อวสาน-จารกรรมโคตรเพชร

เฟอร์กิล ฟาน ไดก์ (เซาแธมป์ตัน – 75 ล้านปอนด์ – 2018)

คู่แข่ง – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี

เฟอร์กิล ฟาน ไดก์ไม่ได้มาแค่ปฏิรูปแนวรับของลิเวอร์พูล เขายังเป็นคนที่พลิกโฉมวิธีการซื้อผู้เล่นของลิเวอร์พูลจนถึงปัจจุบัน

ปี 2017 หลังจากสามารถพาลิเวอร์พูลกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกได้ คล็อปป์กับทีมซื้อขายก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะลงทุนกับแนวรับเสียที และฟาน ไดก์ก็คือเป้าหมายอันดับหนึ่งของทีมในซัมเมอร์ปีนั้น ที่จริงแล้ว เขาควรจะเป็นนักเตะที่คนแรกที่ได้เดินเข้าทีมในราคาเพียง 50 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำ

ฟาน ไดก์เป็นเซ็นเตอร์แบ็คจากทีมระดับกลางที่กำลังมาแรงที่สุดในพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น บรรดาทีมหัวแถวต่างอยากได้เขาไปร่วมทีม ลิเวอร์พูลนั้นได้ทำการติดต่อกับเอเย่นต์ของฟาน ไดก์แบบเงียบ ๆ จนนักเตะมีใจให้ลิเวอร์พูล เหนือทีมเต็งแชมป์อย่างแมนซิตี้และเชลซี แต่นโยบายการซื้อตัวของลิเวอร์พูลในตอนนั้นยังเป็นรูปแบบ “สร้างความตื่นเต้น” ให้แฟนบอล มีผู้หวังดีแอบปล่อยข่าวให้สื่อต่าง ๆ ว่าคล็อปป์ได้นัดพูดคุยกับไดก์ที่แบล๊คพูล (พร้อมรูปหลุด) ซึ่งมีการเปิดเผยภายหลังว่าเขาคนนั้นก็คือ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดนั่นเอง

ความจริงแล้ว เซาแธมป์ตันนั้นใกล้จะบรรลุข้อตกลงยอมปล่อยตัวผู้เล่นให้ลิเวอร์พูลในราคา 50 ล้านปอนด์แล้ว แต่เมื่อข่าวการนัดพบกันหลุดออกไป ผู้ที่เกี่ยวข้องกับต้นสังกัดทั้งแฟนบอลและผู้ถือหุ้นต่างก็ไม่พอใจ ทำให้ผู้บริหารทีมนักบุญร้องว่าลิเวอร์พูล“ผิดมารยาท” และจะส่งร้องให้พรีเมียร์ลีกตรวจสอบว่าทำคู่ค้าผิดกฎ เรื่องนี้ร้อนถึง FSG ที่ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษเซาแธมป์ตัน เรื่องนี้ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของไมเคิล เอ็ดเวิร์ด

“เราต้องขออภัยเจ้าของ, บอร์ดบริหาร, และแฟนบอลเซาแธมป์ตันสำหรับความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเฟอร์กิล ฟาน ไดก์”

“เราให้ความเคารพในจุดยืนของเซาแธมป์ตันและสามารถยืนยันได้ว่า พวกเราได้หยุดความสนใจในตัวผู้เล่นแล้ว”

มันเป็นช่วงเวลาฟ้าถล่มทลายสำหรับแฟนบอล, เจอร์เก็น คล็อป, และฟาน ไดก์ เพราะว่าคล็อปป์เลือกขีดชื่อเซ็นเตอร์แบ็กทางเลือกอย่าง คูลิบาลี่ และ เอเมริก ลาปอร์ก ออกจากลิสต์ และไม่เซ็นใครเพิ่มเลย ในขณะที่ฟาน ไดก์นั้นก็โพสต์ภาพเหม่อลอยบนเครื่องบินประหนึ่งชายหนุ่มที่โดนผู้ใหญ่กีดกันจนงานวิวาห์ล่ม แถมช่วงท้ายของตลาด ลิเวอร์พูลยังต้องรอนาบี เกอิต้าไปอีกหนึ่งปี ในขณะที่ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ก็เริ่มออกอาการงอแง

ปีเตอร์ คราเวียรซ์ เปิดเผยภายหลังกับ Theatletic ว่า “ถ้าฤดูกาลนั้นพวกผมไม่ได้ฟานไดซ์ มันก็จะไม่มีเซ็นเตอร์แบ็คคนใดถูกเซ็นเข้ามาในทีม!”

ในช่วงเวลาที่การซื้อขายกับเซาแธมป์ตันจบลงนั้น ข่าวของฟาน ไดก์กับสโมสรอื่นก็ประทุขึ้นมาเป็นระยะ ด้วยความที่ต้นสังกัดรู้ว่านักเตะไม่มีใจแล้ว แต่ราคายังดีอยู่ เลยมีข่าวว่าพวกเขายินดีที่จะปล่อยตัวฟาน ไดก์ให้สโมสรใดก็ได้ที่ไม่ใช่ลิเวอร์พูล แฟนลิเวอร์พูลที่ชื่นชอบฟาน ไดก์ต้องนั่งตาละห้อย เมื่อได้เห็นข่าวว่านักเตะมีโอกาสย้ายไปยูไนเต็ด, ซิตี้, หรือเชลซี

เริ่มที่เชลซีที่กำลังหาตัวแทนของจอห์น เทอร์รี่ พวกเขาพร้อมมากที่จะจ่ายเงิน 50 ล้านปอนด์ให้เซาแธมป์ตัน และกลายเป็นตัวเต็งหลังจากลิเวอร์พูลถอนตัวไป ถึงแม้ว่าทีมจะมี ดาวิด ลุยซ์กับ แกร์รี่ เคฮิลอยู่แล้ว แต่อันโตนิโอ คอนเต้ก็ยังต้องการเซ็นเตอร์แบ็กอีกหนึ่งคนในแผงกองหลัง 3 คนของเขา นาทีนั้นจะมีใครดีไปกว่าฟาน ไดก์ล่ะ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ต้องการตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดก์เช่นกัน มีข่าวลือค่อนข้างหนักว่า ฟาน ไดก์เลือกที่ไปสวมชุดแข่งสีฟ้าแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้นในซัมเมอร์นั้น

เป็นโชคดีของแฟนบอลลิเวอร์พูล ที่เซาแธมป์ตันกำลังอยู่ในระหว่างการหาผู้จัดการทีมคนใหม่ต่อจาก โคล้ด ปูแอล พวกเขาเลยยังไม่กล้าที่จะปล่อยนักฟุตบอลเบอร์หนึ่งของทีมออกไปในช่วงซัมเมอร์

ตลาดซัมเมอร์ปิดตัวลง ฤดูกาล 2017/18 เริ่มบรรเลง ฟาน ไดก์กลับจากอาการบาดเจ็บอีกครั้ง ฟอร์มการเล่นของเขาดูตกลงเล็กน้อย แต่ความสนใจจากสโมสรต่าง ๆ ยังไม่ลดน้อยลง ลิเวอร์พูลนั้นประสบความสำเร็จในการเก็บตัวฟิลิปเป้ คูตินโญ่ไว้ แต่ก็รู้ว่าคูตินโญ่จะไปตามความฝันในสักวัน แผนก็คือ “ขออีก 1 ฤดูกาล” หลังจากร้องไห้ในเกมกับทีมชาติและกลับมาเล่นให้สโมสร คูตินโญ่ก็ระเบิดฟอร์มที่น่าจะดีที่สุดตั้งแต่เล่นให้ลิเวอร์พูลมา คล็อปป์มีไอเดียว่า อยากได้ฟาน ไดก์มาเล่นในทีมเดียวกับคูตินโญ่ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ

หนึ่งเดือนก่อนที่ปี 2018 จะเริ่มต้น ลิเวอร์พูลให้ตัวแทน นำโดยซีอีโอ ปีเตอร์ มัวร์ ดอดไปเจรจากับเซาแธมป์ตัน เขาใช้วิธีใดไม่ทราบเจรจาไกล่เกลี่ยจนเซาแธมป์ตันให้อภัยในเรื่องที่เกิดขึ้นตอนซัมเมอร์ ตอนนั้นคอนเต้ก็ติดต่อขอซื้อฟาน ไดก์เช่นกัน, รวมไปถึงเป็ป กวาร์ดิโอล่าด้วย

อันโตนิโอ เปิดเผยความรู้สึกหลังพลาดตัวฟาน ไดก์ไว้ว่า “นี่คือฟุตบอล นี่ล่ะคือชีวิต แน่นอนว่าเขาคือเป้าหมายของเรา แต่นี่คือฟุตบอล เราสามารถลิสต์เป้าหมายได้เยอะแยะ แต่ก็ต้องสามารถเอื้อมถึงด้วย ตลาดซื้อขายไม่ได้ง่ายเลย” ความจริงก็คือ เชลซีตั้งงบไว้เพียง 50 ล้านปอนด์เท่านั้น และพวกเขาไม่สามารถจะสู้กับ “ความคลั่ง” ของลิเวอร์พูลได้

ฝั่งแมนซิตี้ตั้งงบไว้ไม่เกิน 60 ล้านปอนด์ มีการเปิดเผยในสารคดี “All or Nothing” ของสโมสรถึงบทสนทนาระหว่าง ผอ.สโมสรกับผู้บริหารระดับสูง

“นี่ ชิกิ เรื่องกองหลังอะ ไปถึงไหนแล้ว?” อัล-มูบารัก (ประธานสโมสร) ถามความคืบหน้ากับ ชิกิ เบกิริสไตน์ ก่อนจะได้รับคำตอบจากเฟอร์ราน โซเรียโน (หัวหน้าทีมบริหาร) ว่า “ผมบอกเขาแล้วเรื่องค่าตัว” แมนซิตี้ได้สอบถามต้นสังกัดไปแล้ว แต่ค่าตัวแรงเกินไปสำหรับ “เซ็นเตอร์แบ็คอันดับสาม” ใช่แล้ว แมนซิตี้มองฟาน ไดก์เป็นแค่ตัวหมุนเวียน เพราะว่าพวกเขามี จอห์น สโตน, โอตาเมนดี้, กอมปานี และกำลังจะได้ตัวแอมริก ลาปอร์กมาร่วมทีม นี่เป็นการพลาดตัวฟาน ไดก์ครั้งที่สองและตลอดกาล หลังจากที่เคยเมินคำแนะนำของอดีตโค้ชที่บอกให้แมนซิตี้ซื้อกองหลังร่างยักษ์ตั้งแต่ยังเป็นนักฟุตบอลเซลติก

ไม่น่าเชื่อ ว่าลิเวอร์พูลจะกลายเป็นทีมที่สามารถทุ่มเงินเอาชนะมหาเศรษฐีได้ แต่มันเกิดขึ้นจริง 75 ล้านปอนด์นั้นมันดีเกินกว่าที่เซาแธมป์ตันจะต่อรอง พวกเขาตกลงวางความบาดหมางทิ้งไว้เพื่อรับเงินก้อนใหญ่ที่สุดโดยไม่มีเงื่อนไข และในวันที่ฟาน ไดก์มาตรวจร่างกายกับลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ติดต่อเข้าไปเพื่อหวังปาดหน้า แต่ “ประทานโทษ…เขาตรวจร่างกายผ่านไปแล้วครับ”

เขาว่ากันว่า “โลกใบนี้ประกอบด้วยน้ำ 75% อีก 25% เป็นของฟาน ไดก์” พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะฝ่าด่านการครอบครองพื้นที่ของลูกพี่เวิร์จไปได้ การทุ่มซื้อตัวของลิเวอร์พูลในครั้งนั้นส่งผลให้ทีมต่าง ๆ อยากมีฟาน ไดก์ของตัวเอง จึงเกิดการทุ่มสถิติ ทั้ง 85 ล้านปอนด์แลกแฮร์รี่ แมกไกวร์ และ 70 ล้านปอนด์แลกมัทไธจ์ เดอ ลิกต์ รวมไปถึงค่าตัวกองหลังที่โดนเซ็ตมาตรฐานใหม่ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านปอนด์

การซื้อฟานไดก์เข้าสโมสรของลิเวอร์พูล เปลี่ยนมาตรฐานการซื้อเซ็นเตอร์แบ็คของโลกฟุตบอลจากหน้ามือเป็นหลังมือ

อลิสซอน เบ็คเกอร์ (อา.เอส. โรม่า – 66.8 ล้านปอนด์ – 2018)

คู่แข่ง – เชลซี

ช่วงเดือนมกราคม 2018 ถึงแม้ว่าทีมจะได้เฟอร์กิล ฟาน ไดก์เข้ามาปฏิรูปแนวรับ แต่สถานการณ์หน้าเสาประตูก็ยังไม่สู้ดีนัก ลอริส คาริอุสมีพัฒนาการการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็จริง แต่ดูเหมือนว่าจะโตไม่ทันพัฒนาการโดยรวมของทีม และในตลาดซื้อขายหน้าหนาวปีนั้นก็มีข่าวลือหลุดมาว่า ลิเวอร์พูลกำลังจะได้ตัวผู้รักษาประตูคนหนึ่ง ที่จะ “พลิกเกม” เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของทีมไปตลอดกาล

ตอนนั้นแฟนบอลที่ทราบข่าวว่าเขาคือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก เพราะว่าเขาเพิ่งขึ้นมาเป็นมือหนึ่งที่โรม่าได้เพียงปีเดียว แต่มันโคตรตื่นเต้นสำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลที่แอบเชียร์โรม่า ด้วยรู้ว่าเบ็คเกอร์คือผู้รักษาประตูยุคใหม่ที่เก่งพอ ๆ กับเปเป้ เรน่า แต่นิ่งกว่า ตัวใหญ่กว่า และเหมือนหมี

ทว่า เบ็คเกอร์กลับตกเป็นข่าวอย่างหนักกับเรอัล มาดริด จึงมีข่าวออกมาจากฝั่งลิเวอร์พูลว่า สโมสรได้แจ้งไปยังเอเย่นต์นักเตะว่า พวกเขาจะไม่ยื่นซื้อตัวในซัมเมอร์ที่จะถึง

ข่าวลือเงียบหายไป คาริอุสพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกในรอบสิบปี ลิเวอร์พูลจะกลับมาคว้าแชมป์ แต่พวกเขาต้องผ่านเจ้าสังเวียนยุโรป – เรอัล มาดริด – ให้ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ลิเวอร์พูลก็สู้ได้ดีในช่วงแรก แม้ว่าโมฮัมเหม็ด ซาล่าห์จะโดนดึงไหล่หลุด พวกเขาก็ยังสู้ แม้ว่าคาริอุสจะจ่ายบอลพลาดจนเสียประตู ซาดิโอ มาเน่ก็ยังเอาคืนได้ จนกระคาริอุสโดนชน เกิดอาการมึนงงแบบไม่รู้ตัว (Concussion) ไม่มีผู้เล่นคนใดโยนความผิดให้เขา และคล็อปป์ก็พร้อมจะให้โอกาสอีกครั้ง แต่คาริอุสกลับคว้ามันไว้ไม่ได้

หลังความผิดหวังครั้งใหญ่ เริ่มมีข่าวว่าลิเวอร์พูลเล็งแยน โอบลัก หรือ อลิสซอน เบ็คเกอร์อีกครั้ง คล็อปป์ปฏิเสธข่าวลือด้วยการให้ความเชื่อมั่นกับมือหนึ่งของเขา แต่ดูเหมือนว่าสติของนักเตะยังไม่เข้าที่ เขาติดโซเชียลและทะเลาะกับแฟนบอลในโลกออนไลน์ และยังคงรับบอลพลาดตามที่ปรากฏในคลิปการฝึกซ้อม

ฝั่งอลิสซอน เบ็คเกอร์นั้นตอนแรกเป็นข่าวกับเรอัล มาดริด ทำให้โรม่าตั้งราคาค่าตัวของไว้สูงถึง 90 ล้านยูโร เป็นสาเหตุให้ลิเวอร์พูลถอนความสนใจ แต่ความมันส์ก็เริ่มต้นขึ้นจากจุดที่เรอัล มาดริดจะเอาติโบ กูร์ตัว มาจากเชลซีให้ได้ เชลซีก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายไปหาอลิสซอนแทน

เชลซีในตอนนั้นเกิดความไม่แน่นอนในตำแหน่งผู้จัดการทีม เมื่อนาโปลีไม่ยอมปล่อยตัว เมาริซิโอ ซาร์รี่มาสักที ประกอบกับฟุตบอลโลก 2018 ทำให้สถานการณ์หยุดชะงัก ประกอบกับการที่มาริน่า กรานอฟสกาย่า ผอ.สโมสร พยายามจะรั้งตัวกูร์ตัวไว้ให้ได้

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดนั่งดูละครรักที่ไม่ลงตัวระหว่างเชลซี-นาโปลี-เรอัล มาดริด ก็เลยสะกิดบอกคล็อปป์ว่า “เฮีย อลิสซอนว่างละนะ” ลิเวอร์พูลตัดสินใจยื่นข้อเสนอ 65 ล้านปอนด์ไม่รวมโบนัสให้โรม่าทันที ทั้ง ๆ ที่ 2 วันก่อนนักข่าวสายลิเวอร์พูลเพิ่งรายงานเป็นเสียงเดียวกันว่า ลอริส คาริอุสจะย้ายทีม และแดนนี่ วอร์ดจะได้เป็นมือหนึ่ง

ปฏิบัติการฉกชิงวิ่งคว้า “ว่าที่ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของโลก” ไม่ได้ดำเนินไปด้วยการยื่นข้อเสนอให้โรม่าน้ำลายหกเท่านั้น มันคงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าลิเวอร์พูลไม่มีผู้จัดการทีมบารมีล้นอย่างเจอร์เก็น คล็อปป์ ด้วยรู้ดีว่า อลิสซอนต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ หลังจากที่โรม่าอนุญาตให้เจรจากับผู้เล่น คล็อปป์จึงเดินทางไปหาอลิสซอนด้วยตัวเอง ไกด์กิตติมศักดิ์พาเบ็คเกอร์ทัวร์ประวัติศาสตร์ของสโมสร คล็อปป์เล่าถึงโปรเจ็คที่จะรื้อฟื้นความ “เป็นหนึ่ง” กลับมา แชมเปี้ยนส์ลีก พรีเมียร์ลีก และการมีส่วนร่วมในการสร้างเยาวชนให้ขึ้นมาเป็นนักเตะชุดใหญ่แบบ “พี่ปั้นน้อง”

“คุณสนใจจะมาร่วมโปรเจ็คกับพวกเรามั้ย” สิ้นประโยคสุดท้ายจากปากของหนุ่มใหญ่ อลิสซอนกับคล็อปป์ก็ลุกขึ้นกอดกัน เป็นคำมั่นตกลงปลงใจว่า นายประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิลจะย้ายมาสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ลิเวอร์พูล

ศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม 2018 คือวันที่ลิเวอร์พูลประกาศเซ็นสัญญาอลิสซอน เบ็คเกอร์อย่างเป็นทางการ แต่ความเป็นจริงแล้ว นั่นคือช่วงสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดของลิเวอร์พูล มีข่าวว่าพวกเขายื่นข้อเสนอตั้งแต่วันจันทร์ และโรม่าก็ขีดวันเดดไลน์เป็นวันศุกร์ หากเชลซีหรือสโมสรอื่นไม่ติดต่อมา ลิเวอร์พูลจะได้ตัวอลิสซอนไปเลย ในราคาที่พวกเขาคิดว่า “ต่ำกว่าที่คิด” เมื่อพิจารณาถึงฝีมือและการใช้งานที่แสนยาวนาน สัปดาห์นั้น แอดมินเพจลิเวอร์พูลแทบจะกินนอนกับทวิตเตอร์

ฝั่งเชลซีนั้น พวกเขาไม่ได้แค่พลาดได้ตัวนายทวารที่ดีที่สุด แต่รวมไปถึงความวุ่นวายที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินเป็นสถิติโลกแล้วได้ตัวนายประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิล แต่กลับต้องทุบสถิติคว้าผู้รักษาประตูมือสองของทีมชาติสเปน แรก ๆ แฟนเชลซีก็ยังตั้งความว่าเกป้า อาร์ริซาบาลากา จะกลายเป็นผู้รักษาประตูระดับท็อปได้ในไม่ช้า แต่ในฤดูกาลล่าสุด เกเป้ดันสร้างสถิติที่ไม่น่าจดจำ เขามีอัตราการเซฟเพียง 55.4% ต่ำที่สุดในพรีเมียร์ลีก และรั้งอันดับ 127 จาก 132 ผู้รักษาประตูใน 7 ลีกยุโรป ฤดูกาลที่แล้วนี้เกป้าเคยออกอาการ “ดื้อ” ไม่ยอมโดนเปลี่ยนตัว ทำเอาซาร์รี่หัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ข้างสนาม และดูเหมือนว่า เชลซีจะอยากได้ผู้รักษาประตูคนใหม่ ติดตรงที่ค่าตัวเริ่มต้นของเกป้านั้นสูงถึง 73 ล้านปอนด์ และยังมีดีกรีเป็นมือหนึ่งของทีมชาติด้วย สัญญาของเกป้าจะหมดในปี 2025 ถึงแม้ว่าแฟนบอลเชลซีจะรู้สึกว่าโดนย้อมแมวขาย แต่ก็ต้องให้กำลังใจกันต่อไป ว่าผู้รักษาประตูในวัย 25 ปีจะนิ่งขึ้นในสักวัน ในขณะที่แฟนลิเวอร์พูลน่ะเหรอ…ก็กำลังมีความสุขกับการดูพ่อหมีไล่ตะปปคู่แข่งไงล่ะ

END

JB เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน

รักคนอ่าน หมดใจ