จิบข่าวหงส์แดง (30 พฤษภา 63)

1.เจาะเบื้องหลังความล้มเหลวของคูตินโย่ที่บาเซโลน่า

แฟนลิเวอร์พูลมักพูดติดตลกเสมอว่า ในราคาค่าตัวกว่า 140 ล้านปอนด์ของฟิลลิปเป้ที่บาเซโลน่าจ่ายให้ลิเวอร์พูลนั้น มันเป็นราคาที่ยังไม่รวมมูลค่าของคู่มือการใช้งานคูตินโย่จาก เจอร์เก็น คลอปป์ ด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม บาเซโลน่า จึงไม่สามารถดึงศักยภาพที่แท้จริงของคูตินโย่ออกมาได้ ทั้งๆ ที่พ่อมดน้อยมีฟอร์มอันโดดเด่นสมัยสวมเสื้อปักลิเวอร์เบิร์ดอยู่กลางอก

แต่เคยสงสัยไหมครับว่า แท้ที่จริงแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ทำไม ฟิลลิปเป้ คูตินโย่ ที่โดดเด่นกับลิเวอร์พูลจึงล้มเหลวกับบาเซโลน่า จนต้องออกระเหเรร่อนไปตามสโมสรตั่งต่าง อะไรทำให้บาเซโลน่าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดในโลก กลับไม่สามารถดึงศักยภาพของคูตินโย่ออกมาได้ ?

คำตอบที่น่าสนใจอยู่ในสกู๊ปชิ้นหนึ่งของ Liverpool echo ชิ้นหนึ่ง

ในสกู๊ปพิเศษชิ้นนี้รายงานว่า…

สาเหตุที่ทำให้คูตินโย่ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูลมากมายนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพื่อนร่วมสโมสรมั่นใจในทักษะของฟิลลิปเป้ ทุกคนเชื่อว่าเมื่อจ่ายบอลให้กับฟิลลิปเป้ นอกจากจะไม่ทำบอลเสียหรือจับพลาดแล้ว คูตินโย่ยังสามารถอาศัยทักษะส่วนตัวเอาชนะกองหลังของคู่ต่อสู้ (Dribble)ได้อีกด้วย ดังนั้นการส่งบอลให้กับเขาจึงเปรียบเสมือน “บรรไดขั้นแรก” ในการขึ้นบอลไปสู่เกมรุก ซึ่งมันมีความหมายว่า ทุกครั้งที่คุณจ่ายบอลให้กับฟิลลิปเป้ มันหมายถึงโอกาสในการจบสกอร์หนึ่งครั้งและมันอาจเป็นประตูส่งทีมขึ้นนำก็ได้

นี่คือกราฟฟิค ตำแหน่งที่มักจะส่งบอลให้กับคูตินโย่ในปี 2017-18 ทุกตำแหน่งที่อยู่ในสนามแม้แต่กองหน้าปีกขวาอย่างโมฮาเม็ดซาลาห์ก็ยังส่งบอลให้กับเขา ยิ่งมีสีเข้มมากก็ยิ่งส่งให้มาก

ความมั่นใจที่เพื่อนร่วมทีมมีให้ต่อเขา ทำให้ ฟิลลิปเป้ มีทั้งความมั่นใจและโอกาสในการสร้างความโดดเด่นในสนามมากกว่าใครอื่น กระทั่งเขาย้ายเข้าสู่บาเซโลน่า…นับแต่นั้นมา คูตินโย่ ก็มิใช่นักเตะที่เพื่อนร่วมทีมไว้ใจมากที่สุดอีกต่อไปแล้ว เพราะบทบาทดังกล่าวที่คัมป์นูมีจอมทัพอย่าง เลโอเนล เมสซี่ประจำอยู่เป็นที่เรียบร้อย

“ที่นี่ผู้คนจะสร้างอนุสาวรีย์ให้นาย แต่นายจะเป็นนักเตะธรรมดาที่นั่น” ประโยคหลังที่ เจอร์เก็น คลอปป์ เปรยเอาไว้กับคูตินโย่นั้นไม่เกินจริงเลย

ตัดภาพกลับมาที่ลิเวอร์พูล

แฟนบอลส่วนใหญ่มักเชื่อกันว่า โมฮาเม็ด ซาลาห์คือนักเตะที่เข้ามาทดแทนการจากไปของคูตินโย่ได้ทันท่วงที

เพราะช่วงเวลาเดียวกับที่ลิเวอร์พูลเสียนักเตะเวิร์ลคลาสอย่างพ่อมดน้อยไป มันดันช่วงเวลาเดียวกับที่ซาลาห์กลับมาระเบิดฟอร์มโหดในพรีเมียร์ลีกกลายเป็นราชาอียิปต์และคว้าดาวซัลโวประจำฤดูกาล! โชคดีของเจอร์เก็น คลอปป์ ที่สามารถอุดรอยรั่วได้ทัน แต่…ไม่ใช่ซาลาห์หรอกครับที่เป็นยาวแนวอุดรอยรั่วที่ชื่อฟิลลิปเป้ คูตินโย่

สกู๊ปพิเศษของเอคโค่ชิ้นนี้รายงานต่อไปว่า…

ความจริง คลอปป์เองก็รู้ว่าการเสียคูตินโย่ไปจะต้องกระทบกระเทือนบางอย่างต่อทีมอยู่แล้ว เพราะคูตินโย่เป็นทั้งอาวุธชิ้นสำคัญในการเก็บประตูจากฟรีคิกและจบสกอร์จากเสาไกล

ทว่าความจริงแล้ว ลูกฟรีคิกและประตูจากเสาไกลนั้นไม่สำคัญในสายตาของคลอปป์เท่าไหร่ (อย่าลืมว่า คูตินโย่ย้ายออกไปตั้งหลายปีแล้ว แต่ เจอร์เก็น กลับไม่ใช้เงินแก้ปัญหาซื้อนักเตะที่ทำฟรีคิกได้เข้ามาสู่ทีมเลยสักคน ซึ่งแตกต่างจากปัญหาผู้รักษาประตูและกองหลังของลิเวอร์พูลที่ใช้เงินก้อนโตอุดรอยรั่วด้วยการซื้อ อลีสซงและฟานไดซ์ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า คลอปป์ ไม่ได้มองลูกฟรีคิกที่ขาดหายไปเป็นปัญหาร้ายแรง) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเสียคูตินโย่ไปจากทีมคือ “ความเชื่อมั่นในการขึ้นรุกเกม” ต่างหาก

คลอปป์ต้องการนักเตะสักคนที่มีทักษะการเลี้ยงกินตัว พลิกบอลและเอาชนะแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (Dribble) ได้

หนึ่งในนักเตะดังกล่าวคือ ฟิร์มิโน่ แต่การปล่อยให้บ้อบบี้ประจำอยู่ในตำแหน่ง False9 นั้นดูจะเป็นประโยชน์มากกว่าปรับเขาลงมาเป็นตัวเชื่อมเกมแบบที่คูตินโย่เคยเป็น

เจอร์เก็น ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหาคีย์แมนในการขึ้นเกมรุกจากทางฝั่งซ้ายได้พบ ใครคนนั้นมิใช่ นาบี เกอิต้า หรือ อเล็ก ออคเหลดเชมเบอร์เลน นะครับ แต่เป็น…ซาดิโอ มาเน่ ต่างหาก

นี่คือ ความคล้ายคลึงกันของ สถิติการจ่ายบอลของมาเน่ในปี 2018-19 เมื่อเทียบกับคูตินโย่ในปี 2017-18

ซาดิโอมีทุกอย่างที่คลอปป์ต้องการ ทั้งการเลี้ยงบอลกินตัว ทักษะในการเอาชนะคู่ต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 (Dribble) และมันก็มีมากพอจะทำให้เพื่อนร่วมทีมไว้ใจจะส่งบอลให้กับเขา และมันก็ทำให้ลิเวอร์พูลยังคงสามารถขึ้นเกมรุกจากทางกาปซ้ายได้ต่อไป

การทำประตูของ โมฮาเม็ด ซาลาห์ ในฤดูกาลดังกล่าวสามารถกลบช่องว่างการขาดหายไปของฟิลลิปเป้ คูตินโย่ก็จริง แต่นักเตะที่เข้ามาทดแทนการขึ้นเกม คือ ซาดิโอ มาเน่ต่างหาก

รูปแบบเกมรุกของเจอร์เก็น คลอปป์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำฟรีคิก หรือประตูจากเสาไกล ประตูส่วนใหญ่ที่ลิเวอร์พูลทำได้ล้วนเกิดขึ้นในกรอบเขตโทษทั้งนั้น ดังนั้นคลอปป์จึงยอมเสียคูตินโย่ให้กับบาเซโลน่าได้ แต่เขายอมเสียนักเตะที่เป็นคีย์แมนขึ้นเกมรุกไปสู่กรอบเขตโทษไม่ได้

ทั้งหมดนั่นทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ซาดิโอ มาเน่ จึงถูกเปรียบเปรยเอาไว้ว่าเป็นณเดชของสโมสร เพราะนอกจากความหล่อแล้ว เขาคือพระเอกตัวจริงในการแก้ปัญหาการเสียคูตินโย่ไปจากทีม

Peter Moore ซีอีโอของลิเวอร์พูลเคยเปรยถึงการซื้อคูตินโย่กลับมาสู่ทีมว่า “ระบบการเล่นของเราเปลี่ยนไปมากนับแต่วันที่เสียเขาไป” อันที่จริงระบบของลิเวอร์พูลไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ แต่เป็นบทบาทในการขึ้นเกมรุกต่างหากที่ถูกทดแทนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

2.ข้อความจากคลอปป์ถึงการฉลองชัยนอกแอนฟิลด์

เกิดเป็นเด็กหงส์ต้องอดทน เพราะตอนนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรีเมียร์ลีกมีความเชื่อว่าถ้าลิเวอร์พูลเป็นแชมป์จริงจะมีแฟนบอลที่บ้าคลั่ง ต่างแห่แหนออกมาฉลองพร้อมเพรียงกัน เพราะการอดทนรอคอยมานานร่วมสามสิบปีได้ขาดสะบั้นลง

ความเชื่อดังกล่าวนำไปสู่ความเห็นที่ทำให้ ลิเวอร์พูล “อาจ” ไม่ได้ลงเล่นในเกมเยือนทุกเกมถัดจากนี้ไปจนจบฤดูกาล

ฟังดูบ้า… แต่โลกนี้มีเรื่องบ้าๆ เสมอ

เจอร์เก็น คลอปป์ ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวเอาไว้ว่า

“ตอนนี้ (เวลาประมาณตีสองเมืองไทย วันที่ 30 พฤษภา) ผมไม่แน่ใจเรื่องสนามเหย้าเท่าไหร่ แต่ผมรู้มาว่ามีการพูดคุยเรื่องนี้จริงๆ ทว่าสำหรับผมมันไม่ใช่เรื่องน่ากังวลแต่ประการใดเลย เพราะผมรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะเป็นปัญหาหนึ่งที่เราแก้ไขได้

“มีคนบอกผมว่า แฟนบอลของเราคือกลุ่มแฟนบอลที่ดีที่สุดในโลก ผมอยากเห็นแฟนบอลที่ดีที่สุดในโลก ทำสิ่งที่ดีที่สุดในโลกสำหรับเวลานี้ นั่นก็คือการอยู่บ้านหรืออันที่จริงคือการฉลองอยู่กับบ้านเฉยๆ เพราะผมมั่นใจว่า ถ้าเราไม่มีการตัดจบหรือปล่อยให้ทั้งฤดูกาลกลายเป็นโมฆะด้วยความคิดโง่ๆ แล้ว อย่างไรเสีย แชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้ก็หนีเราไปไม่พ้นหรอก

“แม้ว่า…ผมจะไม่รู้จริงๆ ว่าสถานที่ฉลองชัยสุดท้ายคือสนามไหน แต่ผมก็หวังว่ามันจะเกิดขึ้นในแอนฟิลด์นะ

“แต่เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเท่าไหร่ มีผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ไม่มีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แค่เราคว้ามันมาได้ สิ่งนี้ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญมากพอแล้ว ใช่…แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบดั่งที่ใครต่อใครคาดหวัง แต่ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า ความแตกต่างนี้จะให้ความรู้สึกยังไงกันแน่

“ผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่า มันจะต้องรู้สึกดี เพราะอันที่จริงแล้วแชมป์พรีเมียร์ลีกมีโอกาส 50 เปอร์เซ็นที่จะไม่ได้คว้าแชมป์ที่สนนามเหย้าของตัวเอง … แต่ใครจะแคร์กันล่ะ ?

“ผมอยากยืนยันกับแฟนบอลทุกคนว่า ถ้ารัฐบาลอนุญาตและมีมาตรการออกมารองรับจริงๆ ผมจะใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้คุ้มค่า กับการฉลองชัยร่วมกับแฟนบอลเลย ผมเชื่อนะว่าวันหนึ่งช่วงเวลาที่ผมคิดไว้จะมาถึง และเราจะได้ฉลองชัยอย่างมีกาลเทศะ ไม่ว่ามันจะอีกนานแค่ไหน แต่ผมตัดสินใจไว้แล้วว่าจะฉลองชัยเมื่อวันนั้นมาถึง”

นั่นคือข้อความจากเจอร์เก็น คลอปป์

END – ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับวันนี้ (จริงๆ คือหมดแรงเขียน ถถถถถถ)

นัดเดียวจอด ชงกาแฟ -เลิฟหงส์แดง เสิร์ฟข่าว

รักคนอ่าน