รักต้องห้าม

สตีเวน เจอร์ราด เหมือนกับฝนเดือนหกตรงที่ เขาจะมอบความชุ่มช่ำให้กับผู้คนเสมอ (เจอร์ราดมอบความชุ่มช่ำให้กับแฟนลิเวอร์พูล ส่วนฝนเดือนหกมอบความชุ่มช่ำให้กับชาวไทยหลังผ่านความร้อนระดับนรกยกมือเรียกพี่ ตลอดเดือนเมษาและต้นเดือนพฤษภาที่ผ่านมา)

เมื่อวานนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ สตีเวน สำนักข่าวต่างประเทศต่างเขียนสกู๊ปพิเศษถึงกัปตันตลอดกาลของลิเวอร์พูลออกมามากมาย ทว่าสกู๊ปที่น่าสนใจที่สุดคือบทสัมภาษณ์พิเศษของ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กุสัน (หรือชายผู้ที่เคียดแค้นลิเวอร์พูลที่สุดคนหนึ่ง)

เซอร์อเล็กเคยประกาศเอาไว้เมื่อเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดว่า “ขอเวลาผมสี่ปี ผมจะทำให้ทีมนี้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (ผิดคนโว้ย)

เซอร์อเล็กประกาศเอาไว้ในวันที่เขาขึ้นรับตำแหน่งกุนซือของแมนยูไนเต็ดว่า “เป้าหมายสูงสุดในการนั่งบังเหียนกุนซือของผม คือการโค่นลิเวอร์พูลลงมาจากบัลลังก์” นั่นคือเชื้อเพลิงที่โหมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด ทว่าในระหว่างการโค่นลิเวอร์เบิร์ดลงมาจุดสูงสุดของอังกฤษนั้น ตำนานบทหนึ่งก็ถูกเขียนขึ้นโดยสเกาเซอร์คนหนึ่งที่มีนามว่า สตีเวน เจอร์ราด

ในช่วงการถือกำเนิดของสตีเวน เจอร์ราด แม้แต่อเล็กเฟอร์กุนสันเองก็ยังยอมรับโดยดุษฏีว่า  สเกาเซอร์ของลิเวอร์เบิร์ดคนนี้คือกองกลางเพียงคนเดียวที่สามารถทดแทนการจากไปของรอยคีนได้ !

บทสัมภาษณ์ดังกล่าวของอเล็กเฟอร์กุสันฉบับนี้ เกิดขึ้นในปีปี 2004 นิตยสาร The Sunday Times มันเป็นสกู๊ปพิเศษที่เขียนเกี่ยวกับ การหาตัวแทนสักคนที่จะมาอุดช่องว่างในวันสุดท้ายของรอยคีนกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เนื่องจากกองกลางของแมนยูไนเต็ดมีอายุย่างเข้า  34 ปี และใกล้เกษียรอาชีพฟุตบอลอยู่เต็มทีแล้ว (แม้ว่าสุดท้าย รอยคีน จะเลือกออกจากแมนยูไนเต็ดไปเพราะรอยร้าวระหว่างเขากับอเล็กเฟอร์กุสันมิใช่ความชราภาพในอาชีพก็ตาม)

นักข่าวลองโยนหินถามทางถามเซอร์อเล็กว่า “แพททริค วิเอร่าจะเป็นตัวแทนของรอยคีนได้ไหม?” แต่เซอร์อเล็กกลับให้คำตอบที่สะเทือนโลกฟุตบอลทั้งใบ “ในสายตาของผม ผมไม่เห็นใครอื่นนอกจากสตีเวน เจอร์ราด เขาเป็นนักเตะคนเดียวในเกาะอังกฤษที่สามารถแทนที่ รอยคีน ได้  ไม่ใช่ว่า วิเอร่า ไม่มีของดีในตัวนะ แต่ ผมคิดว่าสิ่งที่เจอร์ราดทำได้นั้นมีมากกว่าสิ่งที่วิเอร่าจะทำได้

“สตีวี มีทั้งพลังงานอันไร้ก้นบึ้ง ความกระหายชัยสุดหยั่งและที่สำคัญที่สุดคือสมองอันเฉียบคมสำหรับการวิเคราะห์เกม! ผมยืนยันว่าไม่มีใครไม่อยากได้เขามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม วิเอร่า โดดเด่นกับอาร์เซน่อลได้เพียงแค่ 2-3 ปี จากนั้นความโดดเด่นของเขาก็จบลง แต่สำหรับสตีวีแล้ว นักเตะคนนี้มีแต่พัฒนาความโดดเด่นขึ้นในทุกๆ ซีซั่นกับลิเวอร์พูล”

แต่…เรื่องน่าประหลาดใจก็คือ เมื่อปี 2013 มาถึง ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับวันสุดท้ายของเขามันแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เซอร์อเล็กได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัว และข้อความส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นเขียนเอาไว้ว่า “สมัยยังเป็นกุนซือผมรู้สึกจริงๆ นะว่า เจอร์ราด ของลิเวอร์พูลไม่ใช่นักเตะระดับท็อป!”

สรุปแล้วเซอร์อเล็ก ชื่นชอบเจอร์ราด หรือ ชิงชังกันแน่ ?

จะตอบคำถามนี้ได้ ต้องย้อนเวลากลับไปในบทสัมภาษณ์พิเศษของเจอร์ราดกับ BBC

เจอร์ราด กล่าวในรายการนั้นเอาไว้ว่า “อันที่จริงผมเคยสมัครเข้าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดตอนอายุ 13 ปีนะ และพวกเขาก็ยื่นสัญญาเจ็ดปีให้กับผม (เวลานั้นการสมัครเข้าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดของเจอร์ราดมีเป้าประสงค์เพื่อกดดันให้ลิเวอร์พูล ยื่นสัญญาในการเป็นนักเตะอคาเดมี่ให้กับเขาต่างหาก – ผู้แปล) ผมเป็นแฟนของเซอร์อเล็กนะ สิ่งที่เขาทำในแต่ละเกมล้วนเป็นเรื่องมหัศจรรย์ทั้งนั้น นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์แรกหนังสืออัตชีวประวัติของเขาก็ขายจนแทบหมดคลัง ผมเองก็ได้อ่าน…ประโยคที่เขาเขียนถึงผม และมันทำให้ผมเสียใจจริงๆ เขาบอกว่า ผมไม่ใช่นักเตะระดับท็อป พับผ่าเถอะครับ ผมนอนไม่หลับเลย แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์ในการออกความเห็นในแต่ละเรื่องใช่ไหม

“ดังนั้นผมก็เลยสงสัยจริงๆ ว่า ถ้าผมไม่ใช่นักเตะระดับท็อปในสายตาเขา ทำไมเขาถึงพยายามยื่นสัญญาให้กับผมในปี 2002-03 มันเป็นสัญญาอีกครั้งที่เขายื่นให้กับผมเพื่อเล่นให้กับยูไนเต็ด และผมปฏิเสธมันไปทั้งสองฉบับ!”

สรุปไทมไลน์กันสักนิด…เซอร์อเล็กยื่นสัญญาให้กับเจอร์ราดสองครั้ง

ครั้งแรกเป็นตอนที่ สตีเวน เจอร์ราด อายุ 13 ปี (1993)

ครั้งต่อมาเป็นตอนที่ สตีเวน เจอร์ราด อายุ 23 ปี (2003)

ต่อมาอีกสิบปี (2013) เซอร์อเล็กกลับเขียนในอัตชีวประวัติของตัวเองว่า “สมัยยังเป็นกุนซือผมรู้สึกจริงๆ นะว่า สตีเวน เจอร์ราด ไม่ใช่นักเตะระดับท็อป”

การที่ เซอร์อเล็กบอกว่าสตีวีจีไม่ใช่นักเตะระดับท็อปนี้ คงมีความหมายเดียวกับนิทานอีสปเรื่อง “องุ่นเปรี้ยว” เสียมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง นิทานเรื่ององุ่นเปรี้ยวของอีสปเล่าเอาไว้ว่า : กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (ไม่อยากเชื่อว่าประโยคนี้จะปรากฏอยู่ในบทความฟุตบอลได้!) ในป่าแห่งหนึ่ง ณ ที่แสนไกล มีต้นองุ่นต้นหนึ่งที่ไม่ว่าใครผ่านมาผ่านไปจะต้องได้ลิ้มรสชาติของมันและอุทานออกมาเป็นคำเดียวกันว่า “โคตรหวาน”

สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นดังนั้น จึงต้องการสัมผัสรส “โคตรหวาน” ขององุ่นให้เป็นบุญปากของตัวเองสักครั้ง มันจึงพยายามปีนขึ้นไปกินองุ่นต้นดังกล่าว

โชคร้ายที่พระเจ้าไม่ได้ออกแบบจิ้งจอกมาเพื่อปีนป่าย ดังนั้นมันจึงไม่สามารถกินองุ่นสุดหวานต้นนั้นได้

จิ้งจอกตนนั้นลำพึงลำพันออกมาว่า “สงสัยองุ่นต้นนี้คงจะไม่ได้หวานอย่างที่ใครเขาพูดกันละมั้ง ขืนกินไปคงมีแต่รสเปรี้ยวแหงๆ” จากนั้นก็เดินจากไปพร้อมกับคำโกหก…ที่มันมอบให้ไว้กับตัวเอง

ตัดภาพกลับมาที่โลกของฟุตบอล

“สมัยยังเป็นกุนซือผมรู้สึกจริงๆ นะว่า สตีเวน เจอร์ราด ไม่ใช่นักเตะระดับท็อป” เซอร์อเล็กเฟอร์กุสันพลาดคว้าโคตรกองกลางแห่งยุคไป แม้จะยื่นสัญญาให้กับเจอร์ราดถึงสองครั้งสองคราและชื่นชมว่า เจอร์ราดเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่สามารถทดแทน รอยคีน ได้ก็ตาม

ย้อนกลับไปในบทสัมภาษณ์ของเซอร์อเล็กที่กล่าวชื่นชมเจอร์ราดเมื่อปี 2004 อีกครั้ง

“สตีวี มีทั้งพลังงานอันไร้ก้นบึ้ง ความกระหายชัยสุดหยั่งและที่สำคัญที่สุดคือสมองอันเฉียบคมสำหรับวิเคราะห์เกม!”

พลังงาน-ความกระหาย-สมองอันเฉียบคม คือสามคุณสมบัติที่เซอร์อเล็กยกย่องเจอร์ราด แต่สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลแล้ว สิ่งที่เจอร์ราดคู่ควรแก่การยกย่องคือ ‘ความภักดีจากก้นบึ้งหัวใจ’ ต่างหาก

อย่าว่าแต่ อเล็กเฟอร์กุนสันเคยยื่นสัญญาให้กับเจอร์ราดถึง 2 ครั้งเลย

ตลอดปี 2004-2005 แม้แต่ เรอัล มาดริด เองก็เคยยื่นสัญญาให้กับเจอร์ราดถึงสองครั้งเช่นกัน

เรื่องนี้ ซีนเนดีน ซีดาน หรือโคตรกองกลางแห่งยุคสมัยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเจรจากับเจ้าของเรอัลมาดริดให้ดึงสตีเวน เจอร์ราดมาสู่ถิ่นราชันย์

“ผมจำได้นะ ผมเคยพูดเอาไว้สมัยที่ผมยังเป็นนักเตะ…เจอร์ราดในช่วงพีค คือนักเตะที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของนักเตะทุกคนบนโลกใบนี้ ผมไม่แน่ใจ แต่คิดว่าคงเป็นช่วงเวลาประมาณปี 2004 ผมพยายามโน้มน้าว เปเรซ (เจ้าของเรอัลมาดริด) ให้ดึงเจอร์ราดมาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ผมบอกกับเขาว่า ผมต้องการให้เจอร์ราดเป็นพาร์ทเนอร์ของผมในแดนกลาง เปเรซไม่ได้ปฏิเสธผม เขาทำตามที่ผมขอด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือ พวกเราพยายามยื่นสัญญาให้กับเจอร์ราดแล้วสองครั้ง แต่มันไม่สามารถทำให้เขาเปลี่ยนใจย้ายออกจากลิเวอร์พูลได้เลย

“มีนักเตะไม่กี่คนบนโลกหรอกครับที่สามารถปฏิเสธเรอัลมาดริดได้ ผมคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้คงสามารถยืนยันถึงความภักดีที่เขามีต่อสโมสรได้จริงๆ”

“สตีวี มีทั้งพลังงานอันไร้ก้นบึ้ง ความกระหายชัยสุดหยั่งและที่สำคัญที่สุดคือสมองอันเฉียบคมที่ใช้วิเคราะห์เกม!”

นั่นคือความแข็งแกร่งของเจอร์ราดในสายตาของ เซอร์อเล็ก แต่สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลแล้ว ความภักดีด้วยหัวใจต่างหาก คือความแข็งแกร่ง และความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของผู้ชายอย่าง สตีเวน เจอร์ราด

END

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน

รักคนอ่าน หมดใจ