จิบข่าวหงส์แดง (22 พฤษภา 63)

คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า ฟานไดซ์ จะย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของลิเวอร์พูลด้วยเหตุผลหลักๆ 2 ข้อ

เหตุผลข้อหนึ่ง – ฟานไดซ์ เล่นเป็นเซ็นเตอร์แบ็ค แต่ราคาประเมินตลาดกลับสูงมาก

ช่วงก่อนธันวาคมปี 2017 เคยมีคนพูดกันว่า ราคาของฟานไดซ์จะทยานสูงขึ้นไปถึง 80 ล้านปอนด์

ด้วยราคาที่สูงขนาดนี้ มันควรจะเป็นเงินที่สโมสรใช้เพื่อซื้อกองหน้าเข้าทีมมากกว่ากองหลัง

เหตุผลข้อสอง – คู่แข่งของลิเวอร์พูลคือแมนเชสเตอร์ซิตี้ เจ้าของทีมรวยเป็นอันดับ 1 ของพรีเมียร์ลีกในเวลานั้นและเวลานี้ (แต่อนาคตไม่แน่ เพราะเจ้าชายจากซาอุที่รวยกว่าไม่รู้กี่สิบเท่าจะเข้ามากุมนิวคาสเซิ่ลแล้ว)

ถ้ามีทีมใดสักทีมจะซื้อเซ็นเตอร์แบ็คด้วยราคาหน้าเป้าจริง ทีมนั้นควรจะเป็นแมนเชสเตอร์ซิตี้ มากกว่าลิเวอร์พูลที่มีสถิติการซื้อหน้าเป้าสูงสุดของสโมสรด้วยราคาเพียง 38 ล้านปอนด์ จากดีลของโมฮาเม็ดซาลาห์

แต่สุดท้าย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2017 มาถึง คนฟุตบอลทั้งโลกก็อึ้ง บางคนออกตัวค่อนแคะว่า ลิเวอร์พูลมิได้ใช้เงินอย่างเดียวในการจบดีลนี้ แต่ยัง…ด้วย

(ภายหลังเสียงค่อนแคะดังกล่าวก็เงียบไป เพราะศักยภาพที่ทุกคนรู้ว่า ราคา 75 ล้านปอนด์นี้ หากมันแลกมากับการเข้าชิงยูฟ่าแชมป์เปียนลีกสองครั้ง บวกแชมป์อีกหนึ่ง แถมเจ้าตัวยังเป็นอันดับรองจากเมสซี่ในงานประกาศรางวัลบัลลงดอร์, เพียงความดีงามไม่กี่ข้อนี้ 75 ล้านปอนด์ก็กลายเป็นเงินที่ไม่สามารถจบดีลนี้ได้จริงๆ … แต่ต้องอัจฉริยะด้วย)

ทว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ระหว่าง ฟานไดซ์ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ซิตี้

ทำไมทีมที่มีเงินถุงเงินถังมากกว่าหงส์แดงกลับไม่สามารถคว้าตัว เซ็นเตอร์แบ็คจากเซาแฮมตันได้

คำตอบนี้ Ronny Deila อดีตกุนซือของเวอร์กิล สมัยยังเล่นให้กับเซลติกเปิดเผยกับ Goal เอาไว้ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับการติดต่อจากแมนซิตี้ “และผมบอกพวกเขาไปด้วยว่า คุณควรซื้อฟานไดซ์เข้าทีมไปซะ แมนซิตี้เองก็มีท่าทีเห็นด้วยนะ แต่เขาถามผมว่า เกมที่ดีที่สุดของฟานไดซ์ในบอลยุโรปคือเกมไหน เพราะพวกเขาจะไปตามดู

“ผมเงียบไป เพราะไม่สามารถตอบพวกเขาได้ เพราะอันที่จริงสมัยที่ฟานไดซ์อยู่กับเซลติก เขาไม่เคยมีเกมที่ยอดเยี่ยมในฟุตบอลยุโรปเลย (ในขณะที่พอย้ายมาอยู่เซาแฮมตันแล้วฟานไดซ์ก็ไม่ได้กลับไปแก้มือในฟุตบอลยุโรปอีก – ผู้แปล)

“ฟานไดซ์มีฟอร์มที่ดีกว่ามากในลีกสก๊อตแลนด์” Ronny กล่าวต่อ “แต่เขาคือดาวดับในระดับอินเตอร์เนชั่นแนล

“พวกสโมสรใหญ่มักคิดว่า ลีกสก๊อตเป็นฟุตบอลระดับล่างและนักเตะจากลีกนี้ไม่คู่ควรจะได้รับเงินถุงเงินถังจากพวกเขา ผมไม่รู้จะพูดยังไง เพราะฟานไดซ์ไม่มีเกมที่ดีในเวทียุโรปเลยแม้แต่เกมเดียว ผมว่านี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้แมนซิตี้ไม่สามารถมองเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของฟานไดซ์”

ตลกดีที่สุดท้ายลิเวอร์พูลสามารถเอาชนะศึกชิงตัวนักเตะราคาแสนแพงจากแมนซิตี้ได้ เพียงเพราะเรือใบสีฟ้าประเมินค่าการเล่นในลีกสก๊อตต่ำเกินไป เรื่องนี้ทำให้อดนึกถึง บทประพันธ์ท่อนหนึ่งของอมตะเพลงอย่าง บุพเพสันนิวาส ที่เขียนว่า “ไม่ใช่บุพเพสันนิวาสแล้วไซร้ รักจึงได้แรมรา” ไม่ได้จริงๆ

เพราะต่อให้ เรือใบสีฟ้าเปิดใจกลับไปดูฟอร์มการเล่นของฟานไดซ์ในลีกสก๊อตแล้ว พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์เทียบท่ารับกะลาสีที่ไม่มีใจจะขึ้นเรือได้อยู่ดี ย้อนกลับไปช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม 63 ฟานไดซ์ได้ออกมาเปิดเผยด้วยตัวเขาเองถึงช่วงเวลาการตัดสินใจระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนซิตี้ผ่าน Bt sport ว่า

“ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเลือกลิเวอร์พูล ผมดูรายละเอียดของสโมสรต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ทั้งแนวทางที่พวกเขาเล่น ทิศทางในอนาคตที่พวกเขากำลังขยับไป บรรยากาศรอบเมือง รวมถึงแฟนบอลของทีมซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจของผม ทั้งหมดนั่นทำให้ผมเลือกลิเวอร์พูล และตอนนี้ทุกอย่างก็พิสูจน์แล้วว่าผมเลือกทางที่ถูกต้อง ผมเข้าลิเวอร์พูลไม่ถึง 6 เดือน แต่สามารถเข้าชิงแชมป์เปียนลีกได้ สำหรับผมมันคือโบนัสก้อนโตที่ทำให้ผมพัฒนาตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้”

ใครว่าคนรวยกว่าคือทีมที่จะชนะกันนะ ?

ดูดีลฟานไดซ์และพรีเมียร์ลีกปีนี้เป็นตัวอย่างสิครับ

2.ความฝันของเจ้าจุก

ฮาวีย์ เอลเลียต ดาวรุ่งหงส์แดงอนาคตไกลออกมาให้สัมภาษณ์กับ Copa90 ว่า การย้ายเข้ามาสู่ลิเวอร์พูลของเขามันเหมือนกับความฝันที่กลายเป็นความจริง (เอ้ะ คุ้นๆ)

“ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะกลายเป็นจริงเร็วขนาดนี้ ตอนนั้นผมพูดกับตัวเองว่า บางทีนี่อาจไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้

“แม้กระทั่งก้าวแรกที่ผมเดินเข้าสู่เมลวู้ด หรือแม้กระทั่งบางช่วงเวลาในตอนนี้ ผมก็ยังสงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน การได้ลงเล่นท่ามกลางนักเตะตัวจริงลิเวอร์พูลคือสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาโดยตลอด”

หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ เอลเลียตพูดเป็นเรื่องปั้นน้ำเป็นตัว

เพราะนักฟุตบอลแทบทุกคนล้วนยืนยันว่าสโมสรที่ซื้อพวกเขาไปนั้นคือ “สโมสรในฝัน” ของพวกเขาด้วยกันทั้งนั้น

แต่ในกรณีของเอลเลียตนั้นแตกต่างกันออกไป เด็กคนนี้มีหลักฐานที่ยืนยันต่อความฝันนั้น รูปด้านล่างต่อไปนี้คือภาพของเอลเลียตในวัย 11 ปี กับรูปปั้นของบิลแชงลีย์ (สังเกตุฐานรูปปั้นด้านขวาจะเขียนคำว่า Calberg เอาไว้)

END- สวัสดีวันศุกร์ครับพี่น้องหงส์แดง

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน

รักคนอ่าน หมดใจ