เมอซีไซด์-อาทิตย์อุทัย

หนึ่ง – ความรู้สึกส่วนใหญ่ของแฟนบอลเห็นว่า เจอร์เก็น คลอปป์ เป็นกุนซือที่โค้ชนักเตะเก่งที่สุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอล เขาส่งเลวานดอฟสกี้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของบุนเดสลีก้า สร้างโมฮาเม็ดซาลาห์ให้กลายเป็นราชา และประกาศศักดาให้โอบาเมยอง

โคตรสไตร์เกอร์ทั้งสามที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่หนึ่งในไม่กี่ชื่อภายใต้กระสวยอวกาศเจอร์เก็นที่รับอาสาส่งนักเตะไปสู่ดวงดาว

สอง – แต่ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จในทุกเรื่องได้ แม้แต่ นโปเลียนมหาศาลก็ยังมีวันที่นำทัพไปสู่ความพ่ายแพ้ เจอร์เก็น คลอปป์เองก็ไม่สามารถส่งนักเตะขึ้นสู่ทางช้างเผือกได้ดังใจหวังทุกคน นักเตะบางคนก็ต้องเดินออกจากร่มเงาของคลอปป์เพื่อเติบใหญ่ด้วยตัวของเขาเอง

แดนนี อิงก์ คือตัวอย่างชั้นดีของเรื่องนี้ เขาเป็นสไตร์คเกอร์เพียงไม่กี่คนที่ต้องเติบใหญ่ด้วยตัวเองมิใช่ภายใต้ร่มเงาของเจอร์เก็น

สาม – เรื่องน่าสนใจก็คือกองหน้าตัวใหม่ของคลอปป์ อย่างมินามิโนะ จะอยู่ในสับเซ็ตไหน ? เขาจะกลายเป็นโคตรสไตร์คเกอร์อีกคนภายใต้ยี่ห้อของเจอร์เก็น หรือจะเป็นซามูไรที่ต้องออกพเนจรไร้สำนักเฉกเช่นเดียวกับที่ แดนนี่ อิงก์ เป็น ?

เรื่องนี้คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ …

สี่ – แต่ถ้าให้วิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดแล้ว มินามิโนะนั้นยังมีโอกาสที่จะเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จภายใต้ร่มเงาของเจอร์เก็นอยู่ … เพราะอะไรน่ะหรือ ?

ห้า – เพราะนักเตะที่คลอปป์ชี้เป้าว่า “ผมต้องได้” เท่านั้น ล้วนเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งสิ้น แตกต่างกันเพียงว่าประสบความสำเร็จเร็ว หรือประสบความสำเร็จช้าเท่านั้น (ในขณะที่คาริอุสเป็นกรณียกเว้น)

กลุ่มแรกคือนักเตะประเภทที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ซื้อเข้ามาปุ้ปก็ประสบความสำเร็จปั้ป

ตัวอย่างเช่น ฟานไดซ์ ซาลาห์ มาเน่

นักเตะเหล่านี้เหมือนเครื่องจักรที่ต้องการเพียงลายนิ้วมือของคลอปป์เพื่อปลดล็อคศักยภาพสุดท้าย ก่อนกลายเป็นดาวฤกษ์ส่องสว่างอยู่ในจักรวาลฟุตบอลอย่างโดดเด่น

ในขณะที่นักเตะอีกกลุ่มหนึ่งคือนักเตะที่มีความสามารถ แต่ต้องใช้เวลากว่าจะประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ฟาบินโย่ 

ช่วงแรกของหมอปลากับลิเวอร์พูลนั้นบ้าบอและออกทะเลไปจนเกือบตกขอบมหาสมุทร ความเชื่องช้าจากลีกเอิงทำให้ฟาบินโย่ปรับตัวกับความเร็วของพรีเมียร์ลีกไม่ทัน

แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้หมอปลาไม่สามารถดึงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้ในช่วงแรกก็คือการใช้ “ภาษาอังกฤษ” ต่างหาก

ฟาบินโย่ เติบโต ในบราซิล สเปน และ ฝรั่งเศส สามประเทศที่กล่าวมานั่นไม่มีประเทศไหนเลยที่ใช้อังกฤษเป็นภาษาราชการ

(ในขณะที่นักเตะที่ประสบความสำเร็จในทันทีอย่าง ฟานไดซ์ ซาลาห์ มาเน่ นั้นต่างก็เป็นนักเตะที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อยู่แล้ว / ส่วนอลีสซงเป็นข้อยกเว้นเพราะภาษาเดียวของผู้รักษาประตูคือ ทำยังไงก็ได้ให้บอลไม่ผ่านข้ามเส้นประตูไป ในขณะที่ผู้เล่นในตำแหน่งอื่นต้องอาศัยความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันซึ่งต้องใช้ “ภาษา” เป็นสื่อกลางเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และความเข้าใจต่อกันและกัน)

หก – เรื่องของภาษานี้ นักเตะอย่าง นาบี เกอิต้า คงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนเช่นกัน

ความจริง 8 ใน 10 เกมที่เกอิต้าลงสนาม เขามักจะเป็นนักเตะที่โดดเด่นอยู่เสมอ (คนเขียนข่าวที่ต้องดูสถิติหลังเกมอย่างผมยืนยันเรื่องนี้ได้ เกอิต้าจะมีสถิติ Dribble สูงกว่าทุกคน และติดอันดับ 1-2 ในสถิติดังกล่าวทุกเกมที่ลงเล่น) และนี่คือสถิติของ เกอิต้า เมื่อเทียบกับ ซงฮงมินของสเปอร์ส นักเตะที่สองคนที่ประจำในบทบาทเพลย์เมคเกอร์เหมือนกัน มันเป็นหลักฐานยืนยันว่า แท้ที่จริงแล้วนาบีมีของดีซุกซ่อนอยู่ในตัวเอง

นาบี เกอิต้า มีทุกอย่างที่คลอปป์ต้องการ ทั้งความแข็งแกร่งและเซ้นส์บอลของเกอิต้า แต่แฟนบอลลิเวอร์พูลก็คงรู้สึกใช่ไหมครับว่า เหมือนเกอิต้าขาดอะไรบางอย่างไป อะไรบางอย่างที่ว่านั่นถูกเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้เองว่า แม้เกอิต้าจะย้ายเข้าลิเวอร์พูลมาได้เกือบ 2 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังมีปัญหาด้านการใช้ภาษาอยู่ดี นั่นทำให้ระหว่างเขากับเพื่อนร่วมทีมเหมือนมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างพวกเขาเอาไว้

เจ็ด – ทาคูมิ มินามิโนะเป็นคนที่เผชิญหน้ากับปัญหาภาษาอังกฤษมากที่สุดคนหนึ่ง แม้ว่ามินามิโนะจะสามารถใช้ภาษาเยอรมันได้เพราะย้ายมาจากลีกออสเตรียที่มีภาษาราชการคือภาษาเยอรมัน แต่ภาษาเยอรมันของทาคิก็ไม่ได้ลึกซึ้งมากและอยู่ในระดับ Schlange Schlange Fisch Fisch (งูๆ ปลาๆ ในภาษาเยอรมัน) เท่านั้น เขาเคยเปิดเผยว่าในช่วงย้ายทีมมาใหม่ๆ ว่า

“ผมหวังว่า ภาษาเยอรมันที่ผมใช้ได้นิดหน่อยจะทำให้ผมสื่อสารกับบอสได้”

เจ็ด – โชคร้ายอีกครั้งที่ทาคิเป็นคนญี่ปุ่น (แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้ว) แต่ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่า ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ห่วยพอๆ กับประเทศไทย

ผู้รู้บางคนอ้างว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่เก่งภาษาอังกฤษเป็นเพราะอายที่จะใช้มัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีใครสักคนออกสำเนียงอังกฤษเต็มที่ทั้งๆ ที่พูดภาษาไทยได้ คนๆ นั้นจะถูกมองว่า “กระแดะ” และ “เสแสร้ง” จนทำให้หลายคนอายไม่กล้าใช้มันเสีย ทั้งๆ ที่เรื่องสำเนียงเป็นเรื่องสำคัญในแต่ละภาษาแท้ๆ ดังนั้นเมืองไทยจึงไม่ค่อยมีใครใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลายเท่าไหร่ พอไม่ใช้กันแพร่หลายก็ไม่สามารถพูดได้ตามไปด้วย

ในขณะที่ญี่ปุ่นเองก็มีวัฒนธรรมบางส่วนที่ทำให้คนญี่ปุ่นพูดอังกฤษไม่ได้เหมือนกัน บ้างว่าเป็นเรื่อง วัฒนธรรม “คนใน” กับ “คนนอก” หรืออะไรก็สุดแท้แต่ สุดท้ายมันก็ทำให้ระดับภาษาอังกฤษของคนญี่ปุ่นกับคนไทยไม่ต่างกันมากนัก

ดังนั้น ความรู้สึกของมินามิโนะที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ต้องอยู่ท่ามกลางคนพูดภาษานั้น ก็คงไม่แตกต่างจากเวลาที่คนไทยอย่างเราต้องติดต่อพูดคุยกับฝรั่งสักเท่าไหร่

นั่นยังไม่นับอีกว่า สำเนียงของเมืองลิเวอร์พูลนั้นเหน่อติดตัวโอแบบที่ฟังโคตรยาก

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์” ที่คนอังกฤษทั่วไปพูด คนลิเวอร์พูลจะออกเสียงว่า “โฮปี้โบดเดย์” แทน ! แฟนหงส์แดงส่วนใหญ่คงทราบดีว่า ลิเวอร์พูลเรียกนักเตะในสโมสรที่เป็นเด็กท้องถิ่นจากลุ่มแม่น่ำเมอซีว่า สเกาซ์เซอร์ อันที่จริงคนอังกฤษเองก็เรียกสำเนียงเหน่อๆ ของคนเมืองลิเวอร์พูลว่า “สำเนียงสเกาซ์” (Scouse accent) เช่นเดียวกัน

แปด – เจม เพียช สายข่าวของลิเวอร์พูลเขียนไว้ในสกู๊ปพิเศษถึงมินามิโนะว่า “เท่าที่ผมเห็น ทาคิเป็นคนที่มีเซนส์บอลในการวิ่งหาตำแหน่งดีมาก แต่อะไรบางอย่างทำให้เพื่อนร่วมทีมไม่จ่ายบอลให้กับเขา” บางทีอะไรบางอย่างที่ เจม เพียช สงสัยอาจเป็นความไว้เนื้อเชื้อใจระหว่างนักเตะนั่นเอง

ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ต้องมีภาษาเป็นสะพานเชื่อม…เท่านั้น

เจมเพียช เขียนต่อไปว่า “อันที่จริงเขาสวมเสื้อลิเวอร์พูลลงสนามเพียงแค่สามเกมเท่านั้น เขายังต้องปรับตัวกับเรื่องต่างๆ อีกมาก นับตั้งแต่วิถีชีวิตในเมืองใหม่ หรือวัฒนธรรมของฟุตบอลอังกฤษที่มีความรุนแรงทางกายภาพเป็นจุดเด่นสำคัญ สำหรับเจอร์เก็น เขามองมินามิโนะเป็นนักเตะที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวยาวนานกว่านักเตะคนอื่น ทาคิจะเป็นนักเตะระยะยาวสำหรับคลอปป์มิใช่คนที่ต้องลงไประเบิดตูมตามในสนามเพียงแค่นัดสองนัด”

***ทิ้งท้าย – ตำแหน่งที่มินามิโนะคู่ควรคือตำแหน่งใด ?

เจมเพียช ให้ความเห็นต่อตำแหน่งของมินามิโนะว่า “ผมคิดว่าเขาจะดูสดใสกว่านี้ถ้าได้ประจำในตำแหน่ง False 9” หรือกองหน้าตัวหลอกแบบที่ ฟิร์มิโน่ประจำ

มิใช่แค่ เจมเพียช เท่านั้น แม้แต่ Jesse Marsh ก็ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า “นอกจากตำแหน่งกองกลางตัวรุกที่ เขาเล่นได้แล้ว ผมคิดว่ามินามิโนะเหมาะสมกับตำแหน่งเบอร์เก้าของลิเวอร์พูล อะไรก็ตามที่ฟิร์มิโน่ทำ ทาคิก็ทำได้ไม่แตกต่างกัน มินามิโนะเป็นนักเตะประเภทที่พร้อมจะเพรซซิ่งใส่คู่ต่อสู้ตลอดเวลา และพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นพื้นที่ๆ เขาได้สัมผัสบอลมากที่สุดอีกด้วย”

END

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน