จิบข่าวหงส์แดง (03 มิถุนา 63)

1.วันที่คูเด็ดเกือบต่อยหน้าราฟาเบนิเตช

แม้ว่าเด็กหงส์ทุกคนจะยืนยันว่า ปฏิหารย์ในค่ำคืนอิสตัลบูลควรถูกนิยามด้วยคำว่า

“ไม่ยอมแพ้ผสมดวง”

แต่ความบ้าคลั่งของ เจสซี่ ดูเด็ค ที่ปฏิเสธลูกโหม่งจากเซฟเชนโก้ และป้องกันสองจุดโทษในการตัดสินแพ้ชนะช่วงท้ายเกม ทำให้ความเป็นจริงแล้ว เราควรนิยามค่ำคืนดังกล่าวด้วยคำที่ถูกต้องอย่าง

“ไม่ยอมแพ้ผสมดูเด็คร่างซูเปอร์ไซย่า” เสียมากกว่า

อย่างไรก็ดี ฟ้ามิได้เขียนให้เขาเป็นฮีโร่ตลอดกาลของลิเวอร์พูล

ฤดูกาลต่อมา ดูเด็ค ถูกปลดจากตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งของหงส์แดง และแทนที่ด้วย เปเป้ เรน่า ทั้งๆ ที่เขาควรจะได้รับโอกาสนั้น เนื่องจากความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นที่นัดชิงชนะเลิศแท้ๆ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดสำหรับเขา

ดูเด็คกล่าวกับ FourFourtwo เอาไว้ว่า “ผมไม่มีปัญหาอะไรกับเปเป้นะ เขาคือคนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง แต่…

“แต่ขอโทษนะครับ ราฟา เซ็นผู้รักษาประตูคนใหม่เข้ามา ในวันเวลาที่ผมกำลังอยู่ในช่วงที่พีคที่สุดของอาชีพ! ผมรู้ว่าตำแหน่งมือหนึ่งกำลังหลุดลอยไป แต่ผมก็ยังต้องการจะเล่นฟุตบอลอยู่ดี ดังนั้นผมจึงบอกกับราฟาว่า ได้โปรดกรุณาขายผมให้กับ โคโลญ (สโมสรหนึ่งในบุนเดสลีก้า) ที่กำลังให้ความสนใจในตัวผมอยู่ด้วยเถอะ ผมพูดประโยคนั้นกับเขาในขณะที่อีกไม่กี่วันตลาดกำลังจะปิดลง

“ผมคิดว่าทุกอย่างไปได้สวย จนกระทั่งสตาฟซื้อขายของ โคโลญ ติดต่อผมมาและพูดกับผมว่า ‘ทำไมราฟาถึงไม่ติดต่อพวกผมมาสักทีละครับ?’ เขางงแดก ส่วนผมงงแดกยิ่งกว่า วันต่อมาผมไม่รีรอเลยที่จะตรงไปหาราฟาที่ห้องของเขา

“ราฟาบอกกับผมว่า ‘โคโลญต้องการเพียงแค่สัญญายืมตัวเท่านั้น และเขาจะจ่ายให้กับเราเพียงแค่แปดแสนปอนด์ แต่นายสำคัญกับเรามากกว่านั้นเจสซี่ ถ้าเปเป้บาดเจ็บขึ้นมา และเราไม่สามารถเอาเงินแปดแสนปอนด์ไปแลกกับสถานการณ์แบบนั้นได้’ นั่นคือเหตุผลของเขา ส่วนผมคิดว่านั่นคือเหตุผลบ้าๆ ของเขามากกว่า

“ผมคิดในใจจริงๆ นะว่า ผมอยากตะบันหน้าเขาสักหมัด มีเสียงจากปีศาจกระซิบผมเอาไว้อย่างนั้นจริงๆ มันบอกกับผมว่า ถ้าเขาโดนหมัดของผมเขาไปสักเปรี้ยง เขาจะปล่อยผมไปเล่นกับโคโลญโดยไม่สนว่าค่าตัวผมจะถูกแพงเท่าไหร่”

โชคดีของราฟาที่คูเด็ดไม่ทำตามเสียงกระซิบจากปีศาจนั้น

“แต่พอมองย้อนกลับไปวันนี้ ผมกลับมีความสุขมากกว่าที่ได้เล่นให้กับลิเวอร์พูลแม้จะเป็นเพียงแค่อีกช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม ผมมีความสุขที่เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของทีมนี้”

สะกดคำว่ารัก

“ปีที่แล้วผมมีโอกาสเข้าชมนัดชิงชนะเลิศของลิเวอร์พูลที่มาดริดด้วย ผมอยู่ในสนามที่ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์เปียนลีกอีกครั้ง

“สมัยยังเป็นผู้เล่น ผมสารภาพตรงๆ ว่า ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า แฟนบอลจะร้องไห้ทำไมเวลาที่สโมสรคว้าชัยชนะระดับยุโรปมาได้ แต่พอผมได้เห็นนักเตะหงส์แดงวิ่งไปทั่วสนามพร้อมกับชูถ้วยบิ๊กเอียร์อย่างบ้าคลั่งแล้ว น้ำตาก็ไหลออกจากตาผมโดยไม่อาจควบคุม

“มันทำให้ผมเข้าใจว่า ทำไมแฟนบอลถึงรักนักเตะที่พาพวกเขาไปสู่แชมป์ มันทำให้ผมเข้าใจว่าความรักที่พวกเขามีต่อผมนั้นมันรู้สึกอย่างไร”

2.สนามแรงโน้มถ่วงที่ชื่อโมฆะยูไนเต็ด

เมื่อไม่กี่วันมานี้ อเมริกาเพิ่งส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศเพื่อทำภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาของมหาอำนาจ

แต่เรื่องนี้พิเศษตรงที่ มันเป็นครั้งแรกที่การส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศในครั้งนี้เกิดขึ้นจากบริษัทเอกชนร่วมมือกับองกรณ์นาซ่า และสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่ารัฐบาลสหรัฐทำเองถึง 9 เท่า!

(ได้โปรดอย่าเปรียบเทียบสายการบินเอกชนกับสายการบินของรัฐที่เกิดขึ้นในประเทศแถบอูกานดา)

กลับมาโฟกัสที่จรวดกันอีกครั้ง

การจะส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเอาชนะสนามแรงโน้มถ่วงของโลกที่ยึดมนุษย์ติดอยู่พื้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้ก็คือเชื้อเพลิงที่พาจรวดทะยานขึ้นสู่ฟ้า

การจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบสามสิบปีของลิเวอร์พูลก็เช่นกัน ลิเวอร์พูลต้องการเชื้อเพลิงชนิดพิเศษที่สร้างขึ้นมาเพื่อก้าวข้ามผ่านสนามแรงโน้มถ่วงที่ชื่อกองแช่งและโมฆะยูไนเต็ด มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอาชนะสนามแรงโน้มถ่วงพรรค์นั้น

โชคดีที่ลิเวอร์เบิร์ดปี 2020 พกเชื้อเพลิงดังกล่าวมาด้วย และมันมีชื่อว่า “แชมป์ยูฟ่าสมัยที่หก”

อเล็กซานเดอร์อาโนล เปิดเผยกับเว็ปไซต์อย่างเป็นทางการของลิเวอร์พูลว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาและเพื่อนร่วมทีมเล่นฟุตบอลอย่างบ้าคลั่งทิ้งห่างคู่ต่อสู้ร่วม 25 แต้มเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อังกฤษได้ มันเป็นเพราะการเถลิงขึ้นเป็นจ้าวยุโรปในซีซั่นที่ผ่านมา

“การเป็นแชมป์ยูฟ่าเมื่อปีก่อน มันเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้พวกเราต้องการคว้าถ้วยแชมป์ในรายการสำคัญๆ อย่างพรีเมียร์ลีก

“เซ็งชะมัดที่ต้องรู้ว่ามันผ่านมาปีหนึ่งแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของผมก็ตาม

“ความทรงจำเป็นแรงบัลดาลใจให้ผมเสมอ แม้แต่ขบวนแห่ของลิเวอร์พูลที่ผมเคยเห็นในวัยเด็กก็เป็นหนึ่งในนั้น วันที่ผมเห็นขบวนแห่ของพวกเขาเคลื่อนไปตามถนน มันทำให้ผมตั้งมั่นในใจว่า วันหนึ่งผมจะเป็นใครสักคนที่ทำแบบเดียวกับพวกเขา เป็นใครสักคนที่อยู่บนรถแห่ขบวนนั้น และผมหวังว่า ขบวนแห่ที่เกิดขึ้นของวันนี้เมื่อปีที่แล้ว จะเป็นแรงบัลดาลใจให้ใครสักคนที่กำลังอยู่ในช่วงวัย 10 หรือ 15 ปีสักคน วันหนึ่งพวกเขาจะมายืนอยู่ในจุดเดียวกับผม อนาคตต้องสโมสรต้องการเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนเสมอ”

ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ – END

นัดเดียวจอด ชงข่าว

เลิฟหงส์แดงภาคเช้า เสิร์ฟกาแฟ

รักคนอ่านนะจ้ะ