ตลาดหน้าเรามาแน่ ?

ในที่สุด การเดินทางของทีโม แวร์เนอร์ก็มาถึงบทสรุป (แต่ไม่ที่สุด) เสียที และแม้ว่าท่านรองประธานของสโมสรไลป์ซิกยังไม่ยอมตอบตกลงว่าได้ปล่อยผู้เล่นให้ไปให้สโมสรเชลซีแล้ว แต่ก็เป็นอันรู้กันว่า เรื่องนี้ลิเวอร์พูลจะไม่ยุ่งอีกต่อไป แวร์เนอร์จะไม่ได้สวมเสื้อลิเวอร์พูล

กรณีของแวร์เนอร์นั้นทำให้เราเข้าใจสถานการณ์และจุดยืนของสโมสรได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น เราจะไปทบทวนความเป็นไปและความเป็นจริงของลิเวอร์พูลแบบรวบรัดกัน ก่อนที่จะไปวิเคราะห์ทิศทางการเสริมทัพของทีมสำหรับฤดูกาลหน้า 2020/21

เกิดอะไรขึ้นกับอดีตแชมป์ยุโรปและว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก

FSG (NESV) เทคโอเวอร์ลิเวอร์พูลเมื่อปลายปี 2010 ด้วยเงินเพียง 300 ล้านปอนด์ แต่มีเงินอีกส่วนหนึ่งที่เขาต้องใช้หนี้ธนาคารแทนลิเวอร์พูล และยังให้ลิเวอร์พูลกู้เงินแบบไม่คิดดอกเบี้ย (ยังไม่ถอนเงินออก) และพวกเขาก็ได้รับบทเรียนแรกจากฟุตบอลอังกฤษ หลังจากที่ไปบ้าจี้ทุ่มซื้อ แอนดี้ คาร์โรล แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งในและนอกสนาม หลังจากได้เม็ดเงินอันน้อยนิดจากการเป็นแชมป์ลีกคัพในปี 2012 นั้นพวกเขาก็เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดในพรีเมียร์ลีกในช่วงเวลาที่ไม่มีเงินรางวัลเข้าทีมเรื่อยมา จนกระทั่งได้เจอร์เก็น คล็อปป์เข้าทีม ลิเวอร์พูลก็เริ่มลืมตาอ้าปากได้ เนื่องจากคล็อปป์พาทีมเข้ารอบชิงฟุตบอลยุโรป และมันกลายเป็นรายได้หลักของสโมสร

การเข้าชิงกับเรอัล มาดริดในปี 2018/19 สร้างรายได้ให้ลิเวอร์พูลมากถึง 533 ล้านปอนด์ หลัก ๆ แล้วมาจากส่วนแบ่งค่าถ่ายทอดสดจากพรีเมียร์ลีกและยูฟ่ารวมแล้ว 252 ล้านปอนด์ นอกนั้นก็มาจากสปอนเซอร์ การขายสินค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ และตั๋วเข้าชมเกมที่แอนฟิลด์

นอกจากการเสริม อลิสซอน เบ็คเกอร์, เฟอร์กิล ฟาน ไดก์, ฟาบินโญ่, นาบี เกอิต้า เข้าทีมแล้ว ลิเวอร์พูลยังพยายามต่อสัญญาระยะยาวกับผู้เล่นตัวหลักแทบทุกคน เพื่อไม่ให้เจ็บซ้ำแผลเดิมที่เคยเป็นทางผ่านไปสู่สโมสรที่ใหญ่กว่า และยังนำเม็ดเงินไปลงทุนกับสนามซ้อม นิว เคิร์กบี้ (50 ล้านปอนด์) มีแผนเปิดใช้หลังจบฤดูกาลนี้ และ ขยายแอนฟิลด์เป็น 60,000 ที่นั่ง (60 ล้านปอนด์) มีแผนก่อสร้างหลังจบฤดูกาลนี้เช่นกัน

ซัมเมอร์ 2019 ลิเวอร์พูลใช้งบเสริมทีมเกือบทั้งหมดในการต่อสัญญาตัวหลัก พวกเขาเหลือเงินไม่มากนัก เลยหารือกันว่า งั้นเราเก็บงบไว้สำหรับฤดูกาล 2020 คล็อปป์เห็นด้วยเพราะเชื่อว่าเด็ก ๆ ในมือของพวกเขาพร้อมสำหรับการล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2019/20

พรีเมียร์ลีกดำเนินมาถึงเกมที่ 29 ขอแค่เก็บชัยอีกเพียง 2 เกม พวกเขาก็จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่การระบาดของไวรัส แต่การที่พวกเขาตกรอบยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 16 ทีมนั้นก็ทำให้รายได้ของทีมหายไป คาดว่าประมาณ 40 ล้านปอนด์ หลังจากนั้นฟุตบอลก็หยุดลง ไม่มีเกมการแข่งขัน = รายได้จากการเข้าชม – รายได้จากการถ่ายทอดสด – รายได้จากการขายสินค้า – เงินคืนให้ผู้ถือตั๋วเข้าชมแอนฟิลด์ – เงินคืนกว่า 20 ล้านปอนด์ให้ผู้ถ่ายทอดสด ในขณะที่รายรับถูก “ลบ” เกลี้ยง ลิเวอร์พูลยังคงต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานเดือนละเกือบ 26 ล้านปอนด์ ถึงตอนนี้ก็จ่ายมาเกือบ 78 ล้านปอนด์แล้ว

เดิมทีลิเวอร์พูลจะได้เงินสนับสนุนจาก NB ซัมเมอร์ละ 45 ล้านปอนด์ แต่พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนผู้สนับสนุนชุดแข่งเป็น NIKE ซึ่งจะทำให้เงินสนับสนุนลดเหลือปีละ 30 ล้านปอนด์ บวกกับเงินอีก 45 – 50 ล้านปอนด์ ซึ่งมาจากส่วนแบ่งของยอดขายผลิตภันฑ์ NIKE ที่มีช่องทางขายทั่วโลกและมีอภิมหาซูเปอร์สตาร์อย่าง เลบรอน เจมส์, เซเรน่า วิลเลี่ยมส, และเดรก (Drake) ช่วยโปรโมทให้ แต่วิกฤติการณ์ไวรัสกระจายไปทั่วโลก นั้นทำให้ส่วนแบ่งยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน และเงินสนับสนุนที่แน่นอนนั้นถูกเลื่อนไปจนกว่าพรีเมียร์ลีกจะปิดฤดูกาล ซึ่งไม่รู้เมื่อไร…

เอาล่ะ เราไม่ใช่ทีมเดียวที่ได้รับผลกระทบแน่นอน ไปสำรวจคู่แข่งกันบ้างว่าพวกเขาต้องเจออะไรบ้าง เริ่มที่ ท็อตแนมป์ ฮ็อตสเปอร์ส พวกเขาต้องไปกู้เงินจากธนาคารแห่งอังกฤษ 175 ล้านปอนด์ เพื่อเอาไปหมุนเงิน และนั่นจะทำให้พวกเขาเสริมทัพไม่ได้ หากไม่ขายนักเตะก่อน

ต่อกันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงแม้ว่าจะมีรายรับเป็นอันดับหนึ่งมาตลอด แต่ผลการจากไม่ได้แชมป์รายการใหญ่มาหลายปีและไวรัสมาซ้ำรอย ก็ส่งผลให้มีตัวเลขแดงเต็มบัญชี พวกเขาไม่สามารถซื้อทีโม แวร์เนอร์ได้ เพราะยังขายปอล ป็อกบาไม่ได้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้นมีเรื่องอื่นให้ต้องปวดหัว พวกเขากำลังลุ้นกับผลการอุทธรณ์โทษแบนเกมยุโรปในช่วงสองวันนี้ ยังต้องสู้กับการจะเสีย เลรอย ซาเน่, เจา คันเซโล่ ไป และยังถึงเวลาคว้าเซ็นเตอร์แบ็กคนใหม่เข้าทีมเสียที ความจริงแล้วพวกเขาเป็นหนึ่งในสามสโมสรที่สามารถซื้อนักเตะได้ตามปกติ ถ้าหากไม่โดนแบนจากเกมยุโรปนะ

เชลซีคืออีกหนึ่งสโมสรที่มีการเปิดเผยว่า การเงินแข็งแกร่งมากและได้เปรียบที่สุดในช่วงที่ทีมอื่นกำลังย่ำแย่ ผลจากการโดนแบนตลาดนักเตะในปีที่แล้ว, รายได้จากการปล่อยตัวอดีตดาวรุ่งที่สะสมไว้, และการปลดระวางผู้เล่นเก่า ๆ ทำให้พวกเขามีเงินหมุนสบาย ๆ เป็นร้อยล้านปอนด์ พวกเขาใช้เงินจากการระบายดาวรุ่งเซ็นฮาคิม ซิเย็คเข้าทีม กำลังจะแบ่งงบไปคว้าทีโม แวร์เนอร์และเบน ชิลล์เวล นอกจากนี้ พวกเขายังหวังว่าจะขาย จอร์จินโญ่, บัตชูยี่, มาคอส อลองโซ่ รวมถึงปล่อยตัววิลเลี่ยนและเปโดร ซึ่งจะลดค่าเหนื่อยไปได้มหาศาล

สรุปแล้ว ลิเวอร์พูลจะเสริมทัพมั้ย?

การที่ลิเวอร์พูลยกธงขาวให้กับเชลซีนั้น ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะยกเลิกการเสริมทีมไปเลย เพียงแต่ว่า เส้นเดดไลน์ 15 มิถุนายนนั้นมัน “เร็วเกินไป” ที่พวกเขาจะจ่ายเงินได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการแบ่งจ่าย แต่มันมีค่าเอเย่นต์ 12 ล้านปอนด์ ค่าตัวงวดแรกประมาณ 20 – 30 ล้านปอนด์ (เชลซีแบ่งจ่ายเพียงสองงวด เนื่องจากไลป์ซิกก็ต้องการเงินไปโปะ FFP) ซึ่งเป็นภาระที่หนักในช่วงที่ไม่มีรายได้แบบนี้ นั่นคือเหตุผลที่มีข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่าคล็อปป์ขอให้แวร์เนอร์ “รอ” อีกสักหน่อย

ลิเวอร์พูลมีภารกิจที่สำคัญกว่า นั่นคือการต่อสัญญาผู้เล่นสามคนประกอบด้วย เฟอร์กิล ฟาน ไดก์ (2023), อลิสซอน เบ็คเกอร์ (2024), และจอร์จินิโอ ไวนัลจ์ดุม (2021) ให้ได้ก่อนฤดูกาลหน้าจะเริ่ม การต่อสัญญาผู้เล่นตัวหลักคือ “ภารกิจอันดับหนึ่ง” ที่จะไม่ยอมแลกกับการได้ผู้เล่นคนใหม่

การเสริมทัพนั้น มีทั้งตำแหน่งที่จะไม่เสริม ตำแหน่งที่จะเปิดพื้นที่ให้ดาวรุ่ง และตำแหน่งที่ FSG พยายามหาทางออกให้คล็อปป์ได้เสริมความแข็งแกร่ง

“ฟูลแบ็คฝั่งซ้าย” คือตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลจะไม่ลงตลาด มันยังคงเป็นเรื่องยากที่จะหาใครสักคนมาเบียด แอนดี้ โรเบิร์ตสันให้หลุดไปนั่งสำรอง พวกเขามองว่า เจมส์ มิลเนอร์, โจ โกเมซ, ลารูชี่ ยังคงเป็นตัวที่สำรองที่ใช้ได้

“ฟูลแบ็กฝั่งขวา” ลิเวอร์พูลจะปล่อย นาธาเนียล ไคลน์ออกจากทีม ถึงแม้จะเป็นการปล่อยฟรี แต่ก็จะช่วยลดค่าเหนื่อยไปได้ปีละสามล้านหกแสนสี่หมื่นปอนด์ หรือ สัปดาห์ละเจ็ดหมื่นปอนด์ และจะดัน “เนโก วิลเลี่ยมส์” ขึ้นสู่ชุดใหญ่แบบเต็มตัว

“ผู้รักษาประตู” ลอริส คาริอุสจะถูกปล่อยตัว ลิเวอร์พูลคาดหวังว่าจะได้เงินประมาณ 3-5 ล้านปอนด์ และยังไม่มีแผนจะหาตัวแทนของอาเดรียน

“เซ็นเตอร์แบ็ค” ลิเวอร์พูลจะยังใช้ โจ โกเมซ และ โจเอล มาติป สลับกันยืนคู่กับ ฟาน ไดก์ต่อไป ส่วนเดยัน ลอฟเรนนั้น มีโอกาสสูงมากที่เขาจะย้ายออกจากทีม ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า ลิเวอร์พูลจะดัน คี-ยานา ฮูแฟร์ ขึ้นมา หรือ ช้อปกองหลังคนอื่น แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เซ็นเตอร์แบ็คคนใหม่ยังไม่ใช่ทางเลือกของลิเวอร์พูลในฤดูกาลหน้า เพราะต้องรอโอกาสต่อจากโกเมซ และ มาติป ไปอย่างน้อยครึ่งฤดูกาล

“มิดฟิลด์ตัวรับ” เป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจสำหรับตำแหน่งนี้ เนื่องจากลิเวอร์พูลมีกลางรับแท้ ๆ เพียงคนเดียวคือ ฟาบินโญ่ และสลับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจมส์ มิลเนอร์ รวมถึงการใช้ จินี่ เป็นตัวช่วย ในขณะที่ มาร์โก้ กรูยิชนั้นไม่ได้เล่นเป็นกองกลางตัวรับอีกต่อไป เท่าที่มีข่าว ลิเวอร์พูลเฝ้าติดตาม เดนิส ซากาเรีย ของกลัดบัคมาหลายปี หากมีค่าตัวไม่เกิน 30 ล้านปอนด์ ก็อาจมีลุ้นให้ลิเวอร์พูลหาเงินจากการปล่อยแฮร์รี่ วิลสัน ไปสอยดาวรุ่งสวิตเซอร์แลนด์เข้าทีม

“มิดฟิลด์ box2box” เป็นตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลจะไม่เสริม พวกเขามีทั้งจินี่, อ็อกเลด, เฮนเดอร์สัน, เกอิต้า, รวมไปถึง มาร์โก กรูยิชที่หวังจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองช่วงพรีซีซั่น และ เคอร์ติส โจนส์ ที่ถึงเวลาก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เต็มตัวแล้ว

“มิดฟิลด์ตัวรุก” เป็นตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลตามหามาหลายปี และปีนี้จะเป็นอีกครั้งที่พวกเขาต้องปล่อยผ่านไปก่อน หากยังทำผลงานได้ในระดับ “แชมป์” และไม่เกิดเหตุการณ์ล้างโลกล้างเงินอีก ปีหน้าพวกเขาจะลงตลาดเสริมตำแหน่งนี้อย่างแน่นอน และในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ เราจะได้เห็นความชัดเจนของ “ทาคูมิ มินะมิโนะ” มากขึ้น

“ปีกซ้าย” แม้จะพลาดทีโม แวร์เนอร์ ลิเวอร์พูลก็ยังมีตัวเลือกอื่นในลิสต์ ไม่ว่าจะเป็น มิล็อต ราชิกา หรือ มาคัส ตูราม โดยเฉพาะรายหลังที่น่าจะถูกใจแฟนบอล ความสูง 192 ซม.ทำให้สามารถปรับไปเล่นศูนย์หน้าตัวเข้าทำ และความเร็วก็ทำให้เขาสามารถขยับไปเล่นปีกซ้ายได้ ติดอยู่เพียงแค่ว่า เอเย่นต์ของเขาคือ มิโน ไรโอล่า ที่กำลังพยายามพาเข้าไปเล่นที่ยูเวนตุส ตามรอยคุณพ่อของเขานั่นเอง (ลิลิยง ตูราม) ตอนนี้ลิเวอร์พูลใช้ดิว็อก โอริกีเป็นตัวสำรอง แต่คาดว่าโอริกีน่าจะย้ายออกจากทีมในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขาและสโมสร นั่นน่าจะทำให้ลิเวอร์พูลต้องคิดหนักหากจะปล่อยให้เหลือเพียงมาเน่คนเดียว

“ปีกขวา” ลิเวอร์พูลยังคงตามหาทายาทของคิงโม ซาลาห์ แน่นอนว่าเป้าหมายอันดับหนึ่งคือ จาดอน ซานโช่ ล่าสุด the independent รายงานว่า หากคล็อปป์ต้องการ “จริงจัง” FSG จะหาเงินมาให้ แต่ก็ไม่รู้จะคุ้มหรือไม่ หากลิเวอร์พูลจะต้องปล่อยนักฟุตบอลถึง 6 คน เพื่อแลกกับจาดอน ซานโช่เพียงคนเดียว คาดว่าลิเวอร์พูลจะใช้ซาล่าห์ไปก่อน พร้อม ๆ กับการให้โอกาสฮาร์วี่ เอลเลียตในบางเกม

“กองหน้า” โรแบร์โต ฟิร์มิโน่ใกล้จะเลยจุดพีคในตำแหน่ง false-9 แล้ว ทักษะของเขายังคงอยู่ แต่ตำแหน่งนี้กินร่างกายของเขาไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่าน ในทีมตอนนี้คล็อปป์ได้มินะมิโนะเข้ามาหมุนเวียน แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ เรียน บริวสเตอร์ก็มีอนาคตที่ไกล แต่ยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเองในลีกสูงสุด น่าสนใจว่าหลังจากที่พลาดแวร์เนอร์ คล็อปป์จะหากองหน้ากึ่งปีกคนอื่นเข้าทีมได้หรือไม่ อย่างที่เล่าไปว่า มาคัส ตูราม คือตัวเลือกที่เหมาะสม หากไม่มีปัจจัยด้านการปั่นราคาของเอเย่นต์มาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่า คล็อปป์จะกล้าดันเด็กบริวสเตอร์เต็มตัวหรือยัง

โดยสรุปแล้ว แม้บางสื่อจะลงว่า ลิเวอร์พูลจะไม่เสริมทัพในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดการณ์ที่ค่อนข้างเร็วเกินไป ยังมีกรอบเวลาอีกหลายเดือนให้ลิเวอร์พูลรอคอยและหาทางออก

เพราะพวกเขารู้ดีว่า มันใกล้ถึงเวลาแล้วที่ลิเวอร์เบิร์ดจะต้อง “ผลัดขนใหม่” เสียที