซ้ายมือ เพราะเขาต้องเพ่งสมาธิกับประตูที่อยู่ด้านหน้าเยื้องขวาอยู่ ?)

ก่อนหมดครึ่งแรก มาติปผ่านบอลให้อาโนลด์ทางขวา เกอิต้าวิ่งไปรับบอลและแทงทะลุพื้นที่ระหว่าง เดวิสกับกอร์ดอนไปให้บ๊อบบี้ บ๊อบบี้โดนประกบอยู่ แต่ขยับตัวเร็วพอที่จะแตะบอลกลับมาให้นาบี้ ผู้เล่นเอฟเวอร์ตันสองคนเข้าคุมนาบี้ แต่เขาทัชบอลต่อให้มินะมิโนะทันที ตอนนี้บ๊อบบี้ขยับไปด้านซ้ายเพื่อดึง ลูคัส ดิญ ออกจากตำแหน่ง ทำให้ทาคูมิสามารถถอยลงมาชิ่งบอลคืนให้นาบี้ซึ่งวิ่งตัดหลังกลางเอฟเวอร์ตันสองคนไปรับบอลได้ จากนั้นก็จ่ายบอลต่อให้มาเน่ด้านซ้าย ขยับหลอกดึงเวลาจนกระทั่ง มินะมิโนะถอยไปรับบอลและได้ง้างเท้ายิง

ในแง่ของฟอร์มการเล่นรายคน นักเตะลิเวอร์พูลไม่มีความคมในพื้นที่สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นทาคูมิ, ฟิร์มิโน่, หรือเทรนต์-อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ และในแง่ของการเคลื่อนที่ ทั้งในการคุมโซนเกมรับและการหาจังหวะสร้างเกมรุกใส่ทีมของอันเชล็อตติ พวกเขาทำได้ดีมาก ดีไม่แพ้เกมที่นักฟุตบอลเครื่องร้อนกว่านี้ด้วยซ้ำ

การเคลื่อนที่ในการเพรสซิ่งบอลก็อยู่ในระดับสูง ไม่ใช่แค่การวิ่งไปเอาบอลคืน แต่มันเป็นการเคลื่อนที่ร่วมกันอย่างสอดคล้อง ทุกคนรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป และขยับตัวในจังหวะเดียวกัน เหมือนกับนักกีฬาวิ่งผลัดระดับโลก โดยเฉพาะทาคูมิ มินะมิโนะ แม้ว่าร่างกายของเขาจะยังไม่พร้อมปะทะ ความมั่นใจยังไม่มาไม่กล้าจะพลิกบอลเหมือนตอนที่แข่งกับลิเวอร์พูล แต่ความเข้าใจในแท็กติกนั้นอยู่ในระดับที่น่าทึ่ง

พูดกันโดยไม่มีอคติใดๆ ทาคูมิปรับตัวและเข้าใจในแทคติคของคลอปป์ได้เร็วกว่า เซอร์ดาน ชากิรี่ หรือ อ็อกเลด แชมเบอร์เลน ที่เล่นในพรีเมียร์ลีกมาหลายปีเสียอีก การประสานงานระหว่าง ทาคูมิ นาบี้ และ มาเน่ นั้นได้สร้าง “Dynamic Triangle” ในพื้นที่เกมรุกของลิเวอร์พูล ถือเป็นอาวุธชิ้นใหม่ที่น่าจับตามอง

ในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ คล็อปป์น่าจะไม่สามารถเสริม “ตัวรุก” ได้เกินกว่าหนึ่งคน ตัวรุกคนใหม่เพียงคนเดียวนั้นมันอาจจะไม่เพียงพอที่จะทดแทนการไม่มี ซาล่าห์และมาเน่ในช่วงเดือนมกราคม แต่เกมกับเอฟเวอร์ตันเมื่อคืน ก็ให้เห็นแสดงสว่างอยู่บ้าง ลิเวอร์พูลสามารถสร้างจังหวะเจาะแนวรับสุดแน่นได้ในตอนที่บ๊อบบี้ขยับออกไปเล่นริมเส้น และที่เขาทำแบบนั้นได้ ก็เป็นเพราะทักษะการ “จ่ายบอลเร็ว” ของทาคูมิยามที่ขยับเข้าไปเล่นตรงกลาง

ความพ่ายแพ้นอกสนามให้กับเชลซีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน อาจเป็นความพ่ายแพ้ที่ทำให้เจอร์เก็น คล็อปป์ทำลาย “ขีดจำกัด” อีกครั้งก็เป็นได้ ฟุตบอลที่เหนือกว่าทักษะ นี่ล่ะคือความมันส์ในแบบฉบับของฟุตบอลสไตล์เจอร์เก็น คล็อปป์

END

JB จากไดอารี่คนบ้าบอล เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน