จิบข่าวหงส์แดง (13 พฤษภา 63)

1.เหตุผลสำคัญที่ทำให้คลอปป์ดึงซาลาห์เข้ามาเป็นหนึ่งในนักตะของหงส์แดง

เราไม่อาจวัดความเก่งของปลาจากการปีนต้นไม้ฉันใด ความเก่งของนักฟุตบอลก็ย่อมขึ้นอยู่สโมสรที่พวกเขาสังกัดฉันนั้น

แดนนี่ อิงค์ คือหลักฐานชั้นดีสำหรับเรื่องนี้ แต่เรื่องราวของ โมฮาเม็ด ซาลาห์ เป็นหลักฐานที่ชัดเจนกว่า

ปี 2017-18 ซาลาห์ย้ายเข้าสู่ลิเวอร์พูลด้วยราคาร่วม 42 ล้านยูโร มันเป็นราคาสูงสุดที่สโมสรจากลุ่มแม่น้ำเมอซีเคยจ่ายให้กับกองหน้าคนหนึ่ง

นักวิจารณ์หลายคนค่อนแคะดีลของลิเวอร์พูลชิ้นนี้ว่า “มันจะเป็นดีลที่ล้มเหลว” เพราะโมฮาเม็ดเคยพังเละไม่เป็นท่าในพรีเมียร์ลีกมาก่อนแล้ว ซาลาห์เป็นนักเตะที่ดี แต่ดูเหมือนจะดีกว่าหากเขาค้าแข้งในลีกอื่นที่ไม่ใช่พรีเมียร์ลีก

ซีซั่น 2017-18 จบลง ซาลาห์ลบคำสบประมาทเหล่านั้นด้วยเสียงคำรามก้องฟ้า เขาทำ 32 ประตูในพรีเมียร์ลีก

เอาชนะกองหน้าตัวเป้าติดบลูทูธอย่า แฮรี่ เคน ที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษพยายามดันจนสุดแขน แต่ก็จบฤดูกาลด้วยการทำ 30 ประตู

โดยปกติแล้ว 29+1 ประตูในพรีเมียร์ลีกที่ แฮรี่ เคน ทำได้ถือเป็นความบ้าคลั่ง

แต่ประทานโทษ…นักเตะที่เคยล้มเหลวในพรีเมียร์ลีกกลับมาทวงแค้นด้วยความบ้าคลั่งกว่า

ซีซั่นถัดมา ซาลาห์ ยังไม่พ้นเสียงวิจารณ์และคำครหา เหตุเพราะเขาไม่ใช่หน้าเป้าธรรมชาติ แต่เป็นปีกขวาที่ขยับไปเล่นตำแหน่งอื่นไม่ได้ มิหนำซ้ำเจ้าชายอียิปต์ไม่มีลูกพลิกบอลเหมือนนักเตะบราซิลเลี่ยน หรือเทิร์นสวยๆ แบบที่ซีดานเคยทำ

จะว่าไปแล้ว หากไม่นับความเร็วกับความเยือกเย็นในการจบสกอร์แล้ว เขาก็แทบไม่มีอะไรอีกเลย

มีแฟนบอลลิเวอร์พูลตั้งข้อสังเกตหลังจบซีซั่นดังกล่าวว่า ปีต่อไปซาลาห์จะไม่สามารถระเบิดฟอร์มโหดได้แบบที่เคยเป็นอีกแล้ว เขาจะกลายเป็นเพียงแค่ “แข้งดังซีซั่นเดียว” แบบที่เกิดขึ้นกับ โรบินโย่ ที่ซัดไป 15 ประตูกับอีก 9 ในปี 2008-09 กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ ทว่าซีซั่นถัดมา โรบินโย่ กลับทำประตูได้เพียง 1 ลูกตลอดทั้งฤดูกาลเท่านั้น

ซาลาห์ตอกกลับคำครหาพวกนั้นด้วยการคว้ารองเท้าทองคำใบที่สองร่วมกับซาดิโอ มาเน่ และ โอบาเมยอง ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ดี ย้อนกลับไปที่ความสามารถของซาลาห์สักนิด ความเร็วและความเยือกเย็นในการจบสกอร์ สองสิ่งนี้เท่านั้นหรือ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ นักเตะจากอียิปต์คว้าดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกสองปีซ้อนได้ ? สองสิ่งนี้เท่านั้นหรือที่ทำให้ลิเวอร์พูลเลือกคว้าเขามาจากโรม่า และส่งเขาขึ้นสู่บัลลังก์ราชาได้สำเร็จ ?

คำตอบอยู่ในบทสัมภาษณ์ของ ปีเตอร์ คราเวียรซ์ หรือมือซ้ายของ เยอร์เก็น คลอปป์ ที่เคยเปิดเผยกับ The Athletic ถึงเหตุผลที่พวกเขาซื้อซาลาห์เข้ามาว่า มันไม่ได้เป็นเพราะเจ้าชายอียิปต์ทำประตูได้เป็นอันดับสองรองจาก ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ที่โรม่าเลย แต่เป็นเพราะเขา (ซาลาห์) คือนักเตะที่แก้โจทย์ของลิเวอร์พูลได้ดีที่สุดต่างหาก

คราเวียซ์อธิบายว่า

“ซาลาห์คือนักเตะที่ลดขั้นตอนในการเติมเกมรุกลงได้สองถึงสามชั้น

“พวกคุณคงรู้ดีว่า (ในปีแรกๆ) เราเป็นทีมที่อาศัยเกมเคาเตอร์แอคแทคสูงมาก แต่การจะทำเกมสวนกลับได้ บอลจะต้องอยู่ในการครอบครองของฝ่ายตรงข้ามเสียก่อน หลังจากนั้นนักเตะฝ่ายเราจะเริ่มทำการ ป้องกันแบบสวนกลับ (Active Defending) คือมิใช่เพียงแค่ป้องกันไม่ให้บอลของคู่ต่อสู้เข้าประตูเท่านั้น แต่จะต้องฉกบอลลูกนั้นมาเป็นของฝ่ายเราให้ได้

“จากนั้นเกมสวนกลับจึงเริ่มต้นขึ้น ตรงนี้คือจุดสำคัญครับ เพราะทุกคนชอบคิดว่าฝ่ายที่ทำเกมสวนกลับจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ จากการที่แผงหลังของคู่ต่อสู้ยกสูงและเปิดโอกาสให้แนวรุกของเราเข้าทำได้ แต่มันจะได้เปรียบยิ่งกว่าถ้าเราสามารถลดขั้นตอนการสวนกลับและไดเร็กฟุตบอลไปสู่แนวรุกได้ด้วยการจ่ายเพียงครั้งเดียว”

ความเร็วของซาลาห์ทำให้ เพื่อนร่วมทีมสามารถไดเร็กฟุตบอล โดยการทิ้งลูกบอลไปสู่แดนหน้าและปล่อยให้ซาลาห์ใช้ความเร็วไปตามเก็บได้ จากนั้นความเยือกเย็นในการจบสกอร์ของโมฮาเม็ดก็ทำงาน

เอเดน อาซาร์พูดถึงซาลาห์เอาไว้ว่า “ผมพยายามมองหานักเตะที่เก่งกว่า และพยายามไปให้ถึงในระดับที่พวกเขายืนอยู่เสมอ  โมฮาเม็ด ซาลาห์คือหนึ่งในนักเตะเหล่านั้น”

(ในพาดหัวของ The Athletic ชิ้นนี้เขียนถึงฟานไดซ์ แต่ข้างในเป็นบทสัมภาษณ์ของ ปีเตอร์ คราเวียรซ์ ที่ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ เอาไว้ ซึ่งรวมถึงเหตุผลในการซื้อซาลาห์เข้าทีมที่แปลไปข้างต้นด้วย , มีเรื่องลึกๆ อีกมากเลยครับ โดยเฉพาะดีล 75 ล้านปอนด์ของฟานไดซ์ วันหลังจะแปลให้สาแก่ใจทั้งคนอ่านคนแปลเลยทีเดียว)

อาซาร์กับซาลาห์เป็นเพื่อนกันสมัยค้าแข้งให้กับเชลซี

อาซาร์คือนักเตะเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ดีว่าผลลัพธ์ของซาลาห์ในถ้ำสิงโตน้ำเงินเป็นเพียงแค่ความผิดพลาด แต่ไม่ใช่ความล้มเหลวของตัวซาลาห์เองเลย

ลิงจะอวดทักษะการปีนป่ายของมันได้ก็ต่อเมื่ออยู่บนต้นไม้ มิใช่ในน้ำ ซาลาห์เองก็ต้องการพื้นที่ๆ ใช่ เพื่อใช้ความเร็วและความสงบเยือกเย็นในการดวลฟุตบอลแบบ 1-1 กับผู้รักษาประตูออกมา

(นี่คือเหตุผลเดียวกับที่มีผู้คนมากมายสนับสนุนว่า การวัดคุณค่าของเด็กนักเรียนเพียงแค่คะแนนสอบของพวกเขา เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะในตัวเด็กแต่ละคนมี “พื้นที่ๆ ใช่” แตกต่างกันออกไป เฉกเช่นเดียวกับ ซาลาห์ – เชลซี และลิเวอร์พูล)

2.ความสัมพันธ์ระหว่างฟานไดซ์และจอร์แดนเฮนเดอร์สัน

ช่วงที่เวอร์กิน ฟานไดซ์ ย้ายเข้าสู่ลิเวอร์พูลใหม่ๆ เป็นช่วงเดียวกับที่ใครสักคนอันเชิญพระศุกร์กับพระเสาร์ พ่วงด้วยพระราหู เข้าทรงในร่างของจอร์แดน เฮนเดอร์สัน พอดิบพอดี

ช่วงเวลานั้น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่เขาย้ายเข้าสู่รั้วแอนฟิลด์

ดังนั้นแม้ปลอกแขนกัปตันจะถูกสวมอยู่บนต้นแขนของเขา แต่แฟนบอลส่วนใหญ่กลับเทใจ ให้กองหลังค่าตัว 75 ล้าน ว่าเป็นบุคคลที่คู่ควรกับมันมากกว่าเฮนเดอร์สัน

สมมติว่าเราเป็นเฮนเดอร์สัน เราจะรู้สึกอย่างไรกับฟานไดซ์นะ ?

ในบทสัมภาษณ์ของเฮนเดอร์สันกับ BT Sport บรรจุคำตอบนั้นเอาไว้

นักข่าวถามเฮนเดอร์สันว่า คุณรู้สึกอย่างไรตอนที่รู้ข่าวว่า ฟานไดซ์จะมายังแอนฟิลด์ ?

“ผมตะโกนออกมาดังๆ ว่า อะไรนะ มันคือเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ!!” หลังจากนั้น เฮนเดอร์สันก็บรรยายถึงความดีงามตั่งต่างของฟานไดซ์ทั้งรูปร่างที่สูงใหญ่และการยกระดับแนวรับของลิเวอร์พูล แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคำเยินยอต่างๆ เหล่านั้น เฮนเดอร์สันยังพูดถึงฟานไดซ์เอาไว้อีกด้วยว่า

“เขาคือผู้นำ เป็นผู้นำของทีมที่ต้องมีไม่ว่าจะเป็นในห้องแต่งตัวหรือในสนามการแข่งขันก็ตาม” นั่นคือบทสัมภาษณ์ของเฮนเดอร์สัน ที่มีต่อฟานไดซ์ หรือ คนที่นักเตะเคยเทใจว่าคู่ควรต่อการเป็นกัปตันมากกว่าเขา

ภาษิตโบราณกล่าวเอาไว้ : ผู้ที่ยิ่งใหญ่แท้จริง จะยกย่องว่าผู้อื่นยิ่งใหญ่กว่าตนเสมอ

“ผมดีใจที่เขาอยู่ที่นี่กับเรา รางวัลทุกชิ้นที่เขาได้รับ คือสิ่งที่เขาคู่ควรจะได้มัน” กัปตันหมายเลขหนึ่งทิ้งท้ายถึงกัปตันหมายเลขสามเอาไว้แบบนั้น

3.ลูกผู้ชายจากปีศาจแดง

ข่าวแก้วสุดท้ายของวันนี้ เป็นเรื่องที่ผมต้องขยี้ตาก่อนจะแปลมันออกมา

ไม่ใช่เพราะง่วง…

แต่เป็นเพราะ เพิ่งได้เห็นว่า อดีตนักเตะจากโมฆะ… เอ้ย แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า

“พรีเมียร์ลีกกลับมาแข่งขันต่ออีกครั้ง เพราะพวกเขาไม่สามารถรับมือกับปัญหาทางการเงินได้ หากปล่อยให้มันคาราคาซังต่อไป

“แต่…ผมก็คิดว่าพวกเขาไตร่ตรองกันมาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจแบบไหนก็ตาม

“พวกเขาต้องหาแชมป์ ตั๋วบอลฟุตบอลยุโรปและทีมตกชั้น  แต่… สมมติว่า ถ้าลีกไม่สามารถกลับมาแข่งได้ และต้องหยุดลงอย่างสุดวิสัยจริงๆ ผมคิดว่าทุกคนจะโอเค ถ้าพรีเมียร์ลีกจะยกแชมป์ให้กับลิเวอร์พูล”

นักเตะจากแมนยูไนเต็ดที่เป็นลูกผู้ชายคนนี้ มีชื่อว่า เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์

ชาวโมฆะยูไนเต็ด ควรมีผู้ชายคนนี้เป็นตัวอย่างจริงๆ

จบ – ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

(ปล. เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ เคยเกือบเป็นผู้รักษาประตูให้กับลิเวอร์พูลเหมือนกัน เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยตัวของเขาเมื่อปีที่ผ่านมา แต่สุดท้ายโชคชะตาก็พัดพาให้เขาไปขายถุงมือกับฟูแล่มและลงเอ่ยกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในท้ายที่สุด)

นัดเดียวจอด เขียน

เลิฟหงส์แดง รายงาน

รักคนอ่าน สุดใจ